พรีวิว โตโยต้าไทยลีก : บางกอกกล๊าส vs เมืองทองฯ : ศึกล้างตาของกระต่ายแก้ว

โตโยต้าไทยลีก / สนามลีโอ สเตเดียม / วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ / เวลา 19.00 น.

ก่อนเกม

บางกอกกล๊าส เอฟซี แม้เป็นเป็นเจ้าบ้าน แต่ก็ต้องรับแรงกดดันพอตัวที่ต้องรอรับมืออดีตแชมป์เก่า แต่การมาของ ออเรลิโอ วิดมาร์ กุนซือรายใหม่ที่เพิ่งเข้ามาคุมทีมช่วงท้ายฤดูกาลที่ผ่านมา เริ่มทำให้เห็นว่าสไตล์การเล่นของบีจี ดุดันกว่าเดิม และสามารถพา “เดอะ แรบบิท” จนซีซั่นด้วยอันดับท็อปทรี

ผลงานในปรีซีซั่น “เดอะ แรบบิท” เตรียมทีมมาอย่างดีเช่นกัน และทำผลงานได้น่าประทับใจโดยเฉพาะการเสมอกับ เซเรโซ โอซาก้า ทีมจากเจลีก ยิ่งช่วยให้พวกเขายกระดับคุณภาพการเล่นได้มากขึ้นก่อนประเดิมศึกหนักในซีซั่นนี้

ด้าน เมืองทอง ยูไนเต็ด ยังคงเป็นทีมเต็งว่าที่แชมป์ในปีนี้ และขุมกำลังของพวกเขายังอัดแน่นไปด้วยคุณภาพ ฤดูกาลที่ผ่านมาทัพ “กิเลนผยอง” พิสูจน์ให้หลายคนได้เห็นแล้วว่าแม้นักเตะจะต้องแบ่งไปเล่นเกมทีมชาติเยอะ แต่พวกเขาก็สามารถผงาดคว้าแชมป์โตโยต้าไทยลีกได้สำเร็จเช่นกัน

แมตช์เปิดหัวฤดูกาล 2017 เมืองทอง ต้องเจอศึกหนักไม่น้อยกับการบุกไปเยือนบางกอกกล๊าส เอฟซี ที่สนามลีโอ สเตเดียม ซึ่งผลงานในปรีซีซั่นถือว่าดีพอตัว แม้เพิ่งพลาดแชมป์โตโยต้าพรีเมียร์ คัพ ให้กับ ซานเฟรชเซ่ ฮิโรชิม่า ยอดทีมจากเจลีก แต่ก็สามารถทำผลงานในแมตช์แข่งขันอย่างเป็นทางการได้ยอดเยี่ยมจากการชนะ สุโขทัย เอฟซี ถึง 5-0 คว้าแชมป์ไทยแลนด์แชมเปี้ยนส์ชิพ 2017 ได้อย่างสวยงาม ยิ่งทำให้ขุนพล “กิเลนผยอง” แสดงให้เห็นว่าเกมรุก และรับของพวกเขายังแข็งแกร่งไม่ต่างจากปีที่ผ่านมา

สำหรับทั้งสองทีมเมืองทอง กลายเป็นทีมที่มีภาษีที่ดีกว่า เนื่องจากในฤดูกาล 2016 พวกเขาจัดการคู่แข่งได้อยู่หมัดโดย “เดอะ แรบบิท” ถูกกิเลนเปิดรังต้อนไป 0-2 ก่อนจะกลับไปพ่ายคาบ้านอีก 1-2 แต่ก็เป็นโอกาสดีที่พวกเขาจะได้สะสางแค้นอีกครั้งตั้งแต่เปิดฤดูกาล

ส่วนสถิติการเจอกัน 5 นัดหลังสุดของทั้งคู่ เมืองทอง ยังเหนือกว่าด้วยการชนะไปถึง 3 เกม เสมออีก 1 และแพ้ 1 ซึ่ง 3 เกมหลังบางกอกกล๊าส ยังไม่สามารถคว้าชัยเหมือน “กิเลนผยอง” ได้เลย

ข่าวข้างสนาม

“กระต่ายแก้ว” แต่จะไม่มี คาลิฟา ซิสเซ่ กองกลางคนสำคัญที่หมดสัญญา และปล่อยตัวออกจากทีมไปก่อนหน้านี้ รวมถึง ศราวุฒิ มาสุข และ พิชิต เกสโร ที่มีอาการบาดเจ็บ นอกเหนือจากนั้นแข้งรายอื่นๆยังพร้อมลงสนาม

โดย 11 ตัวจริงแรกที่คาด ผู้รักษาประตู : นริศ ทวีกุล กองหลัง: แมตต์ สมิธ, ปิยะชนก ดาฤทธิ์, มงคล นามนวด, ศุภชัย คมศิลป์ กองกลาง: พีรพงษ์ พิชิตโชติรัตน์, เชาว์วัฒน์ วีระชาติ, จักรพันธ์ พรใส, จัสมานิ คัมโปส กองหน้า: อาเรียล โรดริเกซ, สุรชาติ สารีพิมพ์

สำหรับเกมนี้ ธชตวัน ศรีปาน กุนซือของ “กิเลนผยอง” จะหมดสิทิ์ใช้งาน 2 แข้งป้ายแดงอย่าง เซลิโอ และ อี โฮ ที่ยังไม่ฟิตสมบูรณ์เช่นเดียวกับ อดิศักดิ์ ไกรษร ที่บาดเจ็บมาตั้งแต่ฤดูกาลก่อน นอกนั้นพร้อมลงครบหน้า และแม้จะขาด ธนบูรณ์ เกษารัตน์ แต่ยังมี วัฒนา พลายนุ่ม ที่แสดงฝีเท้าได้ดีในเกมกับสุโขทัย ยิ่งเป็นแมตช์แรกที่ต้องการ 3 แต้ม และเจอทีมใหญ่อย่างบีจีคาดว่าเฮดโค้ชกิเลนส่งทัพหลักลงสนามแน่นอน

ผู้รักษาประตู : กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ - กองหลัง : ทริสตอง โด, สุพรรณ ทองสงค์, นาอาโอกิ อาโอยามะ, ธีราทร บุญมาทัน - กองกลาง : วัฒนา พลายนุ่ม, สารัช อยู่เย็น, ชนาธิป สรงกระสินธุ์ - กองหน้า : ธีรศิลป์ แดงดา, เคลตัน ซิลวา, ซิสโก้ ฆิเมเนซ

คีย์แมน : อาเรียล โรดริเกซ VS ชนาธิป สรงกระสินธ์

ฤดูกาลที่ผ่านมา ไม่น่าเชื่อว่า อาเรียล ที่เพิ่งเคยมาเล่นในลีกเมืองไทยเป็นครั้งแรกจะโชว์ฟอร์มร้อนแรงได้ดีขนาดนี้ แม้ช่วงแรกหลายคนอาจสงสัยในฝีเท้าของเขา ทว่าท้ายที่สุดหัวหอกวัย 27 ปี จัดการกระหน่ำไปถึง 19 ประตู จาก 27 นัด และสถาปนาตัวเองเป็นหนึ่งในศูนย์หน้าสุดอันตรายที่สุดคนหนึ่งในเวทีไทยลีกปีที่ผ่านมา

ความแข็งแกร่ง, รวดเร็ว, จบสกอร์เฉียบคม ทำให้ในเวลานี้เขาคือทุกสิ่งทุกอย่างในเกมรุกของ บีจี ที่ทีมจะขาดไม่ได้แต่อย่างใด และทำให้แนวรุกของบีจีน่ากลัวไม่น้อย หากมีดาวยิงชาวคอสตาริกาผู้นี้ลงล่าตาข่ายในแดนหน้า ที่เขามักตอบแทนความไว้ใจของกุนซือ และแฟนบอลได้เสมอ

สำหรับตำแหน่งคีย์แมนของเมืองทอง เป็นใครไม่ได้นอกจากจอมทัพช้างศึกผู้นี้ แม้เพิ่งจะบินไปเปิดตัวกับ คอนซาโดเล่ ซัปโปโร แต่แข้งวัย 23 ปี ก็แสดงความมุ่งมั่นหวังกลับมาช่วงต้นสังกัดลงสนามในเลกแรกอย่างเต็มที่ พร้อมมีส่วนพา “กิเลนผยอง” คว้าแชมป์แรกของปีอย่าง ไทยแลนด์แชมเปี้ยนส์ชิพ ได้สำเร็จ

การผ่านบอลที่ยอดเยี่ยมที่หลายครั้งนำพาไปสู่การทำประตูของทีมยังอันตรายเสมอ รวมไปถึงจังหวะหลอกล่อคู่ต่อสู้ที่ยากจะหาใครจับ และการครองบอลที่เหนียวแน่น ทำให้เขายังคงโดดเด่นในเกมรุกไม่มีเปลี่ยนแปลง