พวกเขาอยู่ที่ไหนกัน? ตามล่าหาแข้งทีมชาติไทยชุดฟุตบอลโลก 2002 รอบคัดเลือก รอบ 3

 นี่ คือ เหล่าขุนพลนักเตะทีมชาติไทยที่เคยได้ชื่อว่าเป็นชุดที่ "เก่ง" ที่สุดในประวัติศาสตร์ลูกหนังไทย...

หลายคนเติบโตมาจากชุด "ดรีมทีม" อันเลืองชื่อ และค่อยๆสร้างความยิ่งใหญ่ในนามทีมชาติไทยขึ้นมาด้วยกัน จนพาทีมชาติไทย เข้าสู่รอบสุดท้ายของการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย ได้เป็นครั้งแรก... 

และเนื่องในวันที่ "ช้างศึก" เจเนเรชั่นใหม่ กำลังจะได้ลงเตะฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบสุดท้ายอีกครั้งในรอบ 15 ปี ... FFT TH จึงขอรำลึกย้อนพากลับไปดูโฉมหน้า 23 ขุนพลที่เคยสร้างประวัติศาสตร์ในชุดฟุตบอลโลก 2002 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 10 ทีมสุดท้าย... บางคนเป็นโรคพุ่มพวงจนต้องลาออกจากงานไปทำไร่ทำสวนที่บ้านเกิด, บางคนเคยเป็นสุดยอดศูนย์หน้าที่ใครๆก็รู้จัก แต่วันนี้กลายเป็นพ่อค้าขายข้าวเหนียวมะม่วง, บางคนกลายเป็นสุดยอดโค้ชระดับประเทศ และบางคนยังไม่แขวนสตั๊ดเลยด้วยซ้ำ! มีใครกันบ้าง และปัจจุบันพวกเขาทำอะไรกันอยู่บ้าง ติดตามได้ที่นี่? 

พรรษา มีสัตย์ธรรม

สุดยอดมือกาวของ “มังกรไฟ”บีอีซี เทโรฯ  จาก จ.ลำพูน คือผู้รักษาประตูมือสองที่พร้อมลงเฝ้าเสาให้ทีมชาติไทยชุดฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนเอเชีย รอบสาม ตลอดเวลา ด้วยผลงานสุดหนึบทั้งในนามสโมสร และทีมชาติในเกมต่างๆ เขาจึงถูก ปีเตอร์ วิธ ส่งชื่อติดทีมชาติไทยไปสร้างประวัติศาสตร์ในทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว

แม้ว่าในการแข่งขันครั้งนั้น เขาไม่มีโอกาสลงช่วยทีมเลยแม้แต่เกมเดียว เพราะหน้าที่ทั้งหมดตกเป็นของ กิตติศักดิ์ ระวังป่า แต่หลังจากจบศึกฟุตบอลโลกหนนั้น เห็นได้ชัดว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ดี ที่ทำให้ พรรษา มีสัตย์ธรรม มีความมั่นใจและเค้นฟอร์มเก่งในนามสโมสรบีอีซี เทโรฯ จนพาทีมคว้ารองแชมป์ฟุตบอล เอเอฟซี แชมเปี้ยนลีกปี 2002  ได้สำเร็จ และเป็นช่วงเวลาที่สุกงอมกับทีมชาติไทยจนกระทั่งปี 2004

ปลายทางของวิถีการเฝ้าเสาของ พรรษา ถูกโยกไปเล่นให้กับสโมสร แบงค็อก ยูไนเต็ด,เชียงราย ยูไนเต็ด , เชียงใหม่ เอฟซี  และ เพื่อนตำรวจ แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวนับตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา เขาเริ่มขยับตัวเองไปเป็นผู้ฝึกสอนผู้รักษาประตูควบคู่กันไปด้วย  และพัฒนาตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆ จากงานระดับสโมสรในฐานะหัวหน้าผู้ฝึกสอน ไปสู่โค้ชผู้รักษาประตูทีมชาติชุดยู-23 ก่อนที่จะขยับ เข้ารับงานในชุดใหญ่ยุคของ “โค้ชซิโก้”

นอกจากตัว “ซูเปอร์เค” และเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง จะเคยพาทีมชาติไทยผ่านเข้าสู่รอบ 10 ทีมสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนเอเชีย ในฐานะนักเตะได้แล้ว ทั้งสองคนต่างก็หวังว่าจะทำได้อีกครั้งในบทบาทผู้ฝึกสอนของทัพ “ช้างศึก” ในปีนี้

นิรุจน์ สุระเสียง

นักเตะที่อายุน้อยที่สุดในทีมชาติไทยชุดลุยศึกฟุตบอลโลกรอบโซนเอเชีย รอบสาม “ตั้ม”นิรุจน์ สุระเสียง เด็กหนุ่ม วัย  21  ปี จาก จ.ราชบุรี สังกัดสโมสร บีอีซี เทโรฯ ยึดตำแหน่งตัวจริงในสนามได้ถึง 7 เกม เช็คชื่อขาดครั้งเดียวเท่านั้นในเกมสุดท้ายที่บุกไปเยือน ซาอุดิอาระเบีย นัดปิดทัวร์นาเมนต์

ทั้ง 7 แมตซ์ เขาลงเล่นในหลากหลายตำแหน่งทั้ง แบ๊คขวา ที่เป็นตัวเลือกแรกของทัพ “ช้างศึก” หรือบางเกมก็ขยับไปรับบทบาทกองกลางตัวรับที่ถนัด ก่อนศึกฟุตบอลโลกเขามีชื่อติดทีมชาติสองชุด ทั้งชุดใหญ่และซีเกมส์  ซึ่งในรายการซีเกมส์ที่ประเทศมาเลเซียครั้งนั้น มีการกำหนดอายุผู้เล่นไม่เกิน 23 ปี แต่ภายหลังการปรึกษาหารือกัน ผู้บริหารและสต๊าฟฟ์ตัดสินใจเลือกให้ เขาไปรับใช้ทีมชาติไทยชุดใหญ่แทน  จะว่าไปแล้วฝีเท้าและอายุของเขา อาจยังดูเร็วเกินไปสักหน่อยที่จะรับภารกิจระดับทวีป

แต่ด้วยความที่อายุน้อยสุดในทีม หน้าที่ประจำยามที่ต้องออกเดินทางไปต่างประเทศของเขาและ สุธี สุขสมกิจ รวมไปถึง ทนงศักดิ์ ประจักกะตา คือการยกของและตรวจเช็คกระเป๋าของรุ่นพี่ให้ครบตามจำนวน เพราะตอนนั้นเจ้าหน้าที่ทีมและสต๊าฟฟ์โค้ชเองมีไม่มากนัก สิ่งที่ทำได้คือการร่วมแรงร่วมใจช่วยเหลือกัน แบบพี่น้องทั้งในและนอกสนาม

จบศึกบอลโลกหนนั้น นิรุจน์ ค้าแข้งต่อในเมืองไทย อีกหนึ่งปี แต่เป็นช่วงเวลาที่เขาจำไม่ลืม เพราะพลาดติดทัพ “ช้างศึก” ไปเล่นในรายการเอเชียนเกมส์ ที่เกาหลีใต้ ซึ่งนับเป็นครั้งที่สองที่เขาไม่ได้ร่วมหัวจมท้ายกับเพื่อนร่วมทีมเนื่องจากมีอาการบาดเจ็บจากเกมลีกนัดที่ลงสนามพบกับท่าเรือ  ก่อนที่จะลัดฟ้าย้ายไปค้าแข้งในวี-ลีก เวียดนามกับ บินห์ เดือง, ฮอง อัน ยา ลาย และ นาวีแบงค์ ไซง่อน ใช้เวลาถึง 10 ปี เต็ม บนแผ่นดินเหงียน จนได้รับชื่อเวียดนามว่า “ดอน หว่าน นิรุต”

หลังจบเส้นทางการค้าแข้งต่างแดน ช่วงบั้นปลายอาชีพนักเตะ เขาก็กลับมาโลดแล่นในไทยลีกอีกครั้ง กับ บางกอกกล๊าส, สุพรรณบุรี และ อาร์มี่ ยูไนเต็ด เป็นสโมสรสุดท้าย ก่อนประกาศแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการในช่วงปี 2014 พร้อมกับเริ่มศึกษางานด้านโค้ชเป็นผู้ช่วยของ อิสระ ศรีทะโร กับทีม “สุภาพบุรุษวงจักร”

นักเตะที่อายุน้อยที่สุดในฟุตบอลโลกครั้งนั้น ขยับตัวเองมาเป็นผู้ช่วยผู้ฝึกสอนในสโมสรฟุตบอลบางกอกกล๊าส เอฟซี และกำลังจะเข้าอบรมหลักสูตร บี ไลเซ่นส์ ของสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชียในช่วงปลายปีนี้ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายในการเป็นเฮดโค้ชสโมสรฟุตบอลอาชีพในอนาคต

Pages