ผลกระทบหลังเกมเจ๊าขุนค้อน: จิ้งจอกสยามจะทำอย่างไรเมื่อไร้ 'วาร์ดี้'

คริส ฟลานาแกน แห่งโฟร์โฟร์ทูได้อยู่ในบ็อกซ์นั่งข่าวที่คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม เพื่อวิเคราะห์เกมที่เลสเตอร์เสมอกับเวสต์แฮม 2-2 โดยใช้ Stats Zone 

1. เลสเตอร์จะรับมือกับการขาดสตาร์กองหน้าได้หรือไม่?

มีน้อยครั้งมากที่ผู้ตัดสินจะโดนโห่ดังเท่ากับที่ จอน มอสส์ เจอในคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ในเกมนี้ เพราะตุลาการสนามจากยอร์คเชียร์ตะวันออกไม่เพียงแค่ไล่วาร์ดี้จนทำให้เลสเตอร์เหลือเพียงแค่ 10 คนในช่วง 34 นาทีสุดท้ายเท่านั้น แต่ “จิ้งจอกสยาม” จะขาดเขาในเกมกับสวอนซี ซิตี้ ในสุดสัปดาห์หน้าด้วย

ซึ่งการตัดสินแบบค้านสายตาคนดูของมอสส์ที่ให้ใบเหลืองที่ 2 กับวาร์ดี้ข้อหาพุ่งล้มนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นจุดเปลี่ยนของเกม และถือเป็นการถูกไล่ออกครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าสกัดอันตรายสมัยที่ค้าแข้งกับฟลีตวู้ดในเกมกับคิดเดอร์มินสเตอร์ในคอนเฟเรนซ์ลีกเมื่อปี 2011 ของกองหน้าวัย 29 ปีด้วย และกฏของเอฟเอก็ไม่อนุญาตให้สโมสรอุทธรณ์โทษแดงจากการโดนใบเหลือง 2 ใบด้วย

วาร์ดี้ถือเป็นส่วนสำคัญกับผลงานของเลสเตอร์ในฤดูกาลนี้ และออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกทุกนัดจนถึงตอนนี้ ยิ่งไปกว่านั้น หากย้อนไปถึงตอนที่กลับมาเป็น 11 คนแรกอีกครั้งในช่วงปลายซีซั่นก่อน เจ้าตัวก็เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ “เดอะ ฟ็อกซ์” พลิกนรกกลับมาอยู่รอดด้วยเช่นกัน โดยเลสเตอร์ชนะ 7 เสมอ 2 และแพ้แค่ 2 นัดหลังจากที่คืนสู่ทีมตัวจริง

โดยความสามารถในการเอาชนะคู่แข่งของ “จิ้งจอกสยาม” ตอนที่ไม่วาร์ดี้ยังไม่ได้ถูกทดสอบนัก และพวกเขาก็หวิดจะแพ้เมื่อเวสต์แฮมฉวยประโยชน์จากการที่ผู้เล่นมากกว่า 1 คน และตอนนี้สเปอร์สก็หวังว่าเลสเตอร์จะไม่ชนะสวอนซีในนัดถัดไป ซึ่ง “ไก่เดือยทอง” สามารถขยับช่องว่างให้เหลือแค่ 5 คะแนนได้หากชนะสโต๊คในเกมมันเดย์ไนท์ และมีลุ้นที่จะเข้าใกล้เหลือแค่ 2 หรือ 3 แต้มในสัปดาห์หน้า ขณะที่เราเองก็ไม่รู้ว่าเลสเตอร์จะปรับตัวจากการขาดหายไปของตัวหลักในแดนหน้าได้ไหม

เจมี่ วาร์ดี้ ถูกไล่ออก

คาดว่า เลโอ อูญัว จะได้ลงเล่นคู่กับ ชินจิ โอคาซากิ ในเกมกับสวอนซี เพราะก่อนหน้านี้เขาทำหน้าที่อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเมื่อถุกส่งลงสนามลงมาในฐานะตัวสำรองในซีซั่นนี้ และเกือบจะได้เล่นคู่กับวาร์ดี้อยู่ตลอดด้วย เมื่อโอคาซากิ, ริยาด มาห์เรซ และ มาร์ค อัลไบรท์ตัน คือ 3 นักเตะที่ถูกเปลี่ยนตัวออกมากที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ขณะที่วาร์ดี้มักจะได้เล่นต่อจนจบเกม

แต่ตอนนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ต้องพึ่งอูญัวในบทบาทตัวหลัก แม้ว่าเขาจะเก็บบอลได้ แต่มีความเร็วในการป่วนแผงหลังเหมือนอย่างวาร์ดี้ได้ไหม? อีกทั้งบอลที่เขาได้ตอนที่ถูกส่งลงสนามในครึ่งหลัง 18 ครั้ง ส่วนใหญ่ก็อยู่ในพื้นที่นอกกรอบเขตโทษซึ่งไม่อันตรายทั้งสิ้น

โดยคุณค่าของวาร์ดี้ได้แสดงให้เห็นแล้วในเกมนี้จากประตูที่ 22 ของเขาในพรีเมียร์ลีก ซึ่งทำให้เจ้าตัวมียอดเท่ากับ แฮร์รี่ เคน ในชาร์ทดาวซัลโวสูงสุด จากจังหวะสวนกลับที่เขาใช้สปีดวิ่งเข้าไปในพื้นที่ว่างก่อนจะจบสกอร์เข้าไปอย่างเด็ดขาด เหมือนอย่างที่เขาทำคนเดียว 2 ลูกเมื่อสัปดาห์ก่อน

และการเอาชนะสวอนซีโดยที่ไม่มีวาร์ดี้ถือเป็นบททดสอบที่หนักที่สุดของเลสเตอร์ในฤดูกาลอันน่าทึ่งนี้เลยก็ว่าได้ ถึงแม้ว่ารานิเอรี่จะไว้เนื้อเชื่อใจในตัวอูญัวก็ตาม

 “ผมรู้สึกเสียใจมากเพราะเจมี่จะไม่ได้ลงเล่นในนัดหน้า” กุนซือชาวอิตาเลียนกล่าวหลังเกม “แต่ผมคิดว่าอูญัวสามารถแทนที่เขาได้ เขาเป็นคนที่น่าทึ่ง และผมก็มั่นใจว่าเราจะสามารถเล่นได้ตามมาตรฐานเดิม ด้วยความแข็งแกร่งและความตั้งใจเท่าเดิม”

2. เลสเตอร์ไม่เคยตามหลังใครนาน

ลูกทีมของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ดูเหมือนว่าจะเก็บคลีนชีตได้เป็นนัดที่ 6 ติดต่อกัน จนกระทั่งมาโดนเวสต์แฮมยิง 2 ลูกใน 3 นาที ซึ่งลูกแรกเป็นจุดโทษจาก แอนดี้ คาร์โรลล์ จากนั้นก็เป็นลูกยิงสุดสวยของแบ็คซ้าย อารอน เครสเวลล์

ซึ่ง สลาเวน บีลิช บอส “เดอะ แฮมเมอร์ส” เปิดเผยหลังจบเกมว่าประตูของเครสเวลล์เป็นผลมาจากโครงสร้างทางแทคติกโดยเฉพาะ “หลังจากที่เราตีเสมอได้ เราก็ยายามจะยิงเพิ่ม เราให้ฟูลแบ็คดันสูงขึ้น” กุนซือชาวโครแอตกล่าว “เครสเวลล์ยิงสวยมากจากตำแหน่งของปีกซ้าย”

และดูเหมือนว่าขุนพล “จิ้งจอกสยาม” ที่มี 10 คนจะไม่มีทางกลับมาได้ แต่พวกเขากลับทำได้สำเร็จใน 9 นาทีจากลูกจุดโทษช่วงท้ายเกมของอูญัว ทำให้เลสเตอร์ตกเป็นฝ่ายตามหลังทีมอื่นแค่ 56 นาทีจาก 23 เกมที่พวกเขาลงเล่นตั้งแต่ออกสตาร์ทเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นมา

“ตอนที่เราเสียประตูที่ 2 นักเตะของเราต้องการจะตีเสมอมาก” รานิเอรี่กล่าว “ผมมีความเชื่ออยู่เสมอ เราแสดงให้เห็นแล้วในซีซั่นนี้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปได้สำหรับเดอะ ฟ็อกซ์”

3. ก็องเต้ดูเป็นคนที่เนื้อหอมที่สุด

3 แคนดิเดตนักเตะยอดเยี่ยมพีเอฟเอของเลสเตอร์มีส่วนร่วมกับประตูแรกทั้งหมด ซึ่ง ริยาด มาห์เรซ กับ เอ็นดกโล่ ก็องเต้ ช่วยกันปั้นให้วาร์ดี้ได้ยิง

โดยมาห์เรซถือเป็นตัวเต็งที่จะได้รางวัลพีเอฟเอ ถัดมาก็เป็นวาร์ดี้ ขณะที่ก็องเต้เป็นตัวเต็งอันดับ 5 แต่กลายเป็นว่าก็องเต้นี่แหละคือนักเตะเลสเตอร์ที่เนื้อหอมที่สุด

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทั้งมาห์เรซและวาร์ดี้มีฤดูกาลอันน่าทึ่ง แต่การที่จะต่อยอดความสำเร็จได้ถือเป็นเรื่องยากขึ้นในซีซั่นหน้า หลังจากที่มาห์เรซทำได้ 16 ประตูเมื่อเทียบกับ 4 ลูกเมื่อปีก่อนหน้า ขณะที่วาร์ดี้ก็ยิงได้แค่ 5 ประตูเมื่อซีซั่นก่อน

ซึ่งถือว่าตรงข้ามกับก็องเต้ที่สานต่อความยอดเยี่ยมจากสมัยอยู่ก็องในลีก เอิง โดยในตอนนั้นค่าเฉลี่ยการแย่งบอล 3.9 ครั้งต่อเกมของเขาถือว่าสูงที่สุดในบรรดาผู้เล่นทุกคนใน 5 ลีกใหญ่ของยุโรป

ส่วนในฤดูกาลนี้เจ้าตัวเป็นคนแย่งบอลได้มากที่สุดในลีกที่ 147 ครั้งจาก 34 นัด เฉลี่ยแล้ว 4.3 ครั้งต่อเกม ซึ่งสูงกว่าเมื่อซีซั่นก่อนเสียอีก โดยสถิติของปีที่แล้ว เนมานย่า มาติช ยังทำได้แค่ 129 ครั้งเท่านั้นตลอดทั้งซีซั่น

เอ็นโกโล่ ก็องเต้ วิ่งห้อไม่มีหมด

แม้ว่าก็องเต้จะแย่งบอลได้แค่หนเดียวในเกมนี้ ซึ่งถือเป็นสถิติที่น้อยมากจนน่าตกใจสำหรับเขา แต่เจ้าตัวก็ยังมีบทบาทสำคัญในทางอื่นๆ โดยก็องเต้เคลียร์บอลได้สำเร็จถึง 5 จาก 5 ครั้ง ซึ่ง  3 ครั้งมาจากลูกโหม่ง ทั้งที่สูงแค่ 5 ฟุต 7 นิ้ว ขณะที่โลกออนไลน์ก็แซวว่ามีตอนไหนที่ก็องเต้หยุดวิ่งบ้าง ซึ่งระหว่างกลับบ้านเขาได้นั่งไหมหรือว่าวิ่งรอบสวนทั้งคืนจนกระทั่งถึงเวลาซ้อมตอนเช้าอีกวัน

นอกจากนี้ห้องเครื่องดีกรีทีมชาติฝรั่งเศสหมาดๆ ยังได้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับ โคล้ด มาเกเลเล่ ด้วย อย่างไรก็ตามการควบตะลุยก่อนจะจ่ายให้วาร์ดี้ยิงนั้นได้แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เขามีแต่มาเกเลเล่ไม่มี ซึ่งฟอร์มแบบนี้ทำให้ โกคาน อินเลอร์ กองกลางกัปตันทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ในตอนนั้นที่ย้ายเข้ามาพร้อมกันในช่วงซัมเมอร์ กลายเป็นบุคคลที่ถูกลืมในถิ่นคิง เพาเวอร์ สตเดี้ยมไปเลย

ซึ่งเลสเตอร์จะต้องรั้งก็องเต้ให้ได้สุดชีวิตเพื่อลุยแชมเปี้ยนส์ลีกในซีซั่นหน้า แต่คงมีไม่กี่ทีมหรอกในยุโรปที่ไม่อยากได้นักเตะอย่างเขาในตอนนี้ ทั้งเรอัล มาดริด, เชลซี,​อาร์เซนอล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งคุณจะเห็นได้ว่าทีมเหล่านี้มีปัญหาในตำแหน่งดังกล่าวทั้งหมด

คาดกันว่าการแก้ปัญหาของ “จิ้งจอกสยาม” ในเรื่องนี้ถือว่าเป็นบททดสอบอันรุนแรงที่จะต้องข้ามผ่านให้ได้เลยทีเดียว

 

4. ปาเย่ต์ช่วยให้เวสต์แฮมคอนโทรลเกมได้

ในเกมที่คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ได้มีแคนดิเดตนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของพีเอฟเอลงสนามถึง 4 จาก 6 คนด้วยกัน ซึ่งคุณคงไม่เชื่อกับตัวเลขดังกล่าวแน่นอนในตอนที่โปรแกรมเตะออกมาเมื่อเดือนมิถุนายน

ดิมิทรี ปาเย่ต์ คือตัวแทนทางฝั่งเวสต์แฮม และเขาก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ทีมเยือนครองเกมเหนือกว่าหลังจากที่วาร์ดี้โดนใบแดง ซึ่ง “ขุนค้อน” ผ่านบอลสำเร็จ 144 ครั้ง หลังจากจังหวะนั้น เมื่อเทียบกับ 67 ครั้งในช่วงก่อนหน้า และเป็นปาเย่ต์ที่เปิดบอลเข้ากรอบเขตโทษเลสเตอร์ถึง 9 ครั้งในช่วง  34 นาทีสุดท้าย

รวมแล้วปาเย่ต์เปิดบอลไปทั้งสิ้น 18 ครั้ง ซึ่งมากกว่าทุกคนถึง 9 ครั้งด้วยกัน และยังสร้างสรรค์โอกาสได้อีก 5 หน นอกจากนี้ยังจ่ายบอลสำเร็จในพื้นที่สุดท้ายถึง 14 ครั้ง โดยตัวเลขดังกล่าวมีเพียง วิคเตอร์ โมเสส เพื่อนร่วมทีมของเขาเท่านั้นที่ทำได้เทียบเท่า

ทำให้เวสต์แฮมครองบอลได้ 57 เปอร์เซ็นต์และยิงได้ 19 ครั้ง ขณะที่เลสเตอร์ทำได้ 6 ครั้ง

5. ขาดคาร์โรลล์เหมือนขาดใจ

น่าประหลาดใจที่เวสต์แฮมใส่ชื่อ แอนดี้ คาร์โรลล์ เป็นแค่ตัวสำรองข้างสนามในนัดนี้ ทั้งที่ทำแฮตทริกได้ในเกมพรีเมียร์ลีกนัดล่าสุดกับอาร์เซนอลเมื่อสัปดาห์ก่อน นอกจากนี้คาร์โรลล์ยังเป็นตัวจริงในเกมกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อกลางสัปาดห์อีกด้วย แต่กลับไม่ได้รับโอกาสให้เป็นตัวจริงต่อหน้า รอย ฮอดจ์สัน ที่เข้ามาชมเกม

“ผมบอกเขาว่ามีเหตุผลเดียวที่เขาไม่ได้ลงก็คือเขาลงเล่นเป็นจริงมา 5 นัดแล้วในฤดูกาลนี้ และ 2 จากในนั้นก็คือเกมกับอาร์เซนอลและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในสัปดาห์นี้” บีลิชกล่าว “ตอนนี้เรามีอีกเกมและสำหรับเขา การเล่น 90 นาทีใน 4 นัดที่ผ่านมา เขาไม่ได้ทำผลงานดีมากนัก เรามีแผนส่งเขาลงก็จริง แต่เมื่อได้ลงสนามก็ต้องคำนึงถึงคุณภาพด้วย”

เวสต์แฮมเริ่มต้นด้วยการให้ เอ็มมานูเอล เอเมนิเก้ ยืนเป็นศูนย์หน้า เนื่องจากคงมองว่าคู่เซ็นเตอร์ของเลสเตอร์อย่าง โรเบิร์๖ ฮูธ กับ เวส มอร์แกน น่าจะรับมือกับความเร็วได้ยากกว่าลูกกลางอากาศ แต่กลายเป็นว่าเอเมนิเก้สร้างผลงานน้อยมาก โดยยิงไม่ได้เลยในครึ่งแรก แล้วคาร์โรลล์ก็ถูกส่งลงมายืนคู่กันในครึ่งหลัง

แล้วคาร์โรลล์ก็เป็นศูนย์กลางเกมรุกของ “ขุนค้อน” อย่างรวดเร็ว โดยชนะลูกโด่งได้ทั้ง 3 ครั้ง แม้หัวหอกร่างยักษ์จะเสียจุดโทษให้กับเลสเตอร์ในช่วงท้ายเกม แต่เขาก็เป็นคนยิงลูกจุดโทษด้วยตัวเองเช่นกัน ซึ่งเป็นประตูนอกบ้านประตูที่ 3 ของเขาในพรีเมียร์ลีกนับตั้งแต่ออกสตาร์ทฤดูกาล 2014/15 เป็นต้นมา

และการลงมาของคาร์โรลล์ก็ทำให้เอเมนิเก้มีส่วนร่วมกับเกมมากขึ้น โดนกองหน้าชาวไนจีเรียนได้ยิง 2 หนในครึ่งหลังและได้รับบอล 17 ครั้ง มากกว่าครึ่งแรก 4 ครั้งด้วยกัน