ผิดที่เป็นเกรียนโอ้? ทำไมอนาคตของ "บาโลเตลลี" จึงเคว้งคว้าง

ลิเวอร์พูลปล่อย มาริโอ บาโลเตลลี ให้เอซี มิลานยืมใช้งาน แต่แข้งจอมเกรียนรายนี้ก็ไม่สามารถหาตำแหน่งของตัวเองให้ทีมชุดใหญ่ได้ อีกทั้งยังแสดงความเกรียนโดยการออกมาต่อว่าผู้จัดการทีมอย่าง ซินิซา มิไฮโลวิช อีก ฟังดูแล้วคุ้นๆ หรือไม่? ซึ่ง เกร็ก เลอา คอลัมนิสต์ของเราก็ได้ออกมาอธิบายว่าทำไมอนาคตของบาโลเตลลีถึงได้เคว้งคว้างเช่นนี้...

ลองจินตนาการถึงภาพที่กองหน้าระดับเวิลด์คลาสย้ายกลับไปร่วมทีมเดิมในอาชีพค้าแข้งของเขาสมัยยังเป็นดาวรุ่งอยู่ คุณคงจะเห็นแฟนๆ ทีมนั้นปลาบปลื้มปิติยินดีอย่างแน่นอน แต่เมื่อครั้งที่บาโลเตลลีตกลงปลงใจย้ายกลับไปร่วมทัพ “ปีศาจแดงดำ” ด้วยสัญญายืมตัว 1 ฤดูกาล ปฏิกิริยาของเหล่าสาวก “รอสโซเนรี” กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะพวกเขาดูจะหมดหวังมากกว่าที่จะดีใจ

โดยหนังสือพิมพ์ “กัซเซ็ตต้า เดลโล่ สปอร์ต” ได้ทำโพลล์สำรวจเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พบว่าแฟนบอลมิลานจำนวน 73% ไม่สนับสนุนการกลับมายังเมืองอันดับ 2 ของประเทศของดาวเตะรายนี้ เพราะแม้ว่าดีลนี้จะเป็นแค่การยืมตัวทำให้ค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก แต่แฟนๆ ก็ยังไม่สบายใจเนื่องจากแข้งอิตาเลียนรายนี้มักจะมีชื่อเสียเรื่องความประพฤติ ซึ่งโด่งดังกว่าฟอร์มการเล่นในสนามเสียอีก

แม้ว่าบาโลเตลลีจะเป็นคนขี้อาย แต่การย้ายทีมกลับมาอิตาลีของเขาตกเป็นที่สนใจอย่างมาก

ช่วงเวลา 6 เดือนแรกของบาโลเตลลีกับมิลานเมื่อปี 2013 เป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยม โดยกองหน้ารายนี้ย้ายมาจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ช่วงเดือนมกราคม และทำประตูได้ 12 ประตู จาก 13 นัดช่วยให้ต้นสังกัดชั่วคราวของเขากลับมาเล่นในเวทียูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกอีกครั้ง อีกทั้งผลงาน 14 ประตูจาก 30 เกมในลีกซีซั่นถัดมาก็เรียกได้ว่าไม่ขี้เหร่ อย่างไรก็ตามเมื่อบาโลเตลลีอำลาทีมไปเมื่อช่วงหน้าร้อนปี 2014 กลับไม่ได้ทำให้แฟนๆ ไม่พอใจสโมสรจนเกิดการประท้วงหรือจลาจลอะไรเลย

ก็เหมือนกับที่นักข่าวอย่าง มาริโอ สกอนเซร์ตี้ ได้ตั้งข้อสังเกต

เอาไว้แหละว่า “มันเป็นเรื่องแปลกเกี่ยวกับบาโลเตลลี เพราะเมื่อครั้งที่เขาย้ายมา แฟนๆ ก็เฉลิมฉลอง และพอเขาย้ายออกไป แฟนๆ ก็ฉลองเช่นกัน”

ดีลแห่งความหวัง

ต่อให้บาโลเตลลีจะสามารถลบคำสบประมาทของคนอื่นๆ ที่สงสัยในตัวเขา และพยายามก้มหน้าก้มตาทำผลงานของตัวเองในถิ่นซาน ซิโร รอบที่ 3 ให้ดีที่สุด (เขาเคยอยู่กับอินเตอร์ มิลาน 3 ปี ระหว่างปี 2007-2010) แต่มันก็ไม่มีอะไรมายืนยันได้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จอีก เพราะครั้งล่าสุดที่กองหน้าวัย 25 ปีรายนี้ทำประตูได้ก็นานมาแล้ว อีกทั้งด้วยบุคลิกที่เฉื่อยชา ขาดความกระตือรือร้นของเจ้าตัวก็ดูจะไม่เหมาะกับสไตล์การเล่นวิ่งสู้ฟัดที่มิไฮโลวิชชื่นชอบเท่าไรนัก

ในช่วงแรกๆ มันดูเหมือนว่าจะเป็นไปได้ด้วยดี เพราะในเกมดาร์บี้แมตช์เมืองมิลานระหว่างเอซี มิลานกับอินเตอร์ มิลาน เมื่อเดือนกันยายน บาโลเตลลีถูกเปลี่ยนตัวลงมาแทนที่ของคาร์ลอส บักก้าในนาทีที่ 62 และใช้เวลาราว 30 นาที ในการยกระดับการเล่นของมิลาน สร้างสรรค์โอกาสให้กับทีมและยังเกือบยิงตีเสมอได้

แม้ว่าลูกทีมของมิไฮโลวิชจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ต่อคู่อริร่วมเมือง แต่มันก็ก่อให้เกิดคำถามขึ้นว่า จริงๆ แล้วการที่ผู้คนต่างตั้งแง่ต่อบาโลเตลลีนั้นมาจากอคติจนทำให้คิดไปเองหรือเปล่า

และความรู้สึกนี้ก็แรงกล้าขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เจ้าตัวทำประตูแรกได้หลังจากได้รับโอกาสลงเป็นตัวจริง 9 วันหลังจากนั้น ลูกยิงฟรีคิกของเขาช่วยให้มิลานเก็บชัยชนะนัดสำคัญถึงบ้านอูดิเนเซ่ได้สำเร็จด้วยสกอร์ 3-2 ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเพื่อนร่วมทีมแทบจะทุกคนต่างวิ่งเข้าไปแสดงความดีใจกับเขา โดยเฉพาะเคสุเกะ ฮอนดะ, จาโคโม โบนาเวนตูรา และอเลสสิโอ โรมันญอลี ที่วิ่งเข้าไปกอดเพื่อนร่วมทีมอย่างมีความสุข

ปัญหาความฟิต

แต่หลังจากนั้นไม่นานเจ้าตัวก็ต้องพักยาวจากโรคไส้เลื่อนจนถึงต้นปี 2016 ซึ่งในตอนนั้นตัวรุกคนอื่นๆ ของทีมต่างกำลังทำผลงานได้ดี ไม่ว่าจะบักก้าที่ยิงไป 5 ประตูในช่วงดังกล่าว, เอ็มบาย เนียง ที่กำลังเล่นได้ดีด้วยพลังงานอันเหลือล้น, ความเร็ว และการเล่นที่ง่ายๆ เช่นเดียวกับดาวซัลโวของฤดูกาลก่อนอย่าง เฌเรมี เมเนซ ที่กลับมาเข้าฟอร์มของตัวเองหลังจากได้รับบาดเจ็บไป

โดยมิลานแพ้แค่ 1 นัดเท่านั้นจาก 6 เกมก่อนที่บาโลเตลลีจะหายเจ็บกลับมา มันจึงจะเป็นเรื่องยากสำหรับแข้งรายนี้ที่จะต่อสู้เพื่อกลับมาเป็นตัวจริงอีกครั้ง

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าบาโลเตลลีจะได้โอกาสสตาร์ทเป็นตัวจริงเพียงแค่ 3 นัดเท่านั้นหลังจากที่กลับมาลงสนามได้ แต่ 2 ใน 3 นัดนั้นคือการเล่นกับสโมสรอเลสซานเดรียทีมจากเซเรียชี ในศึกโคปปา อิตาเลีย ซึ่ง “ซูเปอร์มาริโอ” ก็แทบจะไม่ได้พิสูจน์อะไรให้ผู้จัดการทีมเชื่อว่าควรจะให้โอกาสเขาในตำแหน่งตัวจริงมากขึ้นเลย

“ฟังนะมาริโอ้ วันนี้นายคงจะต้องวิ่งบ้างนะ”

แม้ว่าตั้งแต่ย้ายมาร่วมทัพ “ปีศาจแดงดำ” บาโลเตลลีจะยังไม่สร้างปัญหาใดๆ นอกสนาม แต่ปัญหาเดิมๆ ในสนามก็ยังคงอยู่ ผู้เล่นแบบเขาที่มักจะอยู่กับที่ ไม่ค่อยวิ่งมากนัก ซึ่งนักเตะแบบนี้จำเป็นจะต้องแสดงให้เห็นถึงการพลิกเกมหรือความสม่ำเสมอเรื่องฟอร์มการเล่นให้กับทีมบ้าง เพื่อที่จะชดเชยเรื่องความทุ่มเทในการเล่น แต่กระนั้นบาโลเตลลีก็ล้มเหลวในการทำสิ่งเหล่านี้

“ผมคิดว่าสภาพร่างกายของเขาอยู่ในระดับที่ดี แต่สำหรับเรื่องสภาพจิตใจของเขา ผมว่ามันยังไม่ใช่ เขาจำเป็นจะต้องพัฒนาเรื่องของสภาพจิตใจของเขา ซึ่งมันเป็นปัญหารบกวนเขามาตลอด เขาร่วมซ้อมกับทีมได้ตามปกติมา 2 เดือนแล้ว ดังนั้นร่างกายของเขาไม่น่าจะเป็นปัญหา” มิไฮโลวิชกล่าวก่อนที่จะเดินทางไปเยือนคิเอโวเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งนัดนี้บาโลเตลลีก็มีชื่ออยู่ตัวสำรองแต่ไม่ได้ลงสัมผัสเกมก่อนจะจบด้วยผลเสมอ 0-0

“ผมขอให้เขาและ เฌเรมี เมเนซ ทำอะไรบางอย่าง และพวกเขาจะทำได้แค่ครั้งนึงทุกๆ 5 นัด ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่เรารับได้ ซึ่งกับเมเนซนั้นพอเข้าใจได้ว่ามีปัญหาอาการบาดเจ็บเรื้อรัง แต่สำหรับบาโลเตลลีนั้นเป็นเพราะเขาไม่มีสมาธิกับการแข่งขัน การพัฒนามันขึ้นอยู่กับตัวเขาเอง ใครๆ ที่นี่ก็อยากจะช่วยเขา แต่เหนือสิ่งอื่นใด เขาก็ต้องช่วยตัวเองเสียก่อน”

เป้าหมายต่อไป?

มันอาจจะฟังดูโหดร้ายเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้จัดการทีมพูดถึงบาโลเตลลีเช่นนี้ แต่หากลองฟังจากที่เพื่อนร่วมทีมวัย 21 ของเขาพูด สิ่งที่มิไฮโลวิชพูดของดูจะเบาไปเลย

“ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าบาโลเตลลีมีคุณภาพแค่ไหน แต่เขาก็ควรจะเข้าใจด้วยว่าโอกาสมันไม่ได้มาง่ายๆ เมื่อมีโอกาสให้เขาแล้ว เขาก็ควรจะทุ่มเททุกอย่าง ในอาชีพแบบเรานี้ เวลามันมักจะผ่านไปเร็วเสมอ บางทีเส้นทางของคุณมันอาจจะสิ้นสุดไวเหมือนกับแสงแฟลชก็ได้ ถ้าหากคุณทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างแล้ว คุณก็จะไม่ต้องมาเสียใจภายหลัง ซึ่งมันเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเขาที่เขาควรจะรู้ว่าช่วงเวลานี้คือโอกาสของเขา เขาควรจะทุ่มเทให้มากกว่านี้” เอ็มบาย เนียง กองหน้าสัญชาติฝรั่งเศสไว้ในบทสัมภาษณ์กับนิตยสารกัลโช่ 2000 เมื่อเร็วๆนี้

มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างแน่นอนว่าทีมใดจะเป็นสถานีต่อไปของบาโลเตลลี ซึ่งค่อนข้างจะแน่นอนแล้วว่ามิลานคงจะไม่เซ็นสัญญาถาวรกับเขา และมันเป็นเรื่องยากมากๆ ที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือของลิเวอร์พูลที่มีสไตล์การเล่นแบบวิ่งไม่หมดตามแบบฉบับเกเก้นเพรสซิ่ง จะทำให้เขาเกิดใหม่กับทีม “หงส์แดง” ได้ อีกทั้งทีมยักษ์ใหญ่ต่างทวีปก็คงจะคิดว่าการเซ็นสัญญากับเขาดูจะเสี่ยงเกินไป

มีความเป็นไปได้สูงขึ้นเรื่อยๆ ที่บาโลเตลลีจะเก็บข้าวของออกจากถิ่นซานซิโรเป็นครั้งที่ 3

พูดง่ายๆ คือ ถ้าขนาดสโมสรขวัญใจในวัยเด็กของบาโลเตลลียังคิดว่าเขาไม่ควรค่าที่เสียเวลาด้วย มันคงจะดูเป็นเรื่องที่ไม่รอบคอบเอาเสียเลยถ้าบรรดาสโมสรอื่นๆ จะไม่สนใจเรื่องนี้

“เรื่องราวแห่งความรักบางครั้งก็ไม่มีทางจบลง” อาเดรียโน กัลเลียนี ผู้บริหารคนดังของเอซี มิลานกล่าวไว้เมื่อสมัยที่เขายืนยันเรื่องดีลยืมตัวบาโลเตลลีคืนถิ่นซาน ซิโร ในเดือนกันยายน โชคร้ายสำหรับมิลานที่ไปๆ มาๆ กลายเป็นเรื่องสยองขวัญแทน