พอล พาร์คเกอร์: ว่าด้วยฟานกัล, ดิ มาเรีย และวิถีปีศาจแดง

อดีตแข้งปีศาจแดงยุค 90 เปิดหัวคอลัมน์แรกของเขากับ FFT โดยพูดคุยหลากหลายเรื่องราว ทั้งแนวทางกุนซือเลือดดัตช์ วิถีฟุตบอลของปีศาจแดง และประเด็นการย้ายเข้าออกของแข้งหน้าใหม่หน้าเก่า

ในฐานะแฟนตัวยงของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมดีใจมากๆ ที่ทีมตัดสินใจดึงกุนซือที่พิสูจน์ตัวเองมาอย่างยอดเยี่ยมทั้งในนามทีมชาติและสโมสรอย่าง หลุยส์ ฟาน กัล เข้ามาคุมทีม แต่อย่างหนึ่งที่ผมยังข้องใจเล็กน้อยก็คือสถานการณ์ของ เดวิด มอยส์ ในตอนฤดูกาล 2013-14 เขาเป็นโค้ชที่มีประสบการณ์ในเวทีพรีเมียร์ลีกมานานและรู้วิธีการเล่นฟุตบอลอังกฤษเป็นอย่างดี แต่โชคร้ายที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ในยุคของเขาเป็นทีมที่กำลังอยู่ในช่วงขาลงหลังประสบความสำเร็จอย่างมากภายใต้ยุคของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

เซอร์อเล็กซ์คือคนที่อยู่เบื้องหลังและคอยปลุกใจจนลูกทีมของเขา – ซึ่งโดยคุณภาพแล้วเป็นรองทีมอื่นๆ ในลีกแบบไม่ต้องสงสัย – จนประสบความสำเร็จและคว้าแชมป์ลีกทิ้งท้ายได้ในฤดูกาลนั้นหลังจากนั้นก็เป็น เดวิด มอยส์ ที่เข้ามารับตำแหน่งกุนซือต่อ พร้อมกับยืนยันที่จะใช้งานนักเตะชุดเดิมเกือบทั้งหมด สำหรับผมเองนั้นมั่นใจว่าอย่างน้อยๆ หากเป็นเซอร์อเล็กซ์คุมทีม แมนฯ ยูไนเต็ด น่าจะจบได้ดีกว่าอันดับ 7 ที่ มอยส์ ทำได้ แต่ไม่มีใครในโลกนี้ที่จะใช้ทีมเดียวกันนั้นจบด้วยการเป็นแชมป์หรือรองแชมป์อย่างแน่นอน แม้แต่ตำแหน่งท็อปโฟว์ก็คงเป็นเรื่องมหาหินเลยทีเดียว

พาร์คเกอร์เชื่อว่า เดวิด มอยส์ ได้รับการปฏิบัติที่ไม่แฟร์เท่าไหร่นักจากสโมสร

และอย่างที่ทราบกัน อดีตกุนซือของเอฟเวอร์ตันก็โดนปลดไปตามระเบียบ และถ้าหากดูบรรดากุนซือที่พร้อมจะเข้ามารับตำแหน่งกับทีมในช่วงนั้น ต้องยอมรับว่า หลุยส์ ฟาน กัล คือคนที่เหมาะสมที่สุดและน่าจะไม่มีใครดีกว่านี้อีกแล ้ว เขาคือกุนซือที่มีประสบการณ์อย่างมากและเพิ่งผ่านรายการฟุตบอลโลกกับทีมชาติฮอลแลนด์มาด้วย ฉะนั้นแล้วผมเห็นด้วยว่าเขาคนนี้แหละที่เหมาะสมกับสโมสรแห่งนี้มากที่สุด

ในฤดูกาลแรก เขาอาจจะไม่สามารถพาทีมประสบความสำเร็จได้มากมายเมื่อเทียบจำนวนเม็ดเงินที่บอร์ดบริหารลงทุนเข้าไป แต่อย่างน้อยๆ ฟาน กัล ก็พา แมนฯ ยูไนเต็ด กลับสู่เวทีแชมเปี้ยนส์ลีกได้อีกครั้ง และนั่นคือโจทย์สำคัญที่สโมสรต้องการ เพราะในแง่การทำธุรกิจ เราไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องกลับเข้าสู่เวทีฟุตบอลนั้นให้ได้

การได้ลงเล่นในศึกลูกหนังที่บิ่งใหญ่ที่สุดของฟุตบอลยุโรปคือเป้าหมายแรกของเทรนเนอร์ชาวฮอลแลนด์คนนี้ และด้วยอีโก้หรือชื่อเสียงของตัวเขาเอง เขาไม่สามารถปล่อยให้มีช่องว่างสำหรับความล้มเหลวได้อย่างแน่นอน ด้วยชื่อชั้นของ ฟาน กัล แล้ว เขาจะต้องคุมทีมในรายการที่ดีที่สุด ด้วยผู้เล่นที่ดีที่สุด กับทีมที่ดีที่สุดของโลก นั่นจึงอธิบายสาเหตุว่าเพราะเหตุใดเขาและบอร์ดบริหารจึงตัดสินใจทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเพื่อผ่าตัดทีมสู่เป้าหมายและระดับเดิมที่ควรจะเป็น

หลังจากทำตามเป้าหมายเบื้องต้นได้สำเร็จ และมีผู้เล่นที่ดีพอ เป้าหมายของ ฟาน กัล ในฤดูกาลนี้ผมคิดว่าคือการที่พวกเขาจะต้องไปให้ลึกที่สุดในแชมเปี้ยนส์ลีก อย่างน้อยๆ ก็ควรจะเป็นรอบ 8 ทีมสุดท้าย ส่วนในลีกนั้นผมเชื่อว่าเขาเองจะพยายามผลักดันให้ลูกทีมเก็บคะแนนให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้เพื่อลุ้นแชมป์ นอกจากนี้ก็ยังมี เอฟเอ คัพ รวมถึง ลีก คัพ ด้วย ที่พวกเขาก็คงเอาจริงเหมือนเดิม

ส่วนสำหรับตัวผมเองนั้นแน่นอนอยู่แล้วว่าคาดหวังให้พวกเขาทำได้ดีกว่าอันดับของซีซั่นก่อน ด้วยจำนวนเงินที่ลงทุนไป พวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องขยับอันดับตัวเองให้สูงขึ้นเพื่อลุ้นแชมป์ลีกแบบเต็มตัวในฤดูกาลนี้ ซึ่งมันน่าจะเป็นงานที่ยากพอควรทีเดียวเพราะหากเราดูความห่างเรื่องคะแนนระหว่างพวกเขากับแชมป์เก่าอย่าง เชลซี แล้วเราจะพบว่ามันห่างกันถึง 17 คะแนนเลยทีเดียว แต่แม้จะยากก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะเรื่องที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยกว่านี้ก็เคยเกิดมาแล้วในพรีเมียร์ลีก

แต่อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือพวกเขาไม่ควรจะโฟกัสอยู่แค่กับผลการแข่งขันอย่างเดียว เพราะในฐานะแฟนบอลคนหนึ่งผมต้องยอมรับว่ารูปแบบการเล่นของทีมในฤดูกาลก่อนดูไม่ค่อยปะติดปะต่อเท่าไหร่ และนัดเปิดฤดูกาลกับ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ส ก็แสดงว่ามันยังไม่พัฒนาขึ้นเลยแม้แต่น้อย ฉะนั้นพวกเขาควรจะเร่งแก้ไขในจุดนี้โดยเร็วที่สุด เพราะฟอร์มการเล่นของทีมตอนนี้มันดูไม่มีทรงจริงๆ

หลายๆ คนอาจหาข้ออ้างว่ามันเป็นเกมนัดแรกของฤดูกาล หรือทีมยังต้องปรับจูนให้เข้ากันอีกนิด แต่ถ้าเราดูสีหน้าของ ฟาน กัล ในเกมนั้นแล้วชัดเจนเลยว่าเขาต้องการสิ่งทีดีกว่านี้ ซึ่งผมเห็นด้วยกับเขามากๆ การเล่นฟุตบอลไม่ควรตั้งเป้าไว้เพียงแค่การเก็บสามคะแนนอย่างเดียว แต่มันควรสร้างความสนุกสนานให้กับคนดูด้วย ยิ่งเมื่อคุณเป็นผู้เล่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด แล้ว คุณก็จะต้องไปให้ไกลกว่าคนอื่น วิ่งให้เยอะกว่า มุ่งมั่นให้มากกว่า และทำผลงานให้ดีกว่า เหล่านี้คือสิ่งที่จำเป็นที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ควรจะเป็น

ตลาดซื้อขายของปีศาจแดง

อย่างแรกเลย การย้ายออกของ อังเคล ดิ มาเรีย เป็นหนึ่งในไฮไลท์สำคัญของตลาดซื้อขายนักเตะโลกปีนี้ เขาย้ายเข้ามาด้วยความคาดหวังสูงลิ่วตามค่าตัวที่แพงระยับ แต่เมื่อย้ายออกเขากลับทำให้แฟนๆ แมนฯ ยูไนเต็ด ทุกคนต้องผิดหวังสุดๆ กับวิธีที่เขาจัดการกับมัน มันน่าผิดหวังจริงๆ เพราะทุกคนต่างก็คิดว่าเขาคือนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ อย่างไรก็ตามผมไม่คิดว่าเขาล้มเหลวเสียทีเดียวนะกับสโมสรแห่งนี้ เสุดท้ายแล้วหลายๆ อย่างมันไม่เป็นไปตามที่คาดหวังเท่านั้นเอง ซึ่งผมคิดว่าเหตุการณ์ที่เขาโดนปล้นในช่วงต้นปีนั้นน่าจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อจิตใจของเขา และทำให้ฟอร์มการเล่นจากที่ดีๆ อยู่ ขาดช่วงไปแบบกู่ไม่กลับ นอกจากนี้ผมคิดว่าเขาอาจจะปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมหลายๆ อย่างในอังกฤษ รวมถึงของเมืองแมนเชสเตอร์ไม่ได้ด้วย

มันมีความแตกต่างอย่างมากนะระหว่าง ลอนดอน กับ แมนเชสเตอร์ ที่นี่ผู้คนเขาคลั่งไคล้ฟุตบอลกันอย่างมาก และเวลาออกไปไหนคุณแทบจะไม่มีเวลาส่วนตัวเลยแม้แต่ตอนอยู่กับครอบครัวก็ตาม แต่ที่นี่ลอนดอนนั้น พวกเขาชื่นชอบฟุตบอลเช่นกันก็จริง แต่ผู้คนที่นั่นก็มักจะให้เกียรติกับนักฟุตบอลและรักษาระยะห่างไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัดจนเกินไป ฉะนั้นสำหรับนักฟุตบอลบางคน การมาค้าแข้งที่ แมนฯ ยูไนเต็ด อาจจะไม่เป็นปัญหา แต่การใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นต่างหากที่เป็นปัญหามากกว่า

ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงสถานการณ์ของ ดาบิด เด เฮดา สาเหตุเดียวที่เขาจะย้ายออกจากที่นี่ไม่ใช่เพราะฟอร์มของไม่ดี แต่เป็นสภาพแวดล้อมในเมืองที่ทำให้เขาอึดอัด ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องที่ดีสำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด เท่าไหร่เลย พวกเขามาถึงจุดนี้ที่กลับเข้าสู่เวทีแชมเปี้ยนส์ลีกได้เพราะฝีมือขเงนายด่านชาวสเปนคนนี้ล้วนๆ และการปล่อยเขาออกจากทีมควรเป็นทางเลือกสุดท้ายของพวกเขาในตอนนี้

พาร์คเกอร์ : สถานการณ์ของ เด เฮอา ควรจะจบลงโดยเร็วที่สุด

อย่างน้อยๆ สโมสรก็ไม่ควรปล่อยให้หมดสัญญากับทีม ไม่ใช่ตอนที่ เรอัล มาดริด กำลังจ้องจะฉกเขาแบบฟรีๆ แบบนี้ ผู้เล่นระดับนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ควรได้รับเงินจากการขายเขาให้ได้มากที่สุด ฉะนั้นการต่อสัญญาจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ สำหรับสโมสร เพราะด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน เรอัล มาดริด ก็จะไม่ยอมจ่ายแม้แต่สลึงเดียวและรอมาฉกตัวเขาออกจากทีมตอนหมดสัญญาอีกทีในซัมเมอร์หน้า ซึ่งมันไม่ใช่สถานการณ์ที่ดีเลยสำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด และผมก็หวังว่าพวกเขาจะเห็นตรงจุดนี้และรีบแก้ไขปัญหาดังกล่าวเสีย

ซึ่งผมคิดว่าหาก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยังคงอยู่ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด สถานการณ์ของทั้ง ดิ มาเรีย และ เด เฮอา น่าจะแตกต่างจากตอนนี้เป็นอย่างมาก เขารู้วิธีซื้อใจคนและดึงคุณภาพที่ดีที่สุดออกมาจากผู้เล่น ไม่ว่านักเตะคนนั้นจะเป็นคนสเปน อเมริกาใต้ หรือ ยุโรป ก็ตาม ทักษะการจัดการผู้เล่นของเขานั้นคงจะแก้ไขปัญหานี้ไปนานแล้ว และ ดิ มาเรีย ก็จะกลายเป็นผู้เล่นที่แฟนๆ อยากเห็น ไม่ใช่ผู้เล่นที่จากไปอย่างน่าผิดหวังแบบนี้

ตอนนี้ก็น่าสนใจว่าอนาคตของ หลุยส์ ฟาน กัล จะเป็นอย่างไร เขาไม่ใช่ตัวเลือกสำหรับการคุมทีมระยะยาวของสโมสรแน่นอน ด้วยอายุที่ปาเข้าไป 64 ปีแล้ว และเขาก็ยืนยันชัดเจนว่าน่าจะประกาศหยุดเส้นทางอาชีพกุนซืออีก 2 ปีข้างหน้า ความเป็นไปได้หลังจากนั้นคือสโมสรอาจจะตัดสินใจให้โอกาส ไรอัน กิ๊กส์ ได้เป็นผู้จัดการทีม แต่ผมไม่รู้เลยจริงๆ ว่า มันจะได้ผลหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังเป็นเรื่องของอนาคต และสิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องจัดการเรื่องของ ดาบิด เด เฮอา ก่อน โดยทำให้ตัวเองแน่ใจว่าพวกเขาจะไม่ตกเป็นฝ่ายของผู้ถูกกระทำหรือเหยื่อในเกมการซื้อขายนักเตะนี้ เพราะนั่นไม่ใช่วิถีการทำธุรกิจของสโมสรแห่งนี้เลยจริงๆ