ภูเบศ ศุภพิพัฒน์ : ชายไทยเบื้องหลังยอดทีมเบอร์ 1 แห่งลาว

ย้อนไปเมื่อช่วงกลางปี 2013 ชายไทยตัวเล็กๆคนหนึ่ง ผู้ที่รักการผจญภัยในชีวิต ตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตเดินทางมุ่งหน้าสู่กรุงเวียงจันทน์ สปป. ลาว เพื่อรับบทบาทเป็นผู้จัดการทีมๆหนึ่งแห่งริมแม่น้ำโขง… ลาว โตโยต้า เอฟซี คือ จุดหมายปลายทาง และการสร้างทีมนี้ให้เป็นโมเดลของวงการลูกหนังลาว คือ เป้าหมายของเขา…  

FFT TH  ขอนำบทสนทนาที่เราได้พูดคุยกับชีวิตของเขาที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง 2 ระยะเวลา 2 ปีจนพาลาวโตโยต้า เอฟซี เป็นแชมป์ลีก… มันอาจไม่ใช่เรื่องราวที่แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของชายคนนี้ แต่มันคือเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่เชื่อมั่นในวิถีทางที่เขาเลือกเดิน!

FFT TH : ก่อนอื่น...คงต้องให้คุณเริ่มเล่าเรื่องราวภูมิหลังของคุณก่อน

ภูเบศ : ความจริงผม คือ แฟนบอลตัวยงของ บีอีซี เทโรศาสน ยุคแรกๆ ตั้งแต่ก่อนที่พวกเขาจะเป็นแชมป์เอเชีย เสียอีก จนกระทั่งผมได้มีโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานสโมสรในยุคก่อน บริษัท ไทยพรีเมียร์ลีก ได้ก่อตั้งขึ้นมา ถ้าจำไม่ผิดก็ประมาณปี 2008 มันเป็นงานในฝัน เพราะ บีอีซี เทโรศาสน เป็นทีมที่ผมรักอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น มันยังเป็นประสบการณ์ที่ดีที่ผมได้เริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมฟุตบอล ตั้งแต่ช่วงที่ระบบการบริหารจัดการยังไม่ดีเหมือนทุกวันนี้ เพราะมันทำให้ผมได้เรียนรู้ทุกๆ อย่าง 5 ปีที่อยู่กับที่นั่นช่วยสอนผมมากมายเกี่ยวกับการทำทีมฟุตบอล

FFT TH : แล้วการมาลาว… มันมีจุดเริ่มต้นอย่างไร?

ภูเบศ : คือ ผมรู้จักกับ พี่บุนลับ เคนกิติสัก อดีตกองหน้าทีมชาติลาว ความจริงเรารู้จักกันนานแล้ว เป็นเหมือนพี่น้องกัน  ส่งข่าวสารช่วยเหลือกันมาตลอด อย่างนักเตะลาวอย่าง สุอาพร วงศ์เชียงคำ ที่เข้ามาเป็นนักเตะเยาวชนของเทโรฯ หรือ คำแพง สะยาวุดทิ และ กัลยา สายสมหวัง ที่เคยไปเล่นกับขอนแก่น เอฟซี เมื่อประมาณปี 2011 ผมก็ช่วยเหลือประสานไปให้พวกเขา…ทีนี้วันหนึ่ง พี่บุนลับ เขามาเป็นผู้บริหารรทีมลาว โตโยต้า เอฟซี ทีมน้องใหม่ที่เพิ่งจะก่อตั้งทีมไม่นาน เขาจึงชวนผมมาร่วมงานกับสโมสร  

FFT TH : ตัดสินใจทันทีเลย?

ภูเบศ : ตอนแรกก็ตัดสินใจมาพบกับ คุณ ประสาทไซ พิลาพันเดช ประธานสโมสรถึงกรุงเวียงจันทน์ เขาเป็นเลขาธิการสหพันธ์ฟุตบอลแห่งชาติลาว และเป็นนักธุรกิจที่มีหลักแนวคิดดี สิ่งสำคัญ คือ เขารักฟุตบอล เขาอยากทำให้ทีมมีการบริหารจัดการแบบมืออาชีพให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เป็นต้นแบบของวงการฟุตบอลลาว ผมมองว่ามันเป็นอะไรที่ท้าทาย และน่าสนใจ อีกอย่างผมก็ชอบประเทศอยู่ลาว ผมก็เลยตัดสินใจเลือกมาที่นี่

FFT TH : อิ่มตัวด้วยรึเปล่าถึงตัดใจออกจากบีอีซี เทโรฯ ทีมรัก?

ภูเบศ : มันไม่ได้เป็นเรื่องของการอิ่มตัวหรอก จริงๆ มันไม่เกี่ยวเลย...ผมหลงใหลประเทศลาวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ตั้งแต่กว่า 10 ปีก่อน ช่วงต้นๆ ปี 2000 ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวที่เวียงจันทน์ ผมหลงเสน่ห์ความเป็นเมืองสงบๆ สบายๆ ผมชอบสถานที่แบบนี้ บางครั้งชีวิตเรามันต้องการการเดินทาง และผมก็เคยพูดเล่นๆกันตัวเองว่า “บางที ถ้าเราแก่ตัวเราอยากจะมาที่นี่ อยากจะมาใช้ชีวิตในบั้นปลายที่นี่” นั่น คือ สาเหตุสำคัญ ทั้งที่ความจริงมีอีกทีมจากกัมพูชาติดต่อผมไปเหมือนกัน แต่ผมคิดว่า จากการที่มาเที่ยวลาวบ่อยๆ เราเองก็ชอบวัฒนธรรมที่นี่ และอาหารการกินก็ถูกปากมากว่า  

สมัยเป็นทีมงานคนสำคัญของบีอีซี เทโรศาสน

FFT TH : ต้องศึกษาเรื่องฟุตบอลลาวพอสมควรเลยทีนี้...

ภูเบศ : ตอนก่อนไป ก็พอรู้เกี่ยวกับวงการฟุตบอลลาวอยู่บ้าง เกี่ยวกับนักเตะและโครงสร้างของทีมสโมสรในลาว

FFT TH : แล้วทำไงบ้าง?

ภูเบศ : คือหน้าที่ของผมคือต้องมาเซ็ตระบบ ทั้งเรื่องเยาวชน, เรื่องการบริหารจัดการทีม, เรื่องมีเดีย, เรื่องการตลาด, เรื่องเอกสารนักเตะ และการเซ็นนักเตะต่างชาติ มันก็ค่อนข้างจะเยอะพอสมควร แต่ผมโชคดี… อย่างที่ผมบอกไปก่อนหน้านี้ว่า ผมเข้าไปอยู่กับบีอีซี เทโรศาสน ตอนที่พวกเขายังไม่ได้มีระบบ หรือ โครงสร้างการบริหารจัดการที่ดีตามแบบฉบับของสโมสรฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีกในขณะนี้ มันทำให้ผมได้เรียนรู้ทุกๆ เรื่อง กระทั่งเรื่องของรายละเอียดสัญญาของนักฟุตบอล ซึ่งผมเองก็โชคดีอีก ที่มี “พี่แมน” ธัญญะ วงศ์นาค ผู้จัดการทีม คอยดูแล แกจะเป็นคนนิ่งๆ ซึ่งผมจะมีบุคลิกที่คล้ายๆ เขา เรามีสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเขาในเรื่องการดูแลคนอื่น ส่วน โรเบิร์ต โปรคูเรอร์ ที่เข้ามาเป็นผู้อำนวยการสโมสร เมื่อปี 2012 ช่วยสอนให้ผมรู้ถึงแก่นของการเจรจา เขามีความเก๋า มีประสบการณ์ ส่วนเรื่องของฟุตบอลลาวมันก็ค่อยๆเรียนรู้กันไปได้ มันไม่ใช่ปัญหา...

FFT TH : เดี๋ยวนะ...ถ้าแบบนี้ ธัญญะ วงศ์นาค กับ โรเบิร์ต โปรคูเรอร์ ก็เป็นไอดอลของคุณในวงการฟุตบอลงั้นเหรอ?

ภูเบศ : เป็นเหมือนแบบอย่างสำคัญที่ทำให้ผมได้เรียนรู้

FFT TH : การปรับตัวกับวงการฟุตบอลลาวแรกๆ… ทำอย่างไรบ้าง?

ภูเบศ : ก่อนอื่นสิ่งแรก ผมต้องเข้าใจก่อนว่าฟุตบอลที่นี่ ยังเป็นสมัครเล่น นักฟุตบอลลาวยังไม่เข้าใจความหมายของความเป็นนักฟุตบอลอาชีพ และเราต้องปลูกฝังพวกเขาก่อน เราต้องเข้าใจว่า ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่เคยรู้สึกของการใช้ชีวิตที่จะมีเงินเดือนจากการเล่นฟุตบอลแล้วเป็นอาชีพเลี้ยงดูตัวเองได้ ซึ่งพวกเขาก็ต้องเปลี่ยนความคิดและทัศนคติ หรือกระทั่งในเชิงบริหารสื่อสโมสร...โดยทั่วไปวัฒนธรรมของสื่อหนังสือพิมพ์ที่นี่ จะไม่ทำงานวันเสาร์-อาทิตย์ เพราะฉะนั้นสื่อสโมสรจึงมีความสำคัญต่อการอัพเดทข่าวสารความเคลื่อนไหวของทีมผ่านโซเชี่ยล (ปัจจุบันแฟนเพจ ลาวโตโยต้าเอฟซี มียอดกดไลค์ กว่า 2 หมื่น 3 พันคนแล้ว)  

FFT TH : ปีแรกมีทีมงานหลักๆกี่คน?

ภูเบศ : 2 คน

FFT TH : ห๊ะ?

ภูเบศ : (หัวเราะ) ก็มีผมในฐานะผู้จัดการทั่วไป และก็น้องในทีมที่จะคอยดูแลเกี่ยวกับงานด้านสื่อสโมสร พวกนักฟุตบอลตื่นเต้นมากๆ ตอนที่เราถ่ายภาพนิ่งในห้องสตูดิโอ เพื่อทำโปรไฟล์นักเตะกัน มันก็เหนื่อยแหละ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้ อย่างที่บอกตอนอยู่ที่เทโรฯ ผมก็เคยทำอะไรหลายๆอย่างมาแล้ว

สมัยทำงานให้กับบีอีซี เทโรศาสน เขาต้องเรียนรู้งานหลายด้าน

FFT TH : พูดถึงฝีเท้านักเตะลาวเป็นอย่างไรบ้าง?

ภูเบศ : ผมมองว่า...ความจริงด้วยสรีระร่างกาย มันทำให้ทักษะและพรสวรรค์ของนักเตะลาวไม่ได้ด้อยไปกว่าไทยนักหรอก แต่ว่าด้วยความที่ระบบการแข่งขันฟุตบอลตั้งแต่รากหญ้า และเยาวชน มันไม่ได้เข้มข้นเหมือนกันที่ไทย ตลอดจนฟุตบอลลีกก็ยังไม่ได้มีระบบที่เข้มแข็งเต็มที่ มันเลยทำให้ผู้เล่นลาว ยังเป็นรอง แต่ถ้าพูดถึงพรสวรรค์...ผมคิดว่าไม่ต่างกัน

FFT TH : เป้าหมายแรกตอนมาที่นี่ละ?

ภูเบศ : อย่างที่บอกว่าเราต้องการทำให้ทีมมีความเป็นมืออาชีพในระดับสากล การวางโครงสร้าง รูปแบบการจัดการให้ดีพอจะผ่านคลับไลเซนซิ่งของสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย หรือ เอเอฟซี คือ สิ่งที่ต้องการ โดยมองไว้สัก 3 ปี ปีแรกพัฒนาด้านการประชาสัมพันธ์ใหม่ชื่อเสียงภายในประเทศ และจากนั้นอีก 2 ปีก็ทำให้ย่านอาเซียนเริ่มรู้จักเรามากขึ้น ซึ่งเราก็ค่อนข้างประสบความสำเร็จ เพราะในปีแรกเรามีแฟนบอลเข้ามาชมเกม โดยเฉลี่ยประมาณ 2,000 กว่าคน... เราอาจจะโชคดีด้วยที่เตะที่สนามกีฬามหาวิทยาลัยแห่งชาติของลาว ทำให้ทีมฟุตบอลเราติดตาคนได้ง่าย

FFT TH : แล้วต้องเป็นแชมป์เลยไหม?

ภูเบศ : เราได้ เดวิด บูธ อดีตโค้ชทีมชาติลาว, บีอีซี เทโรศาสน และศรีสะเกษ เอฟซี ชาวอังกฤษเข้ามาสู่ทีมในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2014 แต่ทีแรกเราไม่ได้หวังไกลขนาดเป็นแชมป์ แค่ก็ต้องทำให้ติด 1 ใน 3…สิ่งสำคัญ คือ ทีมเยาวชนรุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี ที่วางรากฐานไว้ ส่วนทีมชุดใหญ่นั้นก็พยายามดึงผู้เล่นเข้ามาสู่ทีมให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งนักเตะท้องถิ่น รวมถึงต่างชาติ ซึ่งมีการกำหนดโควต้าไว้ 8 คน ปีแรกผมดึงนักเตะญี่ปุ่นเข้ามา 2 - 3 คน มี คาซูโอะ ฮอมมะ คนนี้เคยไปขอเทสต์กับ เทโรฯ และ แดน อิโตะ ที่เคยเล่นที่เมืองไทยสั้นๆ เมื่อ 10 กว่าปีก่อน

ภาพที่คุ้นตาของแฟนบอล เพราะเขามักจะนั่งข้าง เดวิด บูธ กุนซือชาวอังกฤษที่ซุ้มม้านั่งเสมอๆ

FFT TH : โครงสร้างลีกลาวเป็นอย่างไร

ภูเบศ : ที่สปป.ลาว ปีนี้มีทั้งหมด 11 ทีม ส่วนใหญ่เล่นที่เวียงจันทน์กันเกือบหมด ความจริงทางสหพันธ์ฯ ก็อยากจะให้กระจายทีมไปยังต่างจังหวัด แต่มันก็ต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไป จะมีก็แค่จำปาสัก กับ สะหวันนะเขต ที่เป็นทีมต่างจังหวัด ส่วนทีมที่เก่งๆ เงินหนาๆ ก็คือ ล้านช้าง ยูไนเต็ด, ฮองอัน อัตตะปือ ซึ่งเจ้าของเป็นชาวเวียดนาม ซึ่งสุดท้ายแล้วพวกเขาเป็นแชมป์ และเราเป็นรองแชมป์ในปี 2014 ปีแรกที่ผมเข้ามาทำ ซึ่งมันก็เป็นไปตามเป้า…

FFT TH : พอตามเป้าปุ๊บ?

ภูเบศ : ทีนี้ปีต่อมา ประธานฯ ก็ขอแชมป์เลย (ฮา)

FFT TH : กดดันไหม?

ภูเบศ : มันก็...กดดันแหละ แต่ผมว่าโค้ชกดดันสุด ไม่ใช่ผมหรอก...แต่ล้านช้าง ยูไนเต็ด ที่เป็นคู่แข่งสำคัญก็ยังเป็นเจ้าบุญทุ่มเหมือนเดิม สโมสรเรามีเพดานเงินเดือนอยู่ อย่างต่างชาติให้เต็มทีคิดเป็นเงินไทยประมาณ 60,000 บาท แต่ถ้าเป็นล้านช้างฯ นักเตะดังระดับทีมชาติอย่าง คำแพง สะยาวุดทิ หรือ สุอาพร วงศ์เชียงคำ ได้เกินแสนบาทไทยด้วยซ้ำ ส่วนความกดดันในส่วนผมก็เรื่องการบริหารมากกว่า ซึ่งโดยทั่วไปก็มีทิศทางที่ดีขึ้น เราเริ่มมีทีมงานบริหารในสโมสรมากขึ้นจากเดิน 2 คน เป็น 5 คน

FFT TH : ว่าแต่...ในฐานะผู้จัดการทั่วไปสโมสร เครียดไหม เวลาทีมแพ้?

ภูเบศ : ส่วนตัวนั้นปรัชญาการทำงานของผม คือ ทำงานทุกอย่างให้มันเต็มที่ อย่างน้อยก็ให้ได้รู้ว่าเราทำได้แค่ไหน แต่ถามว่าเครียดไหม เวลาทีมแพ้ในฐานะผู้จัดการทั่วไปสโมสร...เอางี้ ความจริงตั้งแต่สมัยผมอยู่กับบีอีซี เทโรศาสน ไม่ต้องมีตำแหน่งสูงหรือใหญ่มากนัก แต่ผมมักอินและเครียดทุกครั้งที่ทีมแพ้ เช่นเดียวกับการทำงานที่ลาว ผมมักนอนไม่หลับเสมอ หากทีมตกเป็นฝ่ายแพ้

Topics