ภาษากายสื่อถึงใจ! กุนซือขยับ ต้องจับความหมาย

Nick Moore และ Robert Phipps วิเคราะห์ภาษากายกุนซือพรีเมียร์ลีกในเขตเทคนิค ขยับแบบนี้ พี่คิดอะไรกันครับ??  

ไม่ต้องเป็นด็อคเตอร์ก็พอจะเดาออกว่า อลัน พาร์ดิวมี "ปัญหา" จึงไม่น่าแปลกใจที่กุนซือคริสตัล พาเลซจะหันไปหาตัวช่วยอย่างอดีตนักคริกเก็ตที่กลายเป็นนักจิตวิทยา เจเรมี่ สเนป ช่วยให้ผ่อนคลายสลายเครียด

"การมีเจเรมี่คอยช่วยผมอยู่ข้างสนามทำให้ผมมุ่งสมาธิอยู่กับสิ่งที่ผมควบคุมได้เท่านั้น และนั่นก็ได้ผลดีสำหรับผม" ผู้จัดการทีมปราสาทเรือนแก้วเผย "ไม่เพียงแค่ช่วยให้ผมใจเย็นขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ผมหาสาเหตุที่ทำให้ผมสติแตก"

เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา FourFourTwo จะจับภาษากายในเขตเทคนิคของโค้ชพรีเมียร์ลีกมาวิเคราะห์ให้อ่าน

โชเซ่ มูรินโญ่

ครองตำแหน่งเจ้าพ่อดราม่าริมเส้น ที่ลีลาริมเส้นมีตั้งแต่ท่าดีใจชูมือชกลม, ท่าโบกกรรมการ หรือท่าแซะผู้ตัดสินที่ 4, วิ่งตามบอลริมเส้น, ท่ากระโดดตบข้างสนาม, ยักย้ายส่ายสะโพกหรือท่าลังกาหลังสามตลบพับเข่า ท่าเดินลาดตระเวน และการดีดตัวจากม้านั่งข้างด้วยความเร็วแสงในจังหวะที่กรรมการตัดสินไม่ถูกใจ และการพุ่งตรงเข้าไปประชิดตัวคนอื่นทุกจังหวะที่สามารถ 

"โชเซ่ส่งสัญญาณของความแข็งแกร่ง ความเข้มแข็งมั่นใจของทีมที่จะสู้เพื่อมู" นักจิตวิทยา โรเบิร์ต ฟิพพส์ กล่าว "ท่าดีใจชูมือชกลมเป็นท่าที่แสดงถึงพลัง แต่หลักๆ คือแสดงให้เห็นว่ามูรินโญ่มีความหลงใหลในเกม เขารู้วิธีการปลุกเร้าแฟนบอล วิธีการกระตุ้นนักเตะ และการบงการกรรมการอย่างฉลาด การพุ่งตัวเข้าไปหากรรมการอาจจะไม่ช่วยเปลี่ยนแปลงผลการแข่งขัน แต่มันแสดงว่าโชเซ่ มูรินโญ่ พร้อมที่จะสู้เพื่อทีมของเขา"

มูรินโญ่: กรรมการ!!! เชลซีโดนดึงผม!!

แซม อัลลาร์ไดซ์

บิ๊กแซม มีปัญหากับการแสดงอารมณ์ให้คนอื่นเห็น แม้กระทั่งชื่อ "บิ๊กแซม" ยังสื่อไปทางร่างกายมากกว่าความเป็นคนช่างคิดด้วยซ้ำ ซึ่งแน่นอนว่าก็ไม่แฟร์กับบิ๊กแซมเท่าไหร่ 

บิ๊กแซม อัลลาร์ไดซ์ เป็นหนึ่งในโค้ชไม่กี่คนที่ใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการทำทีม แต่ยังคงมีอาการระเบิดลงเมื่อถูกมองว่าเป็นมนุษย์ถ้ำประจำถนนสาย 1 (ซึ่งก็เท่ากับย้ำว่าเป็นอย่างที่เขาว่าจริงๆ ด้วย) ภาษากายของบิ๊กแซมก็ยังมีส่วนเช่นกัน ซึ่งเช่นเดียวกับโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือสิงโตน้ำเงินคราม บิ๊กแซมเองก็เป็นกุนซือสายโหดเช่นกัน "ปัญหาก็คือ ถึงแม้คุณจะเชื่อว่าตัวเองเป็นคนช่างคิด ดูดีมีมันสมอง และคุณเองอาจจะเป็นอย่างที่ตัวคุณคิดและเป็นสุดยอดเช่นกัน แต่ถ้าคุณไปกระโดดโลดเต้นข้างสนามเหมือนคนบ้า ผู้คนก็คิดว่าคุณเป็นคนบ้าจริงๆ" ฟิพพส์กล่าว "ภาษากายของคุณแสดงให้เห็นความรู้สึกของคุณในขณะนั้น และคุณก็ไม่สามารถซ่อนความรู้สึกได้"

บิ๊ก แซม: เดี๋ยวเถอะ! พี่ดูข้อมูลโปรโซนแล้วพี่จะมาจัด!

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส

เพื่อนนักข่าวของ FFT เคยสัมภาษณ์ บรูซ ฟอร์ไซท์ เจ้าพ่อวงการโทรทัศน์แห่งเกาะอังกฤษ และบรู๊ซดูหลุกหลิกไม่มีสมาธิ แถมระหว่างสัมภาษณ์ยังก้มเขียนขยุกขยิกในกระดาษทั้งๆ ที่ยังคุยกันอยู่ หลังจบการสัมภาษณ์ มีคนไปเปิดดูกระดาษโน้ตของบรู๊ซ และพบว่าสิ่งที่เจ้าพ่อเขียนคือ "ซื้อยาคูลท์" 

เราเองสงสัยว่าเบรนแดน ร็อดเจอร์ส ที่ก้มหน้าก้มตาเขียนโน้ตลงสมุดระหว่างยืนคุมเกมริมเส้น จะเขียนอะไรแนวนั้นหรือเปล่า เรายังไม่ตัดความเป็นไปได้ออกไปหรอกนะ แต่เราเห็นว่ากุนซือชาวไอร์แลนด์เหนือชื่นชอบการเขียนบันทึกใส่สมุดสันลวดเล่มเล็กที่ถือติดมือ ซึ่งฟิพพส์ กล่าวถึงพฤติกรรมดังกล่าวว่า "นั่นแสดงว่าเขาเป็นคนละเอียด เขาทำให้เรารู้สึกว่าเขาเป็นคนชอบใช้ความคิด และเขาก็ไม่อยากจะลืมว่าจะต้องพูดอะไรกับนักเตะในช่วงพักครึ่ง แต่นั่นก็เป็นเรื่องอันตรายที่ทำให้เรารู้สึกว่าเขาเป็นคนขี้ลืมจนต้องคอยจดบันทีกอยู่เรื่อยๆ และไม่สามารถจะจำใส่สมองไว้ได้" 

อาจจะแบบว่า....เบรนแดน ลืมซื้อน้ำยาล้างจานอีกแล้วเหรอ?

แต่เราเชื่อว่าบรู๊ซไม่ลืมซื้อยาคูลท์นะ

ร็อดเจอร์สคิดในใจ: มาร์ค เงียบๆ หน่อยเด๋วพี่ลืม

อาร์แซน เวงเกอร์

ดราม่าริมเส้นของ อาร์แซน เวงเกอร์ พัฒนาขึ้นมาตามอายุที่เกือบจะใกล้เข้าวัยเกษียณ แต่นั่นหมายถึงความบ้าคลั่งเพิ่มขึ้นตามวัย กระโดดโลดเต้นจนใกล้เคียงจะเป็นมูรินโญ่คนที่ 2 อยู่แล้ว แถมบางครั้งยังออกอาการดิ้นด็อกแด็กในเสื้อโค้ทตัวยักษ์เหมือนหนอนยักษ์โดนไฟช็อต แต่ถ้าเครื่องจักรทะลวงตาข่ายของปืนใหญ่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยม กุนซือเฟร้นช์แมนจะเปลี่ยนมาดมาโชว์นิ่งนุ่มสุขุมศิวิไลซ์ และเพียงปล่อยลีลาสุดกวนคือ "การยักไหล่" ซึ่งฟิพพส์เชื่อว่า "สไตล์ของเวงเกอร์แทบจะตรงกันข้ามกับโชเซ่ เขามักจะยืนนิ่งๆ และไม่เปิดไพ่ให้ใครได้เห็น" 

"ความนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหวที่เป็นเครื่องหมายการค้าข้างสนามของเวงเกอร์ที่เก็บความรู้สึก ส่งไปถึงลูกทีม แม้แต่การยักไหล่ก็เช่นกัน การยักไหล่เป็นท่าทางที่แสดงความหมายว่า "ก็ไม่รู้สินะ" ซึ่งในกรณีของเวงเกอร์หมายถึงเขาไม่อยากเปิดเผยความเห็นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสนาม"

ยิ่งแก่ยิ่งมันส์ กระโดดตบไร้พ่ายของอาร์แซน เวงเกอร์

มานูเอล เปเยกรินี่

อลัน พาร์ดิว เคยเรียกกุนซือซิตี้ว่า "ไอ้เฒ่ากล้วย" ในการปะทะกันข้างสนาม แต่นั่นก็เอาฮาเท่านั้นนะ เด็กๆ โปรดอย่าเลียนแบบพฤติกรรม 

แต่เปเยกรินี่ก็ไม่หวั่นไหวต่อเสียงนกเสียงกา ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหวด้วยการยืนกอดอกนิ่ง คงจะกำลังคิดสมเพชนิสัยตีโพยตีพายแบบเด็กไม่รู้จักโตของพาร์ดิว และอาจจะคิดไปถึงว่าคืนนี้จะจิบไวน์อะไรกับชาก่อนนอน
“การวางมาดนิ่งอ่านไม่ออกนับเป็นอีกคุณสมบัติหนึ่งของผู้จัดการทีมที่ดี พฤติกรรมดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเขาตัดขาดจากโลกภายนอกและมีสมาธิอยู่กับเกมในสนามและงานตรงหน้า แต่ต้องเป็นการนิ่งแบบปกติด้วยนะ” ฟิพพส์ กล่าว “ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อคุณมีบุคลิกภาพแบบต่างกันสุดเหวี่ยงทั้งในสนาม-นอกสนามและกลายเป็นพฤติกรรมสองขั้วซึ่งจะสร้างปัญหาหากเกิดขึ้นในระดับการบริหารจัดการ”

เปเยกรินี่วางมาดนิ่งสม่ำเสมอได้อย่างดี แต่ข้อเสียของการวางมาดนิ่งแบบนี้คือบางครั้งอาจจะดูเหมือนไม่ค่อยสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเลย

ความในใจเปเยกรินี่ : เอิ่ม....คืนนี้จะจิบไวน์อะไรดีนะ

หลุยส์ ฟาน ฮาล

จะมีประโยชน์อะไรกับการยืนริมเส้น แหกปากตะโกนสั่งเกมในสนามที่นักฟุตบอลอยู่ห่างออกไป 50 เมตรท่ามกลางเสียงเชียร์ที่ดังกึกก้องจนแทบจะไม่ได้ยินเสียงโค้ช นักเตะควรจะมีสมาธิอยู่กับเกมการแข่งขันรอบๆ ตัว ไม่ใช่เสียงสั่งเกมหรือให้กำลังจากผู้จัดการทีมที่ตื่นเต้นเกินขนาด?

นั่นคงเป็นคำถามที่ ฟาน ฮาล มีคำตอบในใจอยู่แล้ว เพราะในช่วงที่ผ่านมา ฟาน ฮาล แทบไม่ปรากฎตัวออกมาสั่งเกมริมเส้นให้ได้เห็นกันบ่อยนัก

“ผมนั่งดูเกมที่ม้านั่งสำรองเพราะผมไม่สามารถจะไปแหกปากให้ใครได้ยินผมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเกมที่โอลด์แทร็ฟฟอร์ด” กุนซือปีศาจแดงกล่าว

นั่นแสดงให้เห็นว่า ฟาน ฮาล รู้สึกผ่อนคลายและมีความมั่นใจ ฟิพพส์ วิเคราะห์ “ก่อนที่ทีมจะลงสนาม เขาพยายามทำในสิ่งที่ทำได้แล้ว และเขาก็เข้าใจว่าพอลงสนามไปแล้วทุกสิ่งจะขึ้นอยู่กับนักเตะเท่านั้น นอกจากนี้เขายังมั่นใจในตัวนักเตะของเขาว่านักเตะจะสามารถทำผลงานได้ดีโดยไม่ต้องให้เขาคอยยืนสั่งการและแก้เกมอยู่ข้างสนามตลอดเวลา”

สุดหล่อรองทรงนิยมนั่งคอยืดคอยาวจากม้านั่งสำรอง

ทิม เชอร์วูด

เชอร์วูดเป็นเหมือนฝาแฝดของมูรินโญ่ในด้านการทุ่มเทเกินร้อย, ใส่อารมณ์เต็มที่, บอลมาซัดตูม, วิ่ง 110%, ลุยหาประตู, ความหลงใหลในเกม, พระเอกตัวจริง, เข้าปะทะ และหลงใหลในเกมแบบสุดๆ

“การส่งสัญญาณบุกตะลุยไม่เลี้ยง และการออกลีลาริมเส้น หมายความว่าเขาน่าจะออกลีลาแบบนี้เหมือนกันในห้องแต่งตัวนักกีฬา” ฟิพพส์ วิเคราะห์ “ซึ่งมันก็จะเป็นการกระตุ้นความฮึกเหิมสำหรับทีมที่ยังไม่สามารถเค้นฟอร์มเก่งออกมาเล่นเต็มที่ ภาษากายที่แสดงถึงความมีส่วนร่วม การปลุกใจลูกทีมและการแสดงให้เห็นว่าคุณอยากเอาชนะมากแค่ไหนจะเป็นแรงกระตุ้นที่สำคัญมาก”

ซึ่งลีลาริมเส้นสไตล์นี้ต่างกันสุดขั้วกับความเชื่อใจทีมอย่างเช่นหลุยส์ ฟาน ฮาล  แต่ถ้าออกลีลามากเกินพอดีก็อาจจะเป็นปัญหาได้เช่นกัน “ถ้าออกลีลากระโดดโลดเต้นตามเกมมากเกินไปก็อาจจะลืมความเป็นจริงรอบๆ ตัวจนกลายเป็นเหมือนเด็กไฮเปอร์บ้าพลังสักคนหนึ่งที่ควรจะถูกจับไปนั่งเงียบๆ ซะบ้าง”

ฟังดูคุ้นๆ นะ

พี่หมี: โอ๋ๆๆๆ ทิมใจเย็นๆ นะ

ไนเจล เพียร์สัน

“ผมไม่คุยกับเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน ผมเป็นพวกโหลยโท่ยอมทุกข์” เพียร์สัน กล่าวถึงตัวเอง กุนซือเลสเตอร์ที่เห็นทีไรก็นึกถึงนักมวยปล้ำรุ่นเฮฟวี่เวททุกที (ส่วนฌอน ไดช์ ที่ดูหน้าตาโหดเหมือนจะกัดหัวลูกหมาเล่นเป็นงานอดิเรก แต่จริงๆ แล้วพออ้าปากพูดเสียงทุ้มนุ่มนวลก็กลายเป็นคนน่ารักดีเหมือนกัน)

ลีลาสั่งเกมข้างสนามของพี่นักมวยปล้ำก็ไม่ได้ช่วยให้หน้าตาสุดโหดของเพียร์สันดูดีขึ้นมาได้เลย ท่าบีบคอฆ่าโหดเจมส์ แม็คอาร์เธอร์เมื่อช่วงที่ผ่านมาทำให้เราเสียวสันหลังวาบมาแล้ว

“การเล่นบทโหด ไม่ยิ้มไม่หัวกับใครอาจจะเป็นผลดีก็ได้ ซึ่งนั่นก็ขึ้นอยู่กับทีมที่คุณสั่งเกมอยู่ด้วย” ฟิพพส์ พูดถึงเพียร์สัน “สำหรับนักเตะบางคน โค้ชโหดๆ อาจจะเป็นแรงกระตุ้นได้อย่างดี แต่สำหรับบางคนมันอาจจะส่งผลเสียก็ได้”

จะฆ่านักเตะก็อย่าให้หน้าหมดหล่อนะ ไนเจล!!

ไนเจล เพียร์สัน : แค่ขยับเท่ากับออกกำลังกาย