พ่อสุดเฮี้ยบ / ลูกศิษย์จอมโหด / ติ่งพรรษา : จักรพงษ์ สืบสมุทร แนวรับดาวรุ่ง “ปราสาทสายฟ้า”

เขาถูกพ่อเคี่ยวเข็ญฝึกฟุตบอลอย่างหนักมาตั้งแต่เด็ก และได้รับการถ่ายทอดวิชาลูกหนังจาก ปฏิภาณ เพชรพูล ปราการหลังจอมโหดสมัยค้าแข้งกับโอสถสภาที่ช่วยให้พัฒนาฝีเท้าจนก้าวไปสู่สโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน

แต่ก่อนจะมีวันนี้เขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง? ความผิดหวังกับทีมชาติไทยU19 ที่พลาดแชมป์อาเซียนเป็นอย่างไร? ติดตามเรื่องราวชีวิตของ จักรพงษ์ สืบสมุทร แบบเจาะลึกได้ที่นี่ที่เดียว

เรื่องเล่า 60 วินาที

ย้อนกลับไปในวัย 6 ขวบ “ตุ๊ก” จักรพงษ์ สืบสมุทร เริ่มหัดเล่นฟุตบอลเป็นครั้งแรกโดยมีคุณพ่อของเขาคอยพร่ำสอน และเคี่ยวเข็ญอย่างหนักเพื่อหวังว่าวันหนึ่งอยากจะให้ลูกชายคนนี้ได้กลายเป็นนักเตะอาชีพในอนาคต

ผมยังรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝันอยู่เลยนะ เพราะบุรีรัมย์ เป็นสโมสรที่ผมชื่นชอบมาตั้งแต่เด็กแล้วมาวันหนึ่งเราก็ได้มาเล่นกับสโมสรแห่งนี้

พ่อของเขาเป็นคนดุ และจริงจังกับฟุตบอลมากๆ ทุกๆวันเขาใช้เวลาหนึ่งชัวโมงครึ่งในช่วงเย็นฝึกฟุตบอลกับพ่อตั้งแต่เบสิคขั้นพื้นฐานตลอดจนฝึกเสริมสร้างพละกำลังด้วยการวิ่งลากยางที่แต่ละรอบต้องทำเวลาในการวิ่งให้ดีกว่าเดิม บางครั้งหากทำไม่สำเร็จก็มักถูกลงโทษเสมอ แต่การฝึกหนักมาตั้งแต่เด็กเริ่มเห็นผลเมื่อเจ้าตัวใช้ความสามารถจนผ่านการคัดเลือกเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลของโรงเรียนเทพศิรินทร์ สถาบันลูกหนังชื่อดัง และได้มีส่วนร่วมในศึกจตุรมิตรสามัคคีตอนเรียนอยู่ชั้นม.4  โดยจัดเป็นกองหลังตัวหลักของเทพศิรินทร์ตลอด 4 เกม ทว่าเขา และทีมไม่อาจไปถึงฝันเมื่อพ่ายให้กับอัสสัมชัญบางรัก 3-0 แต่ยังได้รางวัลปลอบใจเพราะสามารถคว้าที่สามจากการชนะสวนกุหลาบวิทยาลัยมาได้สำเร็จ

เวลาเดียวกันเขาได้มีโอกาสลงแข่งเกมอุ่นเครื่องกับชุดเยาวชนโค้กคัพของสโมสรโอสถสภา ซึ่งนัดนั้นเจ้าตัวถูกจับไปเล่นเป็นกองหน้า และทำผลงานได้ยอดเยี่ยมยิง 2 ประตู และแอสซิสต์ให้เพื่อนอีกหนึ่งพาเทพศิรินทร์เอาชนะไป 3-0 จนฝีเท้าไปเตะตา “โค้ชโต่ย” ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย กุนซือโอสถสภาชุดเยาวชน จึงชักชวนเขาไปอยู่ด้วย ซึ่งต่อมาด้วยฝีเท้าที่เก่งเกินวัยยังทำให้เขาถูกเรียกติดทีมนักเรียนไทยรุ่นอายุ 17 ปี เป็นครั้งแรก และนั่นทำให้เจ้าตัวกลายเป็นนักเตะคนเดียวของโรงเรียนเทพศิรินทร์ในรุ่นเดียวกันที่ได้เซ็นสัญญากับสโมสรอาชีพ และติดทีมชาติอีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้นหลังการติดทีมนักเรียนไทยครั้งที่สองในรุ่น 18 ปี “โค้ชโต่ย” ดัน จักรพงษ์ สืบสมุทร ขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของโอสถสภา ทำให้ประตูในลีกสูงสุดเปิดรับเขาเป็นครั้งแรกในชีวิต

ทำไมต้องรู้จักเขา

หลังถูกดันขึ้นชุดใหญ่ เขากลับไม่ได้รับโอกาสลงสนามในเกมลีกเลยมีเพียงบอลถ้วยเท่านั้นที่ได้ลงเล่นบ้างเป็นบางนัด แต่เจ้าตัวก็ยังพอใจกับโอกาสที่ได้รับ แม้จะมีไม่มากก็ตาม ช่วงเวลานั้นเขาได้รับการถ่ายทอดวิชาลูกหนังจากกองหลังดีกรีทีมชาติไทยอย่าง ปฏิภาณ เพชรพูล ตลอดเวลา

“พี่ต๊อบ(ปฏิภาณ เพชรพูล) เขาเป็นรุ่นพี่ที่ดีมากเลยนะ แกสอนทุกอย่างเท่าที่แกจะสอนได้ไม่เคยหวงวิชาเลย เขาสอนแม้กระทั่งว่าเวลาเจอพี่มุ้ย ธีรศิลป์ แดงดา หรือ พี่เจ ชนาธิป สรงกระสินธ์ เราต้องทำอย่างไรเพื่อจะแย่งบอลจากพวกเขาให้ได้” จักรพงษ์ ย้อนความหลังถึงรุ่นพี่คนสนิทสมัยค้าแข้งกับโอสถสภา

ได้รับการถ่ายทอดวิชาลูกหนังจาก ปฏิภาณ เพชรพล แบบหมดเปลือกสมัยอยู่กับโอสถสภา

เส้นทางในระดับสโมสรอาจจะยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาได้โชว์ผลงานมากนัก แต่เจ้าตัวก็ได้รับโอกาสสำคัญเมื่อทีมชาติไทยU19 ดึงเขาไปร่วมทีมสู้ศึกป้องกันแชมป์อาเซียนที่เวียดนามเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา

“ผมเล่นไม่ได้เลยเกมแรก แต่พี่โก้(สรรเสริญ ลิ้มวัฒนะ) ช่วยพูดกระตุ้นให้เรากลับมาจนเล่นได้ สุดท้ายก็ได้ลงทุกเกม แต่ตอนนั้นตัวผู้เล่นเราทดแทนกันไม่ได้เลยไม่ใช่ไม่ดีนะ คือแต่ละคนก็เป็นสไตล์ของตัวเอง แต่พอใครคนใดคนหนึ่งหายไปคนใหม่ที่ต้องเข้ามาแทนก็เล่นไปอีกแบบทุกอย่างเลยไม่เป็นไปอย่างที่หวังผมว่าตรงนี้มันทำให้เราไ่ประสบความสำเร็จในครั้งนั้น”  

จักรพงษ์ เล่าถึงการป้องแชมป์อาเซียนครั้งล่าสุดที่ทัพช้างศึกต้องเล่นท่ามกลางแรงกดดันมหาศาลในฐานะแชมป์เก่าก่อนที่สุดท้ายจะไม่สามารถป้องกันแชมป์ไว้ได้เมื่อแพ้ต่อทีมชาติออสเตรเลียถึง 1-5

ตลอดปี 2016 เขาต้องผิดหวังกับทีมชาติรวมถึงสโมสรที่ยังไม่อาจเบียดแย่งตำแหน่งตัวจริงได้ และผลงานของทีมก็ไม่ดีนัก ทว่าหลังจากนั้นไม่นานในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะของฤดูกาล 2017 เปิดขึ้นชีวิตของเขามาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งเมื่อสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ติดต่อดึงเจ้าตัวพร้อมกับ 2 แข้งดาวรุ่งโอสถสภาอย่าง ศุภชัย ใจเด็ด และ อดิศักดิ์ นารัตน์โท ไปร่วมทีม

“จนถึงตอนนี้ผมยังรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝันอยู่เลยนะ เพราะบุรีรัมย์ เป็นสโมสรที่ผมชื่นชอบมาตั้งแต่เด็กแล้วมาวันหนึ่งเราก็ได้มาเล่นกับสโมสรแห่งนี้ ซึ่งผมคิดว่าที่นี่เป็นสโมสรสำหรับคนรักฟุตบอลจริงๆมันช่วยเปลี่ยนชีวิตไปอีกแบบหนึ่ง คือบ้านผมฐานะไม่ค่อยดีมีหนี้สินด้วยตอนย้ายมาผมมาแบบไม่มีอะไรเลย ผมจำได้ตอนเซ็นสัญญาผมเอาค่าเซ็นสัญญาไปใช้หนี้ให้พ่อหมดเลยแล้วตอนนี้ผมก็มีรถขับแล้วด้วย”

“ตอนมาแรกๆผมได้เจอพี่ไอซ์ สิทธิโชค กันหนู ด้วย เราเคยเจอกันตอนแข่งฟุตบอลจุตรมิตร พอผมย้ายมาแกก็จำผมได้ แถมมีแซวว่าเห้ย กูจำมึงได้มึงนี่เองที่เตะกูตอนนั้นผมก็ยิ้มๆกับแกไป(ฮา)”

จริงอยู่ที่สุดท้ายเขายังคงไม่สามารถขึ้นไปเล่นกับทีมชุดใหญ่ในลีกได้ แต่ก็มีโอกาสไปซ้อมกับทีมชุดใหญ่เป็นบางครั้งทำให้ได้ปะทะแข้งกับนักเตะเก่งๆของทีมอย่าง ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต หรือ ชาคสัน โคเอลโญ่ รวมถึงได้เห็นการเล่นของกองหลังดีกรีทีมชาติไทยอย่าง พรรษา เหมวิบูลย์ อีกด้วย

“ส่วนตอนซ้อมอาร์ม (ศุภชัย ใจเด็ด) ที่ย้ายมาด้วยกันแล้วได้เล่นชุดใหญ่เขาก็มี ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต หรือ ชาคสัน โคเอลโญ่ คอยสอนการทำประตูบ่อยๆนะ ส่วนผมก็ศึกษาจากการเล่นพี่พรรษานี่ล่ะ”

“จริงๆก่อนหน้านี้ผมเคยชอบ อดิศร พรหมรักษ์ ของเมืองทองนะ แต่พอได้มาเห็นการเล่นของพี่โย่ง(พรรษา เหมวิบูลย์) ผมเปลี่ยนใจมาชอบเขาเลย(ฮา) มีช่วงหนึ่งผมเจ็บบ่อยจนไม่ได้ลงเล่นกลัวหลุดจากทีมชาติด้วยตอนนั้นท้อมากๆคิดว่าทำไมเราต้องมาเจอแบบนี้ แต่พอได้อ่านชีวิตของพี่โย่งแล้วผมรู้สึกว่าอุปสรรคที่เรากำลังเจอเทียบไม่ได้กับที่เขาเคยเจอมาก่อนเลย ผมเลยตัดสินใจกลับมาสู้อีกครั้ง” จักรพงษ์ เล่าถึงความประทับใจที่มีต่อ พรรษา เหมวิบูลย์ รุ่นพี่ในทีมที่เขายกเป็นไอดอลลูกหนังของตัวเอง

ปัจจุบันเขากลับมามีชื่อติดทีมชาติไทยในรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ภายใต้การคุมทัพของ ฆูเลียน มาริน บาซาโล เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนแข่งขันในทัวร์นาเม้นต์ระดับนานาชาติครั้งล่าสุดที่ผ่านมา ก่อนจะกลับไปร่วมซ้อมกับต้นสังกัดอีกครั้งหลังจบการเข้าแคมป์กับทัพช้างศึกU21

ยกย่อง พรรษา เหมวิบูลย์ เป็นไอดอลในดวงใจ

จุดแข็ง

เขามีความแข็งแกร่งเหมือนที่ปราการหลังทั่วไปควรจะมีทำให้ยามปะทะคู่แข่ง เขามักจะเอาชนะมาได้เสมอ

จุดอ่อน

สิ่งหนึ่งที่เจ้าตัวยังต้องปรับปรุงคือการตัดสินใจ และการอ่านเกมที่เขายังทำได้ไม่เด็ดขาดพอ

รู้หรือไม่

ตุ๊ก จักรพงษ์ ฟังดูแล้วชื่อของเขาคล้ายกับตำนานทีมชาติไทยอย่าง ตุ๊ก ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ซึ่งมันเกิดจากความตั้งใจของพ่อของเขาที่อยากตั้งชื่อลูกตามดาวเตะระดับตำนานผู้นี้ เพราะโดยส่วนตัวพ่อของเขาชื่อชอบ ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน มากๆนั่นเอง

ครั้งหนึ่งเขาเคยคิดที่จะหันหลังให้กับฟุตบอล เพราะเจ้าตัวแทบไม่เคยมีเวลาในวัยเด็กเหมือนเพื่อนคนอื่นที่ช่วงเย็นได้ออกไปวิ่งเล่นสนุกสนาน ซึ่งผิดกับเขาที่ต้องมาซ้อมฟุตบอลเสมอ นั่นยิ่งทำให้เขาไม่มีใจอยากซ้อมฟุตบอลมากนัก และเคยเอ่ยปากขอเลิกเล่นฟุตบอลต่อหน้าพ่อของเขามาแล้ว

“ตอนนั้นผมเห็นเพื่อนข้างบ้านเได้ออกมาวิ่งเล่นกันช่วงเย็นทุกวัน ด้วยความเป็นเด็กผมก็อยากจะเล่นบ้าง เลยบอกพ่อว่าอยากเลิก พ่อเลยเอาของทุกอย่างที่เกี่ยวกับฟุตบอลโยนทิ้งลงคลองหมดเลย แต่สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าทำไม ผมเข้าไปบอกเขาว่าอยากเล่นต่อจนกลับมาเล่นฟุตบอลจนถึงตอนนี้นี่ล่ะ”

อีกเรื่องที่หลายคนไม่เคยรู้ด้วยความที่เขาเป็นแฟนบอลของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จึงชอบที่จะนั่งดูเกมเสมอเมื่อมีโอกาส แต่วันใดหากขุนพล “ปราสาทสายฟ้า” ต้องโคจรมาพบกับ เมืองทอง ยูไนเต็ด บรรยากาศในบ้านจะร้อนระอุขึ้นมาทันที เพราะพ่อของเขาเป็นแฟนบอลของ “กิเลนผยอง” นั่นเอง

“เวลาเรานั่งดูฟุตบอลคู่นี้ด้วยต้องนั่งคนละมุมบ้านนะ เพราะชอบกันคนละทีมมีครั้งหนึ่งบุรีรัมย์ ยิงเมืองทองได้ ผมเลยวิ่งดีใจไปรอบบ้าน พ่อเขาคงโมโหเลยหยิบลูกบอลมาจะแกล้งเตะใส่ แต่บอลมันลอยไปโดนถ้วยรางวัลที่ผมเคยเดาะบอลได้แชมป์มาหล่นลงมาใส่หัวจนหัวผมแตกเลย(ฮา)”

ติดตามตอนต่อไป

อีกไมกี่เดือนช่วงเวลาหนึ่งปีแรกในสีเสื้อบุรีรัมย์ กำลังจะผ่านพ้นไป โดยที่เขายังไม่ได้ลงสัมผัสเกมในลีกเลย แต่มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะด้วยวัยเพียง 19 ปี เขายังมีเวลาให้พัฒนาฝีเท้ามากขึ้น และฤดูกาลถัดไปหลังจากนี้โอกาสที่เขารอคอยอาจจะมาถึงก็ได้ใครจะรู้

“ตั้งแต่เด็กพ่อผมฝึกฟุตบอลให้ผมมาตลอด เขาเป็นคนที่ดุมากๆ จริงอยู่ที่เวลาเราทำอะไรไม่ได้เหมือนที่เขาหวังไว้ก็มีโดนลงโทษบ้าง แต่เขาก็จะบอกกับผมเสมอว่าสักวันหนึ่งเราจะรู้ว่าสิ่งที่เขาทำมาตลอดนั้นเพื่ออะไร มาถึงตอนนี้ก็เป็นอย่างที่พ่อเขาพูดจริงๆ เพราะผมได้รู้แล้วว่าที่เขาต้องเคี่ยวเข็ญก็เพราะอยากให้เราได้ดีแล้วมันทำให้ผมได้มาอยู่กับทีมใหญ่อย่างบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แล้วก็ได้ติดทีมชาติมาจนถึงทุกวันนี้นี่ไงล่ะ"