ปิดตำนาน 31 ปีของ ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ ผู้พลิกโฉมวงการลูกหนังอิตาลีและยุโรป

หลังจากที่ดำรงตำแหน่งประธานสโมสรของ เอซี มิลาน มาถึง 31 ปี ยุคสมัยของ ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ ในฐานะตำแหน่งประธานสโมสรของ เอซี มิลาน ก็จบลง เมื่อการขายทีมนั้นได้บทสรุปเป็นที่เรียบร้อย วันนี้ FourFourTwo จะพาทุกท่านไปรู้จักกับเรื่องราวของชายผู้เข้ามาพลิกโฉม มิลาน, วงการฟุตบอลอิตาลี และ ประวัติศาสตร์ลูกหนังยุโรป…

เช้าวันที่ 8 กรกฎาคม 1986 สาวก “ปีศาจแดงดำ” กว่า 10,000 คน ยืนรออยู่แถวปราสาทสฟอร์เซสโก้ สัญลักษณ์แห่งหนึ่งของสุดยอดเมืองแฟชั่นของโลก เพื่อดูพิธีการบางอย่างที่กำลังจะเริ่มขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ โดยงานนี้ถึงกับต้องใช้เฮลิคอปเตอร์หลายลำ เพื่อเปิดตัวอย่างตระการตา

และเมื่อเฮลิคอปเตอร์มาถึง ทุกสิ่งทุกอย่างก็เริ่มต้น โดยคนแรกที่ลงมาจากเจ้าเครื่องเหล็กใหญ่ คือ ฟรังโก้ บาเรซี่ กัปตันทีม ต่อด้วยผู้บริหารสโมสรและทีมสต๊าฟโค้ช(หนึ่งในนั้น คือ ฟาบิโอ คาเปลโล่ ในวัยละอ่อน) และปิดท้ายที่เจ้าของสโมสรคนใหม่อย่าง ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่..

หลังจากโบกมือทักทายแฟนๆเรียบร้อยแล้ว แบร์ลุสโคนี่ ก็รับไมโครโฟนจากพิธีกร ก่อนร่ายสุนทรพจน์ยาวกว่าครึ่งชั่วโมง โดย เจ้าของทีมคนใหม่(ซื้อทีมตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 1986) เล่าถึงความเป็นมิลานิสต้าพันธุ์แท้(แม้มีข่าวลือว่าจริงๆแล้ว เขาเป็นแฟน “งูใหญ่” ตัวยงตั้งแต่เด็ก) ไปจนถึงความฝันหลังจากนี้อีกมากมาย

ก่อนที่ประวัติศาสตร์ก็เริ่มขึ้น..

Berlusconi

เปิดตัวเยี่ยงราชา

ตกต่ำสุดๆ

ในช่วงยุคต้น 80 นั้นไม่ใช่ช่วงเวลาที่น่าอภิรมณ์ของ มิลาน เลย โดยตอนนั้น พวกเขามีคู่หูชาวผู้ดีอย่าง มาร์ค เฮทลี่ย์ และ เรย์ วิลกิ้นส์ ที่ทำผลงานกันไม่ค่อยดีเท่าไร ขณะเดียวกัน เจ้าของในตอนนั้นอย่าง จูเซปเป้ ฟารีน่า ก็ไม่ค่อยมีเงินที่จะทุ่มให้กับสโมสรอีกด้วย

พวกเขายังโดนปรับตกชั้นไปสู่ เซเรียบี ในปี 1980 เนื่องจากมีส่วนพัวผันในข้อหาพัวพันกับคดีการล้มบอลของประธานสโมสร

อีกทั้งพวกเขายังโดนปรับตกชั้นไปสู่ เซเรียบี ในปี 1980 เนื่องจากมีส่วนพัวผันในข้อหาพัวพันกับคดีการล้มบอลของประธานสโมสร แม้ว่าหนึ่งปีก่อนหน้านั้น “ปีศาจแดงดำ” จะเพิ่งคว้าถ้วยสคูเด็ตโต้มาได้เป็นครั้งที่ 10 ก็ตาม(และได้สวมเสื้อติดดาวดวงแรก) ก่อนที่ในเวลาต่อมา มิลาน จะปีนป่ายกลับขึ้นมาสู่ เซเรียอา ได้อีกครั้ง

ช่วงเวลาหลังจากนั้น ยักษ์ใหญ่แห่งอิตาลี พยายามคว้านักเตะดังๆมาหลายราย ไม่ว่าจะเป็น โจ จอร์แดน จาก แมนฯยูไนเต็ด  หรือจะเป็นตำนานอย่าง ลูเธอร์ บลิสเซ็ตต์ ที่คว้าตำแหน่งดาวยิงสูงสุดยุโรปกับ วัตฟอร์ด มาแล้ว

Baresi

ฟรังโก้ บาเรซี่ คือ จุดเริ่มยุคยิ่งใหญ่ของมิลาน

อย่างไรก็ตาม บลิสเซ็ตต์ กลับล้มเหลวกับชีวิตในแดนรองเท้าบู้ต ทำให้สุดท้าย มิลาน ต้องหันไปคาดหวังกับ ฟรังโก้ บาเรซี่ ในวัยเพียง 18 ปี ที่ถูกยกย่องจากสื่อมวลชนในเวลานั้นว่า เป็น “นิว ฟร้านซ์ เบ็คเค่นบาวเออร์” เพื่อสร้างทีมกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

ผู้ดีบุก

พวกเขาเป็นมืออาชีพสุดๆ เป็นคนดัง น่าเสียดายที่ทุกอย่างมันผิดเวลาไปหมด มิลานไม่เคยได้สิ่งที่สุดจากเขาทั้งสองคน

- ฟรังโก้ บาเรซี่

การมาของ มาร์ค เฮทลี่ย์ และ เรย์ วิลกิ้นส์ ในปี 1984 ถือว่าเป็นข่าวใหญ่สำหรับวงการฟุตบอลมะกะโรนีในตอนนั้น โดย ฟารีน่า พยายามบอกทุกคนว่า นี่คือผู้เล่นชั้นยอดของอังกฤษ

“พวกเขาเป็นเหมือนอ็อกซิเจนของเรา” บาเรซี่ รำลึก “พวกเขาเป็นมืออาชีพสุดๆ เป็นคนดัง น่าเสียดายที่ทุกอย่างมันผิดเวลาไปหมด มิลานไม่เคยได้สิ่งที่สุดจากเขาทั้งสองคน”

อันที่จริง สองดาวเตะจากอังกฤษ ก็ไม่ได้ล้มเหลวในอิตาลีซะเดียว เพราะอย่าง วิลกิ้นส์ ก็ฝากแอสซิสต์สวยๆในความทรงจำได้หลายครั้ง เช่นเดียวกับ เฮทลี่ย์ ที่ได้ย้ายมาเพราะ คาเปลโล่ ที่ตอนนั้นยังเป็นเพียงสต๊าฟโค้ชของทีม เกิดไปเตะตาฟอร์มการยิงประตูในเกมอุ่นเครื่อง รุ่นอายุต่ำกว่า 21 ปี ระหว่าง อังกฤษ กับ บราซิล

Capello

คาเปลโล่สมัยยังหนุ่มแน่น

“ผมจำไม่ค่อยได้ว่ามันเกิดขึ้นยังไง แต่เท่าที่จำได้ คือ โทรศัพท์ผมดัง และในสาย คือ เรย์ วิลกิ้นส์” เฮทลี่ย์ ย้อนอดีต “ตอนนั้น เขาเพิ่งเซ็นสัญญากับมิลาน และเขาโดนสั่งให้โทรหาผม เพื่อชวนผมไปเล่นที่อิตาลี”

และนั่นคือจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ของ อดีตยักษ์ใหญ่แห่งยุโรป

เริ่มต้นใหม่

ภายใต้การคุมทีมของ อดีตตำนานของทีมในยุค 50 อย่าง นีลส์ ลีดโฮล์ม นั้น “ปีศาจแดงดำ” กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยในช่วงปี 1985 มิลาน กลับมาติดท็อปเท็นของตารางอีกครั้งในรอบหลายปี แต่เรื่องนอกสนามนั้น ยังคงเป็นปัญหาสำหรับพวกเขา เพราะ เจ้าของทีมอย่าง ฟารีน่า ไม่ยอมใช้เงินในการลงทุนอีกต่อไป

ปัญหา คือ ผู้เล่นในทีมยังไม่ได้รับค่าแรงหลายสัปดาห์ เช่นเดียวกับ แมนฯยูไนเต็ด ที่ยังคงรอคอยค่าตัวที่เหลือของ วินกิ้นส์ อีก 600,000 ยูโร และนั่นทำให้ทุกภาคส่วนในสโมสรกังวลว่า พวกเขาอาจจะตกงานเมื่อไรก็ได้..

ทว่า สุดท้าย ทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดี โดย ในเดือนธันวาคม ปี 1985 ฟารีน่า ตัดสินใจประกาศขายทีม ก่อนที่อีกไม่กี่วันต่อมา สื่อหลายสำนักจะรายงานว่า ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ จะเข้ามาเป็นเจ้าของสโมสรคนใหม่

แบร์ลุสโคนี่ เกิดที่ มิลาน ในปี 1936 โดยเขาเคยผ่านงานมาทั้งลูกเรือ, คนจัดอีเวนท์แต่งงาน, เซลล์แมนที่เดินเคาะตามบ้าน ก่อนจะมามีชื่อเสียงจากการสร้างเมืองใหม่ชื่อ “มิลาโน่ ดิว” จนทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น หลังจากนั้น แบร์ลุสโคนี่ ผันตัวเองไปจับงานด้านสื่อมวลชน ก่อนที่จะประสบความสำเร็จล้นหลาม จนทำให้เริ่มร่ำรวยมากขึ้นเรื่อยๆในช่วงปลายยุค 70

Berlusconi media

เริ่มรวยจากธุรกิจสื่อสารมวลชน

ในปี 1980 ชาวมิลานคนนี้ ได้เข้าซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดกีฬาเป็นครั้งแรก โดย แบร์ลุสโคนี่ เลือกทัวร์นาเมนต์ มุนเดียลีโต ที่ อุรุกวัย ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีฟุตบอลโลก โดยทุกเกมถูกถ่ายทอดสดผ่านช่องของเขาอย่าง Canale 5 ก่อนที่ในปี 1984 แบร์ลุสโคนี่ จะกว้านซื้อช่องโทรทัศน์อีกสามประเทศ

แบร์ลุสโคนี่ กลายเป็นประธานสโมสรคนที่ 20 ของมิลาน พร้อมกับเข้ามาเป็นความหวังใหม่ของ มิลานิสต้า ทุกคน

และหลังจากได้ข่าวเรื่องปัญหาทางการเงินของทีมบ้านเกิด ทำให้ แบร์ลุสโคนี่ ตัดสินใจโดดลงมาเจรจากับ ฟารีน่า

ซึ่งการเจรจาเบื้องต้นผ่านไปด้วยดี แต่สิ่งที่ทำให้ แบร์ลุสโคนี่ ต้องตกใจก็คือ มิลานติดหนี้มหาศาล ซึ่งเชื่อได้ว่า ส่วนใหญ่เกิดจากการทุจริตของ ฟารีน่า เอง จนทำให้ ฟารีน่า ต้องรีบหนีออกนอกประเทศ และทิ้งให้ โรซาริโอ โล เวอเด ประธานสโมสรวัย 71 ปี เจรจาเพื่อช่วยทีมต่อไป

สุดท้ายทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี โดยข้อเสนอ 40 ล้านลีร์ ทำให้ แบร์ลุสโคนี่ กลายเป็นประธานสโมสรคนที่ 20 ของมิลาน พร้อมกับเข้ามาเป็นความหวังใหม่ของ มิลานิสต้า ทุกคน

Berlusconi cake

ตอนเฉลิมฉลองครบ 10 ปีกับการเป็นเจ้าของมิลาน

ด้วยความที่ฤดูกาลนั้นใกล้จะจบลงแล้ว ทำให้ แบร์ลุสโคนี่ ยังไม่สามารถทำอะไรได้มาก แต่ข่าวลือที่เขาอยากได้ตัว ดิเอโก้ มาราโดน่า มาร่วมทีม ก็ทำให้แฟนๆเชื่อมั่นว่า ยุคสมัยที่ยิ่งใหญ่กำลังจะกลับมา

“มันเป็นความรู้สึกที่ว่า ชายคนนี้จะมากอบกู้พวกเรา เขาจะพาเรากลับไปสู่ระดับที่เคยอยู่ พาเราไปแข่งกับทีมอื่นๆได้อีกครั้ง ไม่ใช่แค่ในอิตาลีด้วย แต่เป็นทั้งยุโรปเลย” ฟรังโก้ บาเรซี่ ที่ตอนนั้นอยู่กับทีมมา 5 ปีแล้ว กล่าว

มันเป็นความรู้สึกที่ว่า ชายคนนี้จะมากอบกู้พวกเรา เขาจะพาเรากลับไปสู่ระดับที่เคยอยู่ พาเราไปแข่งกับทีมอื่นๆได้อีกครั้ง ไม่ใช่แค่ในอิตาลีด้วย แต่เป็นทั้งยุโรปเลย

- ฟรังโก้ บาเรซี่

ยุคสมัยของพวกเรา

ดั่ง มิลาน ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง

“ผมจำวันนั้นได้ดี เหมือนมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้” บาเรซี่ อธิบาย “มันไม่ใช่แค่เฮลิคอปเตอร์ที่ยิ่งใหญ่ แต่มันคือเรื่องของความรู้สึกที่ว่า หลังจากนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างจะดีขึ้นและจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว”

ทุกอย่างในสโมสรดูดีขึ้นหมด ไม่ว่าจะเป็นสื่อหลายรายที่หันมาประชาสัมพันธ์ช่วยทีมมากขึ้น หรือจะเป็นแฟนบอล ที่รวมพลังขอบคุณการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ด้วยการซื้อตั๋วปี เป็นสถิติถึง 60,000 ใบ

Sacchi

อาร์ริโก้ ซ้าคคี่ ผู้เข้ามาสร้างประวัติศาสตร์

อย่างไรก็ตาม ผลงานในสนามของพวกเขา ยังทรงๆทรุดๆ โดยภายใต้การคุมทีมของ นีลส์ ลีดโฮล์ม มิลานยังคงไม่มีผลงานที่ไม่น่าพอใจ จนทำให้สาวก “รอสโซเนรี่” พากันด่าและเรียกร้องให้ แบร์ลุสโคนี่ ปลด อดีตตำนานชาวสวีดิช ออกจากตำแหน่ง

และในที่สุด ทุกอย่างก็เป็นจริง โดย ลีดโฮล์ม ถูกปลดในเดือนมกราคม 1987 พร้อมกับได้ คาเปลโล่ ในวัยหนุ่มเข้ามาคุมทีมชั่วคราว โดย กุนซือชาวอิตาเลียน รับหน้าที่ขัดตาทัพชั่วคราว เพื่อรอให้ อาร์ริโก้ ซ้าคคี่ เสร็จภารกิจกับ ปาร์มา ก่อนที่จะมาคุมทีมหลังปิดฤดูกาล  

และนั่นคือ จุดเริ่มต้นยุคใหม่ของ มิลาน อย่างแท้จริง

ทว่า มันคือจุดเริ่มต้นของจบของสองดาวเตะชาวอังกฤษอย่าง เฮทลี่ย์ และ วินกิ้นส์…

Hateley

อย่างน้อยประตูในเกมดาร์บี้แมตช์ ก็ทำให้ เฮทลี่ย์ เป็นที่จดจำของหลายคน