พ่อก็คือพ่อ : 7 ปัญหาที่ได้รับการแก้ หาก 'ป๋าเฟอร์กี้' ยังคุมแมนฯยูฯ

Sir Alex Ferguson

ตำนานชาวสก็อตได้รับการแต่งตั้งให้เป็นบิ๊กบอสของยูไนเต็ดเมื่อ 30 ปีก่อน และมันก็ไม่เคยเป็นเหมือนเดิมอีกเลยนับตั้งแต่เขาจากไป ซึ่ง สก็อตต์ เพตเตอร์สัน แห่งเว็บไซต์สำหรับสาวก "ปีศาจแดง" ชื่อดังอย่าง Republik of Mancunia จะมาวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันว่า ถ้าเกิดเป็นเฟอร์กี้ เขาจะจัดการอย่างไร

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คือคนที่พาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกจากหลืบเงาของลิเวอร์พูล และทำให้พวกเขากลายเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษในช่วง 26 ปีที่เขากุมบังเหียนถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด อีกทั้งยังสถาปนาตัวเองเป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดตลอดกาลด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเฟอร์กี้มักจะดันเด็กขึ้นมาเป็นแกนหลักในทีมชุดใหญ่ แต่บางคนก็ยังเชื่อว่าที่ความสำเร็จของยูไนเต็ดนั้นก็ขึ้นอยู่กับการซื้อตัวเจ๋งๆเข้ามาด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ที่ ชีค มันซูร์ เข้ามาเมื่อ 7 ปีก่อนและใช้เงินมากกว่าทุกๆทีมในลีก ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเงินไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด เมื่อพวกเขาก็ไม่ได้ทิ้งห่างคู่รับร่วมเมืองแบบขาดลอย ขณะเดียวกันการเป็นแชมป์ของเลสเตอร์เมื่อซีซั่นก่อนก็ได้เป็นตัวตอกย้ำเข้าไปอีก

Sir Alex Ferguson

เฟอร์กี้ยังคงทำให้ทีมเป็นเบอร์หนึ่งแม้เชลซีกับแมนฯซิตี้จะจ่ายหนักกว่า

เหมือนว่ายูไนเต็ดเองก็ใช้บุญหมดไปแล้วนับตั้งแต่เฟอร์กูสันรีไทร์ เมื่อจบด้วยอันดับ 7, 4 และ 5 ในพรีเมียร์ลีกและคว้าได้เพียงแค่แชมป์เอฟเอ คัพ 1 สมัย มันจึงน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่าถ้ากุนซือวัย 74 ปีผู้นี้ยังคุมทีมอยู่ เขาจะมีวิธีจัดการอย่างไรกับปัญหาเหล่านี้

แล้วมันจะช่วยให้ยูไนเต็ดพอดพ้นจากความตกต่ำได้ไหม? ให้ประวัติศาสตร์เป็นตัวบอกผลลัพธ์ก็แล้วกัน... 

1. ดร็อป ปอล ป๊อกบา

ไม่มีวันเสียล่ะที่เฟอร์กูสันจะพยายามดึง ปอล ป๊อกบา กลับมาเมื่อเขาขัดแย้งกับตัวไมโน่ ไรโอล่า เอเย่นต์ของนักเตะ ซึ่งตามข่าวระบุว่าตอนที่เจรจาเรื่องสัญญาครั้งสุดท้ายระหว่างยูไนเต็ดกับป๊อกบาเมื่อปี 2012 เฟอร์กูสันถึงกับด่านายหน้าชาวอิตาเลียนว่าเป็น "หน้าตัวเมีย" เลยทีเดียว ดังนั้นแน่นอนว่าเขาจะไม่มีวันกลับมา เพราะเฟอร์กูสันมีความภูมิใจในตัวสูงมาก ต่อให้เขาจะรู้ตัวเองว่าได้ทำพลาดที่ปล่อยป๊อกบาไปก็ตาม

หรือต่อให้ดาวเตะเฟร้นช์แมนกลับมาโอลด์ แทรฟฟอร์ด มันก็เป็นการยากที่จะคิดว่าเขาจะได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงทุกเกมภายใต้การคุมทีมของเฟอร์กูสัน เหมือนอย่างที่มูรินโญ่ทำ ซึ่งป๊อกบาก็ไม่ได้แย่หรอก บางทีเขาอาจจะได้รับคำชมมากกว่านี้ถ้า ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ไม่ปฏิเสธโอกาสงามๆที่ทำให้ แต่ก็ยังไม่ดีพออยู่ดี

David Beckham

เฟอร์กูสันไม่กลัวที่จะดร็อปสตาร์ไว้ข้างสนาม

แม้ว่าจะมีเหตุผลบางอย่างมารองรับเช่นไม่ได้ลงเตะในช่วงปรี-ซีซั่นและต้องปรับตัวเข้ากับลีกใหม่ แต่สถานะและค่าตัวของเขาก็ไม่ได้ช่วยการันตีการเป็นตัวจริง เพราะอย่าง ไรอัน กิ๊กส์, เดวิด เบ็คแฮม และ เวย์น รูนี่ย์ ต่างก็เคยโดนดร็อปมาแล้วตอนที่พวกเขาฟอร์มตก และป๊อกบาก็อาจเป็นแค่อีกหนึ่งซูเปอร์สตาร์ที่อยู่บนม้านั่งสำรองนั้น

2. ใช้งาน ไมเคิล คาร์ริค

ถ้าเฟอร์กูสันจับป๊อกบาไว้ที่ม้านั่งข้างสนาม คาร์ริคก็น่าจะได้เป็นคนที่ได้เล่นแทน เพราะจอมคนสก็อตชื่นชอบกองกลางตัวทำเกมแนวลึกผู้นี้ตอนที่คุมทีมในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด และยังคงออกปากชมอยู่แม้จะเลิกคุมทีมไปแล้ว

โดยเมื่อเดือนธันวาคม 2014 ตอนที่คาร์ริคอายุ 33 เฟอร์กูสันยกย่องว่าเป็น "มิดฟิลด์ตัวกลางที่ดีที่สุดของฟุตบอลอังกฤษ" และ "นักเตะอังกฤษที่ดีที่สุด" ในฤดูกาลสุดท้ายของเขา มีเพียง โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ เท่านั้นที่ลงเล่นในทุกรายการมากกว่า

และด้วยอายุของคาร์ริค คงเป็นไปไม่ได้ที่จะลงเล่น 90 นาทีถึงสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ต่อให้เฟอร์กูสันยังอยู่ก็เถอะ แต่แน่นอนว่าเขาจะเป็นศูนย์กลางของทีม เหมือนอย่างที่ครั้งหนึ่ง รอย คีน เคยเป็นตอนที่วัยพอๆกัน

3. เนรเทศ มารูยาน เฟลไลนี่

มีหลายครั้งที่เฟลไลนี่ต้องกลายเป็นแพะรับบาปของแฟนบอลยูไนเต็ด เป็นเพราะว่าเขามีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับ เดวิด มอยส์ แต่ถึงอย่างนั้น กองกลางชาวเบลเจี้ยนเองก็ทำตัวให้ไม่ค่อยชอบขี้หน้าด้วยเช่นกัน เมื่อเขามักจะทำพลาดบ่อยกว่าเพื่อนร่วมทีมส่วนใหญ่ แต่ทั้งที่เงอะงะอย่างนั้นก็มีเพียง ดาบิด เด เคอา, เอริก ไบญี่ และอิบราฮิโมวิชที่ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงมากกว่าเขาภายใต้การคุมทีมของมูรินโญ่

และเฟอร์กูสันคงไม่ยอมให้เขาเล่นแย่ๆแบบนี้เป็นแน่ ต่อให้ไม่มีตัวเลือกในทีมชุดใหญ่อย่างคาร์ริค, มารืแกน ชไนเดอร์ลิน และ บาสเตรียน ชไวน์สไตเกอร์ ก็เถอะ เขาคงจะดันเด็กขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาแทน ซึ่งคงจะเป็น ทิม โฟซู-เมนซาห์ ที่แทบจะถูกมูรินโญ่มองข้ามมาตลอดได้รับโอกาสก่อนเฟลไลนี่

หน้าถัดไป: รู้ไหมว่าใครใหญ่...