ผลประโยชน์หรืออนาคต? เจาะลึกประเด็นร้อนขอขึ้นบัญชีย้ายทีม

บางครั้งหากจะทำให้การย้ายทีมเกิดขึ้นจริง นักเตะอาจต้องเป็นฝ่ายเดิมเกมด้วยการแทงเรื่องขอขึ้นบัญชีย้าย...แน่นอน พวกเขาอาจได้ลงเอยกับทีมใหม่สมใจ แต่ทั้งนี้มันอาจต้องแลกมาด้วยหลายสิ่งอย่างที่ไม่หยุดเฉพาะแค่ผลประโยชน์ทางการเงิน

เมื่อเริ่มตลาดซื้อขายนักเตะแต่ละครั้ง...ข่าวคราวของผู้เล่นระดับสตาร์ขอขึ้นบัญชีย้ายทีมก็มีมากมายตามมา...นั่นจึงเกิดเป็นคำถามที่ชวนสงสัยจึงตามมาว่าทำไมนักเตะบางคนถึงทำกล้าทำเรื่องขอย้าย ขณะที่บางคนเลือกไม่ใช้ทางออกดังกล่าว?

On the move?

เหตุผลเบื้องหลังการขอขึ้นบัญชีย้ายทีม

“บางทีเหตุผลสำคัญเพียงอย่างเดียวคือผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างนักเตะกับแฟนบอลและเพื่อนร่วมทีม” คลิฟฟอร์ด บล็อกซ์แฮม รองประธานของ "อ็อคตากอน”บริษัทตัวแทนนักกีฬาที่มี แฟรงค์ แลมพาร์ด, แกเร็ธ เซาธ์เกท และ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ อยู่ในสังกัด

“จุดประสงค์ของการขอขึ้นบัญชีย้ายคือประกาศให้สาธารณชนรับรู้ ผมบอกเลยว่าหนึ่งในสิ่งที่ทำให้ฟุตบอลเป็นกีฬาที่น่าหลงใหลคือกลอุบาย เมื่อคุณพูดว่า ’ผมต้องการย้ายออกจากสโมสร’ มันจะไม่ใช่เพียงแค่การคาดเดาอีกต่อไป มันคือความจริงล้วนๆ และแน่นอนมันจะทำลายความสัมพันธ์ระหว่างนักเตะคนนั้นกับแฟนบอลและเพื่อนร่วมสโมสร”

“ลองคิดดูนะ ถ้าคุณกำลังทำอาชีพหนึ่ง แต่อยู่ดีๆวันหนึ่งผู้ชายที่คุณร่วมงานทุกวันไม่ต้องการอยู่ที่นั่นอีกต่อไป ความรู้สึกของคุณที่มีต่อเขาจะเปลี่ยนไปทันที”

อย่างไรก็ดี แบร์รี ซิลค์แมน อดีตกองกลางแมนฯ ซิตี้ที่ผันตัวมาเป็นเอเย่นต์นักฟุตบอลและมีส่วนร่วมกับการย้ายทีมมากมาย กลับมองต่างจากบล็อกซ์แฮม

“การย้ายทีมในสมัยก่อนมันเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ เพราะสโมสรรับรู้อยู่แล้วหากคุณไม่มีความสุข คุณเข้าไปคุยกับผู้จัดการทีมหรือบางทีอาจจะเป็นประธานสโมสร และบอกพวกเขาว่าคุณไม่มีความสุขและต้องการย้ายทีมด้วยเหุตผลอะไรก็ตาม แต่การขอขึ้นบัญชีขายไม่ได้ทำให้คุณเข้าใกล้กับการย้ายทีมมากขึ้น มันคือรูปแบบที่พัฒนาขึ้นจากสมัยก่อนเท่านั้น” อดีตแข้งเรือใบสีฟ้ากล่าวกับ FFT

ความเห็นของซิลค์แมนดูมีเหตุผล เพราะเมื่อเข้าไปดูบัญชีขอย้ายทีมอย่างเป็นทางการในเว็บไซต์ของสมาคมนักเตะอาชีพแล้ว ปรากฎว่ามีผู้เล่นส่วนน้อยที่ได้ย้ายทีมสมใจจากสโมสรเป็นร้อยๆในลีกอังกฤษ

No sign of David de Gea...

สโมสรมากมายเลิกขึ้นบัญชีขายนักเตะเพราะมันเป็นต้นเหตุทำให้เกิดปัญหาขัดแย้งภายในทีม แต่ กอร์ดอน เทย์เลอร์ ประธานสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ(PFA) กลับมองว่ามันคือเรื่องธรรมดาในปัจจุบัน

“สโมสรไม่ต้องการเผยนักเตะที่อยู่ในบัญชีขาย เพราะส่วนใหญ่พวกเขาจะได้รับข้อเสนอที่ต่ำกว่าค่าตัวที่แท้จริงของนักเตะนั่นเอง” เทย์เลอร์ กล่าว

ความซื่อสัตย์และความถูกต้อง

มันไม่ใช่ความลับอะไรที่ เดวิด มอยส์ บอกให้ เลห์ตัน เบนส์ และ มารูยาน เฟลไลนี ขอขึ้นบัญชีย้ายกับเอฟเวอร์ตัน ตอนเขารับงานคุมทัพแมนฯ ยูไนเต็ด เพราะเขาไม่ต้องการโดนตำหนิว่าตีท้ายครัวต้นสังกัดเก่าหากยื่นข้อเสนอให้นักเตะโดยตรง แต่เทย์เลอร์เชื่อว่าสำหรับนักเตะแล้วการขอย้ายทีมคือการเรียกร้องครั้งสุดท้าย

“บางครั้งมันเป็นเพราะโครงสร้างในสัญญา เช่น ค่าเหนื่อยที่ได้รับทำให้นักเตะไม่ขอขึ้นบัญชีย้ายทีม นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมการขอย้ายถึงเป็นที่พึ่งพิงสุดท้าย เพราะนักเตะไม่อยากสูญเสียเงินก้อนโต” หัวเรือใหญ่ PFA เผยต่อ

แม้ว่านักเตะส่วนใหญ่ให้เหตุผลการไม่ขอขึ้นบัญชีขาย เพราะต้องการแสดงความซื่อสัตย์ต่อสโมสร เคารพแฟนบอล และ ซื่อตรงต่อผู้จัดการทีม แต่ปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้เล่นสมัยใหม่ขอย้ายทีมน้อยลง เพราะเงินโบนัสความซื่อสัตย์ที่เป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ระบุในสัญญานักเตะ เช่น ได้รับเงินเพิ่ม 20% ต่อปีตลอดสัญญา 5 ปี เช่นเดียวกับเงินกินเปล่าตอนเซ็นสัญญา ถ้านักเตะไม่ขอขึ้นบัญชีย้ายทีมโดยตรง พวกเขาก็จะได้รับเงินส่วนนี้ทั้งหมดหรือตามจำนวนที่เหมาะสม

“นักเตะมักเลือกการขอย้ายทีมเป็นที่พึ่งพิงสุดท้ายเพื่อหลีกเลี่ยงต่อการสูญเสียเงินก้อนโต”

- กอร์ดอน เทย์เลอร์ ประธานบริหารสมาคมนักเตะอาชีพอังกฤษ

แต่มีนักเตะและเอเย่นต์บางรายเช่นกันใช้เรื่องนี้เป็นแผนปูทางสู่การขอค่าเหนื่อยก้อนโตในสัญญาฉบับใหม่ ยกตัวอย่างเช่น เวย์น รูนีย์ เมื่อปี 2010 และ คริสเตียน เบนเตเก้ เมื่อปี 2013 อย่างไรก็ดี แบร์รี ซิลค์แมน ยืนยันว่า ผู้เล่นระดับท็อปไม่จำเป็นต้องขอย้ายทีมเพื่อเรียกร้องสัญญาใหม่อย่างเดียว

Was Benteke's transfer request in 2013 a ploy to get an improved contract at Villa?

“เมื่อนักเตะเซ็นสัญญา พวกเขาไม่ได้เซ็นมันในขณะที่ถูกปืนจ่อหัว พวกเขามีความสุขตอนเซ็นสัญญา แต่ถ้าสถานการณ์รอบข้างเปลี่ยนแปลงไปและนักเตะคิดว่าเขาได้รับเงินไม่มากพอ พวกเขาจะไม่ขอขึ้นบัญชีย้ายทีม แต่พวกเขาหรือเอเย่นต์จะไปบอกกับสโมสรตรงๆว่าต้องการสัญญาฉบับใหม่ หากคุณทำแบบเบนเตเก้(เมื่อปี 2013) บางครั้งสโมสรไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะยื่นสัญญาใหม่ให้คุณ เพราะพวกเขารู้ดีว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายกับการหานักเตะที่มีความสามารถเท่าเทียมกันเข้ามาทดแทน แต่นี่ควรเป็นวิธีที่สอง สิ่งแรกที่คุณควรทำคือขอสัญญาใหม่จากสโมสรโดยตรง” ซิลค์แมน กล่าว

นักเตะมากมายในยุคปัจจุบันใช้เอเย่นต์ของตัวเองเป็นหุ่นเชิดเพื่อขอย้ายทีม แต่ก็มีหลายสโมสรที่ยังดื้อดึงกับผู้เล่นเหล่านี้ อย่างเช่นแมนฯ ยูฯ ไม่ยอมขาย ดาบิด เด เคอา กับ เวย์น รูนีย์ 

“ถ้าคุณต้องการย้าย คุณต้องเข้าไปในทีมและแสดงท่าทีไร้แรงจูงใจ นี่คือความจริงอันโหดร้าย”

- โรฮัน ริคเก็ตต์

อย่างไรก็ดี อำนาจต่อรองมันขึ้นอยู่กับระยะเวลาในสัญญาของนักเตะกับสโมสรด้วย ดาบิด เด เคอา มีโอกาสย้ายซบ เรอัล มาดริด เพราะเขาเหลือสัญญาเพียง 12 เดือน แต่ดูเหมือนว่าปีศาจแดงตัดสินใจเก็บนักเตะอยู่กับทีมจนครบสัญญามากกว่าขายเพื่อแลกกับเงินเพียงน้อยนิด คำถามที่น่าสนใจคือถ้าผู้เล่นที่เหลือสัญญาระยะยาวกับต้นสังกัดแต่ต้องการย้ายทีม พวกเขาจะทำอย่างไรล่ะ?

โดย โรฮัน ริคเก็ตต์ อดีตกองกลางสเปอร์สวัย 31 กะรัต กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “มันมีวิธีการมากมาย เช่น คุณไม่เดินทางไปฝึกซ้อม หรือ เข้าซ้อมสายหลายครั้ง ถ้าคุณต้องการย้าย คุณต้องเข้าไปในทีมและแสดงท่าทีไร้แรงจูงใจ มันจะไม่ส่งผลกระทบต่อทีมโดยตรง แต่ผู้คนรอบข้างจะสังเกตเห็นเองว่าคุณดูเศร้าหมองและไม่มีความสุข”

อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษชุดยู-21 คือผู้เล่นในยุคฟุตบอลอันเลวร้าย เพราะเขาเคยทำตัวมีปัญหาเพื่อทำให้สโมสรโกรธและย้ายทีมมาแล้วสมัยอยู่กับทีมเยาวชนของอาร์เซนอล ก่อนเซ็นสัญญาย้ายร่วมทัพสเปอร์ส พร้อมทำสถิติลงรับใช้สโมสร 63 เกม จากนั้นชีวิตของเขาก็กลายเป็นแข้งพเนจรย้ายไปเล่นในหลายประเทศ ทั้ง สหรัฐฯ, อินเดีย, มอลโดวา, ฮังการี, ไทย และ ฮ่องกง

Ricketts claims he used a few tricks to force a move across North London

“เพื่อนของรองประธานสโมสรสเปอร์สเห็นผมเล่นและพูดว่า ‘นายจะได้เล่นกับสเปอร์สในตอนเช้า ผมแทบอยากเอาทรัพย์สินของตัวเองค้ำประกันเลยล่ะ’ ผมไม่เคยลืมมันเลย แต่ปัญหาคือตอนนั้นผมยังย้ายออกจากอาร์เซนอลไม่ได้เพราะมีสัญญาอยู่กับทีม ดังนั้นผมต้องทำอะไรสักอย่าง วันหนึ่งมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นที่สนามซ้อมและโทรศัพท์มือถือของนักเตะคนหนึ่งหายไป ผมจึงพูดขึ้นมาทันทีว่าผมเป็นคนเอาไปเอง แต่ปรากฎว่าโทรศัพท์ถูกพบในสโมสร ทำให้พวกเขาไม่ค่อยเชื่อสิ่งที่ผมพูดนัก ผมพยายามอธิบายว่าเป็นคนทำอย่างไม่ลดละจนในที่สุดพวกเขาพูดว่า ‘เราต้องปล่อยตัวคุณออกจากทีม’ มันส่งผลด้านลบถึงตัวผมนะ แต่อย่างน้อยผมก็ได้เซ็นสัญญากับสเปอร์สหลังจากนั้น” ริคเก็ตต์ส ย้อนความหลัง

อนาคตของตลาดซื้อขายนักเตะ

มันชัดเจนว่านักเตะยังพยายามหาหนทางอื่นเพื่อย้ายออกจากสโมสรจนบางครั้งตัดสินใจทำผิดกฎข้อบังคับ โดยเฉพาะการลักลอบติดต่อและเจรจากับทีมอื่นโดยไม่ผ่านสโมสร

“มันเกิดในทุกๆวัน สมมติผมกำลังเล่นอยู่กับสเปอร์ส ถ้าแมนฯ ยูฯต้องการซื้อตัวผม พวกเขาจะทำให้ผมรู้ได้อย่างไรล่ะ? พวกเขาก็จะแอบเข้ามาติดต่อกับเอเย่นต์ของผมไง มันง่ายมาก ผมไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาถึงตั้งกฎเหล่านี้ขึ้น แต่มันดูไม่สมเหตุสมผลเลย” ริคเก็ตส์ กล่าว

ปัญหาเหล่านี้จะไม่มีวันหมดสิ้นจากวงการลูกหนัง หากยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเวลาเปิด-ปิดของตลาดซื้อขายนักเตะ ก่อนหน้านี้มีผู้จัดการทีมหลายรายออกมาแสดงความคิดเห็นไปในทางเดียวกันว่า ตลาดนักเตะควรปิดตัวลงก่อนเริ่มฤดูกาล ซึ่ง กอร์ดอน เทย์เลอร์ ก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้

“ผมมองเห็นปัญหามากมายซึ่งเป็นผลพวงจากการที่ตลาดซื้อขายยังคงเปิดทำการทั้งที่ฤดูกาลเริ่มไปแล้ว ผู้จัดการทีมหลายคนไม่มั่นใจว่าพวกเขาจะดึงนักเตะใหม่ รักษานักเตะเก่า หรือ หาผู้เล่นมาทดแทนได้หรือเปล่า” บิ๊กบอสสมาคมนักเตะอาชีพอังกฤษ เผย

อย่างไรก็ตาม ซิลค์แมนกลับมองว่าการเลื่อนเวลาเปิดปิดตลาดนักเตะจะสร้างปัญหาหลายอย่างตามมามากกว่าการแก้ปัญหา

“คุณจะทำให้สโมสรควบคุมค่าตัวของนักเตะแบบเบ็ดเสร็จ และสโมสรที่ไม่สามารถปล่อยนักเตะได้ทันเวลามีสิทธิ์จบลงด้วยการล้มละลาย” อดีตแข้งเรือใบสีฟ้า กล่าว

“มีคนบอกว่าทำไมไม่ทำให้ระยะเวลาในตลาดมันสั้นลงล่ะ? ตอนนี้ตลาดมีเวลาเพียง 8 สัปดาห์เองนะ ก่อนหน้านี้คุณเคยซื้อขายนักเตะยาวจนถึงวันเสาร์แรกของเดือนมีนาคมมาแล้ว ดังนั้นผมจึงไม่เข้าใจจริงๆว่ามันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร ใครก็ตามที่คิดค้นตลาดซื้อขายนักเตะแต่กลับอยากจะยกเลิกเสียเอง นี่คือเรื่องที่น่าขำที่สุดที่ผมเคยได้ยินมาในชีวิตเลยล่ะ”

ด้านเทย์เลอร์ทิ้งท้ายถึงประเด็นนี้ว่า “พวกเขาพูดว่าเกมฟุตบอลได้จบสิ้นลงแล้ว เมื่อมีการยกเลิกเพดานค่าเหนื่อยสูงสุดของนักเตะ เช่นเดียวกับการนำกฎกฎบอสแมนมาใช้(ย้ายทีมแบบไร้ค่าตัว) แต่ทำไมค่าตัวย้ายทีมของนักเตะมีแต่พุ่งสูงขึ้นล่ะ โดยเฉพาะผู้เล่นระดับท็อป มันสะท้อนให้เห็นถึงความจริงที่ว่า ฟุตบอลคือธุรกิจที่กำลังไปด้วยสวยสุดๆไงล่ะ”