พลิกล็อคกันน่าดู : ดีลช็อคโลกที่เกิดขึ้นในวงการลูกหนัง อันดับ 10-1

หลังจากได้พบกับอันที่ 55-11 ไปกันแล้ว ในวันนี้เราจะพาไปต่อกันที่ฉบับจบอันดับ 10-1 จะมีใครบ้าง ใครคือดีลที่ทำให้แฟนบอลช็อคที่สุด ติตดามได้ที่นี่เลย    

พลิกล็อคกันน่าดู : ดีลช็อคโลกที่เกิดขึ้นในวงการลูกหนัง อันดับ 55-41

พลิกล็อคกันน่าดู : ดีลช็อคโลกที่เกิดขึ้นในวงการลูกหนัง อันดับ 40-31

พลิกล็อคกันน่าดู : ดีลช็อคโลกที่เกิดขึ้นในวงการลูกหนัง อันดับ 30-21

พลิกล็อคกันน่าดู : ดีลช็อคโลกที่เกิดขึ้นในวงการลูกหนัง อันดับ 20-11

10. จอห์น โอบี มิเกล (ลิน ออสโล/แมนฯ ยู ไป เชลซี ปี 2006)

ค่าตัว : 16 ล้านปอนด์

เอาเข้าจริงๆ แล้ว อาจจะมีแฟนบอลไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้เรื่องดราม่าการย้ายตัวของ จอห์น โอบิ มิเกล อดีตกองกลางจอมถึกของเชลซี ที่เกิดขึ้นในตอนที่เขาย้ายมาถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ โดยในปี 2005จริงๆ แล้วเป็นแมนฯ ยู ที่ประกาศว่าพวกเขาได้บรรลุข้อตกลงกับกองกลางไนจีเรียรายนี้ พร้อมทั้งจับมิเกลถ่ายรูปชูเสื้อไปเรียบร้อยแล้วด้วยซ้ำ

ในขณะนั้นเอง เชลซีก็กำลังสนใจมิเกลอยู่เช่นกัน และนั่นทำให้ทัพสิงห์บลูไม่พอใจเป็นอย่างมากเนื่องจากพวกเขาบรรลุุข้อตกลงกับทางต้นสังกัดมิเกลได้แล้วโดยมีหลักฐานทางการเงินเป็นเครื่องยืนยัน ขณะที่ฝั่งแมนฯ ยู เองก็อ้างว่าได้เซ็นสัญญากับกองกลางรายนี้แล้วเช่นกัน ผลสุดท้ายปรากฏว่า ผู้อำนวยการสโมสรแดนนอร์เวย์คือผู้ก่อปัญหา เมื่อเขาจัดการปลอมแปลงเอกสานจนเกิดความวุ่นวายครั้งนี้ขึ้น

สุดท้ายก็เป็นเชลซีที่ได้ตัวกองกลางรายนี้ไปครอง โดยพวกเขาต้องจ่ายเงินให้ทัพปีศาจแดง 12 ล้านปอนด์ และต้นสังกัดเดิม 4 ล้านปอนด์ รวมเป็นค่าตัวของกองกลางรายนี้ อย่างไรก็ตาม มันก็ดูจะคุ้มค่าเพราะ 10 ปีต่อ กองกลางรายนี้สามารถช่วยทีมประสบความสำเร็จทุกรายการทั้งในและนอกประเทศมาได้ทั้งหมด

9. คาร์ลอส เตเบซ และ ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ (โครินเธียนส์ ไป เวสต์แฮม ปี 2006)

ค่าตัว : ไม่เปิดเผย

สำหรับกรณีนี้ เรื่องที่น่าแปลกใจที่สุดคือ ทำไมเวสต์แฮมที่กำลังหนีตกชั้นของอลัน พาร์ดิว ถึงเลือกใช้งาน มาร์ลอน แฮร์วู๊ด และ เฮย์เด้น มัลลินส์ แทนที่จะใช้งาน คาร์ลอส เตเบซ และ ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ แทน

หลังจากย้ายมาร่วมทีมในเดือนสิงหาคม ปี 2006 นักเตะ 2 รายนี้ก็ย้ายออกไปในฤดูกาลปีถัดมา โดยมาสเคราโน่นั้นถูกยืมตัวไปลิเวอร์พูลตั้งแต่เดือนมกราคมก่อนหน้านั้น ขณะที่เตเบซนั้นอยู่ช่วยทีมก่อนในฤดูกาล 2006/07

อย่างไรก็ตาม การย้ายทีมของทั้งคู่นั้นก็เป็นดราม่าโด่งดังไปทั่ว เพราะแข้ง 2 รายนี้มีผู้ถือสิทธ์เป็นบริษัท มีเดีน สปอร์ต อินเวสเมนต์ (MSI) ไม่ใช่โครินเธี่ยนส์ ซึ่งผิดต่อกฏข้อบังคับของพรีเมียร์ลีก ทำไมเกิดมีเรื่องเป็นราวกันขึ้นว่าใครคือเจ้าของสิทธฺ์ในตัวนักเตะ 2 คนนี้กันแน่ ทั้งเวสต์แฮมและ MSI ต่างยืนยันว่าตัวเองเป็นเจ้าของสิทธ์ที่ถูกต้อง จนทำให้การเจรจายืดเยื้อไปสักระยะ ก่อนที่จะเป็นแมนฯ ยู ที่ได้ตัวเขาไปครอง

8. เอริค คันโตน่า (ลีดส์ ไป แมนฯ ยู ปี 1992)

ค่าตัว : 1.2 ล้านปอนด์

ในขณะที่อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กำลังอยู่ในห้องกับเจ้านายของเขาและได้รับโทรศัพท์จากสโมสรลีดส์ที๋โทรมาสอบถามความเป็นไปได้ในการซื้อตัว เดนนิส เออร์วิน ทางฝั่งปีศาจแดงเองก็ตัดสินใจถามถึงความเป็นไปได้ในการซื้อตัวคันโตน่ามาร่วมทัพด้วย และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ก็องโต้ได้ย้ายมาร่วมแมนฯ ยูด้วยค่าตัวแค่ 1.2 ล้านปอนด์เท่านั้น

เพียงแค่ 5 ปีในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คันโตน่าก็สามารถสร้างชื่อให้ตัวเองกลายเป็น 1 ในนักเตะที่เก่งที่สุดที่สโมสรเคยมีมาได้ โดยนอกจากจะพาทีมประสบความเร็จมากมายแล้ว ในสนามซ้อม ความทุ่มเทของเจ้าตัวยังเป็นแบบอย่างให้กับเหล่าดาวรุ่งที่ก้าวขึ้นมาได้ด้วย

ผลงานของกองหน้ารายนี้นับว่าเป็นที่จดจำของแฟนๆ ได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการยิงให้กับแมนฯ ยูไป 64 ประตูจาก 143 นัดในลีก หรือการพาทีมคว้าแชมป์ลีก 4 สมัย และ เอฟเอ คัพอีก 2 สมัย ทว่าน่าเสียดายที่เจ้าตัวตัดสินใจอำลาสนามในวัยเพียงแค่ 31 กะรัตเท่านั้น

7. ลูเธอร์ บลิสเซ็ตต์ (วัตฟอร์ด ไป เอซี มิลาน ปี 1983)

ค่าตัว : 1 ล้านปอนด์

“ตอนนั้นผมงงมากที่จะมีใครยอมจ่ายเงินจำนวนนั้นเพื่อนักเตะคนหนึ่ง” บลิสเซ็ตต์ กล่าวกับ FFT หลังจากที่เขาได้ย้ายไปร่วมทัพเอซี มิลาน เนื่องจากโชว์ฟอร์มสุดยอดด้วยการยิงไป 27 ประตูให้กับวัตฟอร์ด

อย่างไรก็ตาม ดาวเตะรายนี้โชว์ฟอร์มเก่งของตัวเองไม่ได้เลยในอิตาลี ทำให้สุดท้าย เขาก็ต้องเก็บข้าวของกลับมารังเก่าด้วยค่าตัวที่หายไปถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว สำหรับสาเหตุที่ทำให้เขาโชว์ฟอร์มไม่ออกนั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่มิลานเองก็เพิ่งจะเลื่อนชั้นกลับมาบนลีกสูงสุด ขณะที่อีกส่วนหนึ่งนั้น ก็เป็นเพราะดาวเตะรายนี้ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสไตล์ฟุตบอลอิตาเลี่ยนได้

ตลอด 60 เกมที่ลงเล่นในเวทีเซเรีย อา บลิสเซ็ตต์สามารถยิงไปได้แค่ 5 ประตูเท่านั้นเอง ซึ่งนั่นทำให้เขายอมรับอย่างไม่อายว่าไม่ชอบในสไตล์ฟุตบอลอิตาลี “มันเป็นช่วงเวลาที่เครียดมากๆ ผมไม่มีความกระหายในชัยชนะด้วยสไตล์การเล่นที่เน้นเกมรับของทีมเลย” เจ้าตัวยอมรับ “อย่างที่รู้กัน ฟุตบอลอิตาเลี่ยนนั้นคือสุดยอดของเกมรับ ผมยอมรับว่าผมอาจจะอยากกลับไปที่นั่นอีกหลังจากเวลาผ่านไป 4 ปี เพราะในตอนนั้น พวกเขาเริ่มเล่นเกมรุกกันมากขึ้นแล้ว”