พรีวิว : ไทย vs ญี่ปุ่น : ใครจะประเดิมแต้มแรกได้ก่อนกัน?

ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก / สนามราชมังคลา กีฬาสถาน / วันที่ 6 กันยายน 2559 / เวลา 19.15 น.

ก่อนเกม

เจ้าบ้าน ทีมชาติไทย เจ้าของอันดับ 120 ของโลก เกมแรกเพิ่งบุกไปเยือนซาอุดิ อาระเบีย เมื่อวันที่ 2 กันยายน ที่ผ่านมา แม้จะต่อกรได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ แต่กลับจบสกอร์ไม่คม สุดท้ายมาเสียฟาวล์ในกรอบเขตโทษ และทีม “เหยี่ยวมรกต” ก็สังหารไม่พลาด คว้าสามแต้มในบ้านประเดิมนัดแรกไปได้ก่อน เช่นเดียวกับ ออสเตรเลีย และ ยูเออี ที่เอาชนะคู่แข่งได้เช่นกัน

ทางด้านทีมเยือน ญี่ปุ่น ทีมอันดับ 49 ของโลก ก็​ประเดิมด้วยความพ่ายแพ้มาก่อนเช่นกันในนัดแรก แม้จะขึ้นนำก่อนตั้งแต่ต้นเกม แต่ก็โดนยูเออีตามตีเสมอในอีก 9 นาทีให้หลัง ตามด้วยเสียจุดโทษในครึ่งเวลาหลัง ก่อนเกิดเหตุการณ์อันน่ากังขา ที่ ทาคุมะ อาซาโนะ ยิงบอลเข้าไปแล้ว แต่ผู้ตัดสินปฏิเสธประตูดังกล่าว ร่วมหัวจมท้ายกับ ไทย และ อิรัก เป็นสามทีมที่เปิดทัวร์นาเมนต์ด้วยความพ่ายแพ้

สำหรับสถิติการพบกันของทั้งสองทีม หากนับแค่เกมที่ฟีฟ่ารับรอง เคยเจอกันมาทั้งหมด 27 ครั้ง ต้องบอกว่าญี่ปุ่นแทบจะเก็บกินฝ่ายเดียวเลยก็ว่าได้ เอาชนะไป 18 เสมอ 6 ไทย ชนะแค่ 3 ครั้ง เท่านั้น และการพบกันในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก พบกันมา 4 ครั้ง ก็เป็นทางฝั่งญี่ปุ่นที่เอาชนะได้ทุกครั้ง

ข่าวข้างสนาม

ทัพนักเตะ “ช้างศึก” ของกุนซือ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง จะหมดสิทธิ์ใช้งานมิดฟิลด์ตัวเก่งอย่าง สารัช อยู่เย็น ที่ได้รับใบเหลืองในนาทีที่ 72 ก่อนจะถูกใบเหลืองอีกใบเป็นใบแดงหลังจบเกม ทำให้ต้องถูกแบนโดยอัตโนมัติ แต่ “โค้ชซิโก้” ก็ได้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการเรียกอีกหนึ่งกองกลางตัวรับอย่าง อดุล หละโส เข้ามาเสริมอีกหนึ่งคน นอกเหนือจากนี้ก็ไม่มีปัญหานักเตะบาดเจ็บ หรือต้องรอเช็คสภาพความฟิตเพิ่มเติม

โดย 11 ตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนามของทีมชาติไทย จะยึดตามเกมที่แล้วทั้งหมด แต่จะส่ง ชาริล ชัปปุยส์ กองกลางขวัญใจแฟนบอล ลงทำหน้าที่แทน “เจ้าตัง” ในเกมนี้ ผู้รักษาประตู​: กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ กองหลัง: ธีราทร บุญมาทัน,​ กรวิทย์ นามวิเศษ, ธนบูรณ์ เกษารัตน์, ทริสตอง โด กองกลาง: ชาริล ชัปปุยส์, ชนาธิป สรงกระสินธ์, ปกเกล้า อนันต์ กองหน้า: เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์, ธีรศิลป์ แดงดา,​ มงคล ทศไกร

ด้านขุนพล “ซามูไรบลู​” ของ วาฮิด ฮาลิลฮอดซิช อดีตกุนซือทีมชาติแอลจีเรีย ที่ยอมรับว่าลูกทีมของเขามีอาการล้านิดหน่อย หลังจบเกมกับยูเออี แล้วต้องขนพลเดินทางมาประเทศไทยแทบจะในทันที

สำหรับบรรดาดาวดังแดนอาทิตย์อุทัย ที่ค้าแข้งอยู่ในยุโรป ก็ยกทัพมากันพร้อมหน้า โดยเฉพาะแนวรุกตัวอันตรายอย่าง ชินจิ โอกาซากิ , เกงกิ ฮารางูชิ , ทาคุมะ อาซาโนะ และ โยชิโนริ มูโตะ แดนกลางก็มีทั้ง เคสุเกะ ฮอนดะ, ชินจิ คางาวะ , ฮิโรชิ คิโยตาเกะ และ ทาคาชิ อูซามิ ส่วนในแนวรับก็มี ฮิโรกิ ซาไก, โกโตคุ ซาไก และ มายะ โยชิดะ พร้อมจัดหนักจัดเต็มประเดิม 3 แต้มแรกในรายการนี้ที่แดนสยาม

คีย์แมน: ธีรศิลป์ แดงดา vs ชินจิ โอคาซากิ

อดีตกองหน้าอัลเมเรียวัย 27 ปีคือความหวังสูงสุดของทีมชาติไทยอย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งในห้วงเวลานี้ “มุ้ย” กำลังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมล่าสุดทำไป 10 ประตู จาก 26 นัด ช่วยต้นสังกัด เมืองทอง ยูไนเต็ด นำเป็นจ่าฝูงในลีก อีกทั้งยังทำไป 3 ประตูพาทีมผ่านเข้าสู่รอบ 12 ทีมสุดท้าย ในศึกฟุตบอลโลก 2018 โซนเอเชีย และ ขึ้นแท่นเป็นดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติไทยลำดับที่ 5 ด้วยผลงาน 33 ประตูจาก 69 นัด

กองหน้ากิเลนผยองนอกเหนือจากจบจบสกอร์ได้เฉียบขาดแล้ว ระยะหลังเขายังแสดงให้เห็นถึงประโยชน์รอบด้านไม่ว่าจะเป็นการพักบอล วิ่งทำทาง หรือ การจ่ายสวยๆแบบคิลเลอร์พาส ก็ล้วนทำได้ดี แม้ในเกมแรกกับซาอุดิอาระเบีย ไทยเราจะเป็นฝ่าย แต่ต้องบอลว่า “มุ้ย” โชว์ฟอร์มได้อย่างดีเยี่ยม แถมเกือบมีชื่อเป็นผู้ทำประตูได้อีกด้วย หวังว่าเกมกับญี่ปุ่นนัดนี้ เขาจะรักษามาตรฐานได้เช่นเคย

หัวหอกตัวเก่งจากทีมแชมป์พรีเมียร์ ลีก ปีล่าสุดอย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ นับว่าเป็นหนึ่งในอาวุธสุดอันตรายของขุนพล “ซามูไรบลู” ด้วยผลงานอันน่าประทับใจกับทีม “จิ้งจอกสยาม” แม้จะไม่สามารถยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ แต่เขาสามารถพักบอล, เชื่อมเกม และสร้างโอกาสทำประตูให้เพื่อนร่วมทีมได้หลายต่อหลายครั้ง อาจเรียกว่าเป็นศูนย์หน้าผู้ปิดทองหลังพระก็เป็นได้

ด้วยความขยัน และอยู่ถูกที่ถูกเวลาของเขา จะทำให้แนวรับของทีมชาติไทยต้องรับมือยากอย่างแน่นอน อีกทั้งยังมีความแข็งแกร่ง อาจต้องใช้การประกับตัวที่แน่นหนา และต้องเข้าบอลให้หนัก ซึ่งต้องระมัดระวังไม่ให้เสียฟาวล์ เพราะขุนพล “ซามูไรบลู” มีจอมสังหารฟรีคิกหลายคน และหากปล่อยให้โอคาซากิคลาดสายตา ก็อาจเปิดโอกาสให้เขาทำประตูจนทัพ “ช้างศึก” ต้องชอกช้ำได้