พีรพงศ์ พิชิตโชติรัตน์ : นักรักบี้...สู่เจ้าชายกระต่ายแก้ว

ลูกชายอดีตนักรักบี้ทีมชาติ...เล่นรักบี้จนแขนเขียว...ไอ้เด็กเก็บบอลแบงค์ยี่สิบ...ติดจุฬาฯ แต่ไม่ได้เรียน...มีพาร์ทเนอร์ข้างกายนับร้อยชีวิต...เจ้าชายกระต่ายแก้ว ฉายาที่เขาอยากมอบให้เพื่อนร่วมทีมอีกคน...

นี่คือชีวิตทั้งชีวิตของมิดฟิลด์ที่ได้รับการยกย่องที่สุดคนหนึ่งแห่งไทยลีก เขาคือเจ้าชายจากวังบีจี ที่ไม่เคยติดทีมชาติชุดใหญ่แม้แต่นัดเดียว เขาคือ "ปริ้นซ์ ออฟ เดอะ แร๊บบิท" เขาชื่อว่า "เบนซ์" พีรพงศ์ พิชิตโชติรัตน์

อดีตเจ้าหนูรักบี้

"ผมยังไม่รู้เลยว่า ชีวิตของผมมาได้ถึงขนาดนี้ ได้อย่างไรกัน"

เด็กชายพีรพงศ์ พิชิตโชติรัตน์ เกิด และเติบโตที่อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เมื่อราวๆ 32 ปีที่แล้ว เขาไม่ใช่เด็กยากจน หรือโชคร้ายในเรื่องใดๆ...พีรพงศ์ เกิดในครอบครัวที่อบอุ่น ฐานะปานกลาง ที่บ้านทำอาชีพค้าขาย มีเงินจุนเจือพอจะเลี้ยงดูเขา และน้องอีกสองคนได้เป็นอย่างดี

"ชีวิตผมเริ่มเปลี่ยนทิศตอนช่วง ป. 5  ก่อนหน้านั้น ผมเรียนชั้นอนุบาล และประถมศึกษาในจังหวัดราชบุรีมาโดยตลอด ซึ่งก็ใช้ชีวิตตามประสาเด็กทั่วไป ไม่ได้สนใจจะเล่นกีฬาอะไรทั้งสิ้น จนกระทั่ง พ่อให้ผมย้ายไปเรียนที่ ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่สามพราน จ.นครปฐม ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำชายล้วนที่คุณพ่อของผมเป็นศิษย์เก่า"

"จากราชบุรี สู่นครปฐม ทุกสิ่งอย่างเปลี่ยนไปเกือบหมด ผมมีของใช้ส่วนตัว ผมมีเพื่อนมากขึ้น ผมเริ่มรู้จักการเล่นกีฬา ผมได้กลับบ้านแค่เดือนละครั้ง ผมมาไกลกว่าเดิม และเริ่มรู้แล้วว่าการคิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแม่ มันรู้สึกอย่างไร"

จากนั้น คุณพ่อของพีรพงศ์ก็เริ่มป้อนข้อมูลใส่สมองลูกชายว่า กีฬารักบี้เป็นกีฬาประจำโรงเรียน ภ.ป.ร. ซึ่งคุณพ่อเอง เคยเป็นถึงนักรักบี้ระดับทีมชาติ และหวังว่า ลูกชายจะสานต่อกีฬาชนิดนี้ได้ดีเหมือนคุณพ่อ

พีรพงศ์ พิชิตโชติรัตน์ สมัยเป็นนักกีฬารักบี้(แถวยืนที่สามจากขวาด้านหลังสุด)

"แต่ตอนนั้น ผมไม่โอเคกับรักบี้เลย" พีรพงศ์ เริ่มพูดถึงกีฬาที่ถูกยัดเยียด 

"ผมตัวเล็กนิดเนียว สูงแค่ 130 เซนติเมตรเอง ไม่ชอบ เพราะมันเจ็บ แขนช้ำ แขนม่วงแขนเขียวทุกวัน มีครั้งหนึ่ง โดนเพื่อนตั้งเข่าดักไว้ แขนนี่เขียวปั๊ด ร้องไห้โฮเลย .. ผมชอบวิ่ง และเล่นฟุตบอลมากกว่า ผมจะเล่นรักบี้ตามฤดูกาลแข่งเท่านั้น เพราะก็เข้าใจว่าเป็นกีฬาประจำโรงเรียน แต่สุดท้ายก็จะแอบไปซ้อมบอลอยู่ดี จนติดทีมโรงเรียน โดยที่ไม่ให้พ่อรู้นะ เพราะพ่อคิดเสมอว่า เราเป็นนักกีฬารักบี้"

"ผมแข่งฟุตบอลให้ทีมโรงเรียนตั้งแต่ ป.5 ถึง ม.3 ได้แชมป์แทบทุกรายการใน จ.นครปฐม ทุกปีเลยนะ แต่ถ้าออกจากนครปฐมไม่ได้เลย เราจะสู้ใครไม่ได้เลย ทั้งบอลกรมพละ บอลถ้วย ค. ถ้วย ง. ฮ่าๆ"

จุดเปลี่ยนของคนเราไม่ได้มีครั้งเดียว และมันไม่เคยส่งจดหมายมาเตือนเราว่า จะเกิดตอนไหน และเกิดขึ้นกี่ครั้งในชีวิต ในช่วงเวลาที่ต้องเปลี่ยนจากเด็กชายเป็นนาย เปลี่ยนจากระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเป็นมัธยมศึกษาตอนปลาย "เจ้าเบนซ์" ยังไม่รู้เลยว่าชีวิตจะเดินไปทางไหน จนกระทั่ง อาชีพเล็กๆ ที่เรียกว่า “เด็กเก็บบอล” ได้เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล

เริ่มต้นจากเด็กเก็บบอล

"พอขึ้น ม.ปลาย ผมคิดกลับไปเล่นรักบี้อีกครั้ง เพราะวัฒนธรรมโรงเรียน การเล่นรักบี้จะทำให้มีโอกาสได้โควตาเรียนมหาวิทยาลัย หรือนายร้อยตำรวจ ผมจึงกลับไปเล่นรักบี้ร่วมทีมโรงเรียน และได้แข่งกีฬาเยาวชนแห่งชาติ (เขต 7) เพื่อโควตาในการเข้ามหาวิทยาลัย"

"แต่สิ่งที่มันไม่ใช่ ยังไงมันก็ไม่ใช่ ผมเริ่มเป๋กับชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่ง ครูที่เป็นโค้ชฟุตบอลของโรงเรียน ได้ไปรู้จักกับโค้ชของทีมจังหวัดนครปฐม ในศึกโปรวินเชียลลีก จึงจัดการฝากเราให้เป็นเด็กเก็บบอลของสโมสร พร้อมเพื่อนรวมสามคน ... ช่วงแรก ผมต้องหนีโรงเรียนไปนะ เพราะครูคนอื่นจะไม่รู้ เราสามคนนั่งรถประจำทางไปสนามซ้อมกัน วันแรกที่ไปเจอรุ่นพี่ในทีม เช่น ประหยัด บุญญา, พานุวัฒน์ ยิ้มสง่า, โคเน่ คาสซิม, ประเสริฐ เหล็งปก ทีนี้แหละ เราก็ได้เห็นแล้วว่า ฟุตบอลแบบที่ผู้ใหญ่เตะกัน มันเป็นอย่างไร"

"ตอนแรก ผมเป็นแค่เด็กเก็บบอล มัดลูกบอลที่เขาซ้อมเข้าตาข่าย ได้แค่เล่นลิงกับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน ไม่เคยได้ลงทีมซ้อมกับรุ่นพี่เลย เพราะเค้ายังไม่ยอมรับเรา เราก็เป็นแค่เด็กฝากจากระดับโรงเรียน"

"เด็กเก็บบอล นั่นคืองานแรกในชีวิตที่ได้เงินเดือนโดยไม่ต้องขอพ่อแม่ เดือนแรกที่ได้ซองเงินมา พวกผมตื่นเต้นมาก คิดว่าคงได้คนละหลายพัน เพราะซองมันหนามาก เราต้องแอบๆ เก็บซองไว้กับตัว เพราะกลัวรุ่นพี่เห็น ที่ไหนได้ ไปถึงหน้าเซเว่นเปิดออกมา ในซองมีแต่แบงค์ยี่สิบ ประมาณ 2,000 บาท พวกผมร้องโอ้ยยยย พร้อมกันหน้าเซเว่นเลย เพราะค่าเดินทางและค่าข้าวก็ตกคนละ 200 บาทต่อวันแล้ว สัปดาห์หนึ่งก็ใช้จ่ายประมาณ 1 พันบาท เดือนหนึ่งก็ 4,000 บาท สำหรับต้นทุนในการเป็นเด็กเก็บบอล พูดง่ายๆ คือขาดทุนนั่นเอง"

ไม่มีทางรู้เลยว่า โอกาสจะมาหาเราตอนไหน เราทำได้เพียง ต้องเตรียมพร้อมเสมอ ประหนึ่งโอกาสจะมาเคาะประตูหาเราตลอดเวลา...วันหนึ่ง "น้าถิตย์" สถิตย์ ทวีนุช อดีตผู้จัดการทีมนครปฐม ได้สั่งให้เด็กสามคนนำโดย พีรพงศ์ พิชิตโชติรัตน์ ได้ลงสนามในเกมอุ่นเครื่อง และจากฟอร์มการเล่นในวัย 17 ปี ในวันนั้น ทำให้ "เจ้าเบนซ์" เริ่มได้โอกาสวาดลวดลายในตำแหน่งปีกขวา ของสโมสรจังหวัดนครปฐม ในศึกโปรวินเชียลลีก

"ตอนผมได้ลงเล่นโปรวินเชียล ผมไม่เคยคิดเลยว่า จะมาได้ไกลขนาดนี้ ตอนแรกแค่ซ้อมสบายๆ ไปเรื่อยๆ ก็มีความสุขดีแล้ว มันสุดยอดมากเลยที่ได้ลงเล่น แต่แล้ว พอจะจบ ม.6 จริงๆ ความคิดที่ต้องหาที่เรียนมหาวิทยาลัยก็กลับมาหลอกหลอนผมอีกครั้ง”

ผมได้คุยและอวยพรปีใหม่กับ พี่เรวัต มีเรียน ซึ่งกำลังเล่นให้กับธนาคารกรุงไทย ผมเลยถามไปว่าสามารถไปคัดตัวได้ไหม พอเขาตอบว่าได้เท่านั้นแหละ ผมเติมเงินมือถือ 300 บาท ขับรถไปหาที่แคมป์ฝึกซ้อมของสโมสรธนาคารกรุงไทยในกรุงเทพฯ ทันที

“หลังจากนั้น ผมได้ข่าวจากเพื่อนว่า มหาวิทยาลัยมหิดล กำลังค้นหานักเตะโครงการช้างเผือก ผมเลยไปทดสอบฝีเท้าดู พอไปถึง ผมโคตรอายเลย มีแต่โรงเรียนดังๆ ดีกรีนักเลงขาสั้น เล่นถ้วย 18 ปี ก. ทั้งนั้น ที่มาทดสอบฝีเท้า เช่น วัดสุทธิวราราม, ปทุมคงคา, โรงเรียนกีฬาสุพรรณ ไอ้เรามันแค่นักเตะลีกต่างจังหวัด ไม่ได้มาจากโรงเรียนลูกหนังเด่นดังอะไร ตอนนั้นเราคิดอย่างนั้นนะ คิดแค่เพียง เด็กจากโรงเรียนพวกนี้มันต้องเก่งกว่าเราแน่ๆ"

ด้วยความเจียมตัว "เจ้าเบนซ์" เลยไม่ได้บรรยายสรรพคุณของตนเองเลยว่า แท้ที่จริงแล้ว เจ้าตัวเล่นให้กับทีมจังหวัดนครปฐมในลีกโปรวินเชียล ซึ่งมีนักเตะคุณภาพไม่ด้อยไปกว่าไทยพรีเมียร์ลีกเลยด้วยซ้ำ แต่สุดท้าย ม.มหิดล ก็โทรกลับมาที่บ้านที่สวนผึ้งว่า เขาติดทีมโครงการช้างเผือก และนั่นก็ทำให้พีรพงศ์รู้ว่า เขาได้พลาดโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตโดยไม่รู้ตัว

"ตอนที่ ม.มหิดล โทรมา ผมตกใจมาก ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าจะติด พ่อกับแม่ผมดีใจมาก เพราะคิดว่าผมจะได้เรียนหมอด้วยซ้ำไป และก็ทำให้รู้ว่า จริงๆ แล้วผมทดสอบฝีเท้าติดเข้ามหาวิทยาลัยจุฬาฯ ด้วย (ไปทดสอบก่อนหน้านั้น) แต่คุณแม่ดันไม่ได้เปิดจดหมายที่ส่งมาที่บ้าน แล้วพอวันที่ผมเห็นจดหมายจากทางจุฬาฯ มันคือวันที่ผมได้เข้า ม.มหิดล ซึ่งก็เลยเวลากำหนดเรียกตัวไปแล้ว ผมจำได้ดีเลย เด็กที่ติดทีมจุฬาฯ พร้อมผม มีแต่ระดับเยาวชนทีมชาติทั้งนั้น ทั้ง "มะเดี่ยว" กิตติพล ปาภูงา, วุฒิชัย ทาทอง, ปกาศิต แสนสุข"

นับเป็นความโชคดีที่ ม.มหิดล นั้น อยู่ที่ศาลายา ไม่ไกลจากสถานที่ฝึกซ้อมของนครปฐมมากนัก "พีรพงศ์ พิชิตโชติรัตน์" ที่ได้กลายเป็นตัวหลักของทีมในศึกโปรวินเชียลลีก จึงมีเวลามากพอในการเดินทางไปฝึกซ้อม และเรียนที่คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา ควบคู่ไปด้วย

เข็มทิศชีวิตของเขาได้เปลี่ยนทิศอีกครั้ง "ช่วงเวลาต่อมามีการรวมลีกกันขึ้น และมีข่าวว่า นครปฐมจะไม่ส่งทีมลงแข่ง ผมจึงต้องดิ้นรนหาสโมสรใหม่ ตอนนั้นไม่รู้เลยว่า จะเอายังไงดี และด้วยความบังเอิญ ช่วงปีใหม่ ผมได้คุยและอวยพรปีใหม่กับ พี่เรวัต มีเรียน ซึ่งกำลังเล่นให้กับธนาคารกรุงไทย ผมเลยแย๊บถามไปว่า ผมสามารถไปคัดตัวได้ไหม พอเขาตอบว่าได้เท่านั้นแหละ ผมเติมเงินมือถือ 300 บาท ขับรถไปหาที่แคมป์ฝึกซ้อมของสโมสรธนาคารกรุงไทยในกรุงเทพฯ ทันที แบบไม่วางสายเลยนะ เพราะกลัวจะหลง และพอผมไปถึง ผมก็ได้คำตอบว่า โลกของฟุตบอลที่แท้จริง มันเป็นเช่นไร"