พยัคฆ์ร้ายแห่งเอเชีย : เมื่อแข้งโสมระบือไกลถึงยุโรป

ปฎิเสธไม่ได้ว่า นอกจากญี่ปุ่นแล้ว เกาหลีใต้ ก็เป็นหนึ่งในชาติมหาอำนาจของเอเชีย ที่สามารถส่งนักเตะออกไปค้าแข้งในยุโรปได้อย่างต่อเนื่อง และสร้างชื่อได้ในเวทีแห่งนั้น...

ซง ฮึงมิน คือบทพิสูจน์รายล่าสุด หลังย้ายไปร่วมทัพ “ไก่เดือยทอง” ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ส ด้วยค่าตัวแพงระยับถึง 30 ล้านยูโร พร้อมกลายเป็นนักเตะที่มีค่าตัวแพงที่สุดของเอเชีย ทว่ากว่าที่นักเตะพลังโสม จะกลายเป็นที่ยอมรับ และมีค่าตัวสูงถึงระดับนี้ได้ พวกเขาต้องฝ่าฟันอะไรมาบ้าง FourFourTwo ขออาสาพาย้อนไปตั้งแต่จุดเริ่มต้นกัน....

ชา บอมกอน - จุดกำเนิดพยัคฆ์ร้ายในยุโรป

แม้จะเป็นชาติแรกๆของเอเชีย ที่สามารถผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย แต่เส้นทางสู่เวทียุโรปของแข้งจากแดนโสมกลับตามหลังญี่ปุ่นคู่รักคู่แค้นของพวกเขาอยู่หนึ่งก้าว

หนึ่งปีหลังจาก ยาซุฮิโกะ โอคุเดระ กองกลางเลือดซามูไร ไปเล่นในกับ เอฟซี โคโลญจน์ ในแดนเมืองเบียร์ ชา บอมกอน กองหน้าที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของเกาหลีใต้ได้โอกาสเดินตามเพื่อนร่วมทวีป หลังย้ายไปร่วมทัพ ดาร์มสตัดท์ ทีมน้องใหม่ของบุนเดสลีกาในขณะนั้น

แม้ว่าจะมีโอกาสลงเล่นให้ ดาร์มสตัดท์ เพียงแค่เกมเดียว หลังจากต้องกลับไปเคลียร์เรื่องการเป็นทหารในบ้านเกิด แต่ฝีเท้าของเขาก็ไปเตะตา ฟรีเดล รอยช์ กุนซือของ ไอทรัค แฟรงค์เฟิร์ต เข้าอย่างจัง และได้ดึงตัวมาร่วมทีมในที่สุด

ชา บอม กอน สมัยค้าแข้งในเยอรมัน

"เราได้เห็นเขาตั้งแต่ทัวร์นาเมนต์ที่เกาหลีใต้ ไม่มีนักเตะคนไหนที่ทำให้ผมแน่ใจได้อย่างรวดเร็วเท่าเขาในการทดสอบฝีเท้า เขาเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมที่สุด และเป็นกองหน้าที่มุ่งมั่นมากที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา" รอยช์ให้สัมภาษณ์กับ Bundesliga.comในอีก 30 ปีให้หลัง

และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของตำนานดาวยิงจากเอเชีย เมื่อบอมกอน สามารถระเบิดฟอร์มได้อย่างสุดยอดในสีเสื้อของแฟรงค์เฟิร์ต ซัดไปถึง 15 ประตูจาก 46 นัดในทุกรายการ พาทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า คัพ มาครองได้ทันทีในฤดูกาลแรก พร้อมกลายเป็นนักเตะเอเชียคนแรกในประวัติศาสตร์ที่มีโอกาสได้ชูถ้วยยุโรป

จากสภาพร่างกายที่แข็งแกร่ง และการพังตาข่ายคู่แข่งที่เฉียบคม ทำให้ บอมกอน สถาปนาขึ้นมาเป็นหนึ่งในกองหน้าที่อันตรายที่สุดของบุนเดสลีกาอย่างรวดเร็ว และได้รับฉายาจากสื่อเยอรมันว่า "ชาบูม" (Tscha Bum) จากการยิงประตูที่รุนแรงดังสายฟ้าฟาด

บอมกอน ยังคงทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่องให้กับ แฟรงค์เฟิร์ต ผลิตสกอร์ให้ทีมได้ถึง 46 ประตูจาก 122 นัดตลอด 4 ปีในถิ่นวัลด์สตาดิโอน พาทีมคว้าแชมป์ เดเอฟเบ โพคาล มาครองได้อีกใบ ก่อนจะย้ายไปร่วมทัพ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน อีกหนึ่งทีมยักษ์ใหญ่ของเยอรมันในปี 1983

แม้จะเปลี่ยนสีเสื้อ แต่ความยอดเยี่ยมของ "ชาบูม" ก็ยังไม่เปลี่ยน เมื่อยังคงพังประตูได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ และมีส่วนสำคัญช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า คัพมาครองได้ในปี 1988 หลังเป็นผู้โหม่งประตูที่ 3 ในเกมนัดชิงชนะเลิศนัดที่ 2 ช่วยให้สกอร์รวมเสมอกับเอสปันญอล และจะเอาชนะไปได้ในการดวลลูกจุดโทษ

ก่อนที่อีก 2 ปีหลังได้ชูถ้วยยุโรปใบที่ 2 เขาจะประกาศแขวนสตั๊ดด้วยวัย 36 ปี พร้อมฝากสถิติอันยอดเยี่ยมด้วยการซัดไปถึง 98 ประตูจาก 308 นัดในบุนเดสลีกา ที่นับจนถึงวันนี้ยังไม่มีแข้งเอเชียคนไหนทำลายลงได้

บอมกอน 2 ที่หายไป

มาตรฐานอันยอดเยี่ยมของ บอมกอน กลายเป็นเหมือนดาบสองคมให้กับแข้งเลือดโสมในรุ่นต่อมา เมื่อไม่มีใครสามารถแจ้งเกิดในเวทียุโรปได้เลยหลังจากนั้น

พาร์ค ซังอิน เดินตามรอยรุ่นพี่มาค้าแข้งในบุนเดสลีกากับ ดุยส์บวร์ก ในปี 1983 และก็ต้องพบกับความล้มเหลว เมื่อได้รับโอกาสลงสนามเพียง 2 นัด ก่อนจะซมซานกลับประเทศไปอย่างบอบช้ำ

9 ปีต่อมา คิม จูซุง ขอเป็นตัวแทนแข้งเกาหลีใต้ในการพิสูจน์ฝีเท้าในเวทียุโรป แม้จะทำผลงานได้ไม่เลว แต่ก็ไม่หวือหวา ก่อนจะกลับไปค้าแข้งในบ้านเกิดในอีก 10 ปีต่อมา

ปี 2000 อาห์น จุงวาน กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์เกาหลีใต้ หลังย้ายไปร่วมทัพ เปรูจา ด้วยสัญญายืมตัว ซึ่งทำให้เขากลายเป็นแข้งเลือดโสมคนแรกในประวัติศาตร์ลีกอิตาลี

อาห์น จุงวาน เป็นแข้งเลือดโสมคนแรกในประวัติศาตร์ลีกอิตาลี

อย่างไรก็ดี กองหน้ารูปหล่อ กลับไม่สามารถแจ้งเกิดได้ในลีกแห่งนี้ ยิงให้ทีมไปเพียง 5 ประตูจาก 30 เกมตลอด 2 ฤดูกาล แถมเขายังเคยให้สัมภาษณ์ว่าถูกแบ่งแยกและกลั่นแกล้งจาก มาร์โก มาเตรัสซี ซึ่งเป็นกัปตันทีมในตอนนั้นอีกด้วย

และชื่อเสียงของนักเตะจากแดนโสมก็ถูกลืมเลือนไปจากเวทียุโรปกว่า 10 ปี

ฟุตบอลโลก 2002 เวทีแจ้งเกิดแข้งโสม

หลังจากนักเตะเลือดโสมเอาชื่อไปทิ้งไว้บนผืนแผ่นดินยุโรปคนแล้วคนเล่า เวลาล่วงเลยมาจนถึงปี 2002 เกาหลีใต้มีโอกาสได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกร่วมกับญี่ปุ่น ก่อนที่พวกเขาจะทำให้ทั่วโลกหันกลับมามองนักเตะจากเอเชียอีกครั้งหลังจบทัวร์นาเมนต์นั้น

แข้งพลังโสมหักปากกาเซียนจากทุกสำนัก กลายเป็นทีมม้ามืดสร้างเซอร์ไพรส์เอาชนะอิตาลีได้อย่างเหลือเชื่อในช่วงต่อเวลาพิเศษจากลูกโหม่งสะท้านโลกของ อาห์น จุงวาน และล้มสเปนในการดวลจุดโทษ ทะลุผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศได้เป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ของเอเชีย

ความสำเร็จของทีมชาติเกาหลีใต้ในฟุตบอลโลก 2002 นับเป็นเวทีที่ช่วยให้แข้งโสมได้กลับมาผงาดบนเวทีลีกยุโรปอีกครั้ง

แม้จะพ่ายต่อเยอรมันอย่างเฉียดฉิวในรอบ 4 ทีมสุดท้าย และปราชัยต่อตุรกีในนัดชิงที่ 3 แต่หลังฟุตบอลโลก 2002 นักเตะเลือดโสมก็กลายเป็นสินค้าขายดีของประเทศ

พาร์ค จี ซอง และ อี ยอง พยอ ถูก กุดส์ ฮิดดิงค์ อดีตกุนซือเกาหลีใต้หนีบไปเล่นที่ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ในลีกเนเธอร์แลนด์ เช่นเดียวกับ อี ชุนซู (เรอัล โซเซียดัด), อี อึล ยอง (แทรปซอนสปอร์) และ ซอง ชองกุ๊ก (เฟเยนูร์ด) ที่ต่างได้เดินตามความฝันในการย้ายมาค้าแข้งในยุโรป

ก่อนที่มันจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานคนต่อไป

...ติดตามเรื่องราวของตำนานบทใหม่เลือดโสมขาวได้ในหน้าถัดไป...