Analysis

ปิดตำนาน : รวมสโมสรไทยลีกที่หายสาบสูญ ตอนที่ 2

We are part of The Trust Project What is it?

พนักงานยาสูบ (1963-2016)

ตัวเลข 53 ปี บ่งบอกถึงความเป็นสโมสรเก่าแก่ ของ “สิงห์อมควัน” ที่เคยผ่านจุดสูงสุดในเถลิงถ้วยแชมป์ไทยลีก ไปจนถึงจุดตกต่ำที่ต้องหยุดแข่งไปนานถึง 12 ปี หรือแม้กระทั่งช่วงที่ต้องกลายเป็นทีมพเนจรย้ายถิ่นฐานไปเรื่อย และปิดตัวเองลงไปอย่างเงียบๆ

“พนักงานยาสูบ” มีจุดเริ่มต้นจากแนวคิดการทำทีมฟุตบอลประจำองค์กร ของ เศรณี จินวาลา ก่อนที่ไอเดียของ เศรณี จะได้รับอนุมัติและสนับสนุนโดย พลเอกหลวงสุทธิสารวรรณกร (สุทธิ สุขะวาที) ผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ และนายกสมาคมพนักงานยาสูบในเวลานั้น ให้เดินหน้าจัดตั้งทีมฟุตบอลพนักงานยาสูบในปี 1963

โดยส่งทีมพนักงานยาสูบ เข้าร่วมกับ สมาคมฟุตบอลฯ ตั้งแต่ระดับถ้วย ง. ใช้เวลาอยู่หลายปี ก่อนจะมาสมหวังเลื่อนชั้นสู่ ถ้วย ค. ในปี 1970 ต่อสู้อยู่อีก 5 ปี จึงได้ขยับมาวัดฝีเกือก กับยอดทีมในเมืองไทย ในถ้วย ข. ปี 1975 แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่สามารถขึ้นชั้นไปเล่นถ้วย ก. ได้สัก จนในปี 1980 พนักงานยาสูบ ตัดสินใจงดส่งทีมเข้าร่วมโม่แข้งฟุตบอลทุกรายการ เว้นช่วงไปนานถึง 12 ปี

ในปี 1992 พนักงานยาสูบ กลับมาปัดฝุ่นส่งทีมฟุตบอลเข้ามาแข่งขันอีกครั้ง แม้จะต้องไปเริ่มต้นใหม่ ในถ้วย ง. แต่การคัมแบ็กครั้งนี้ พวกเขาพกพาความพร้อมมาอย่างเต็มเปี่ยม สามารถคว้าแชมป์ ถ้วย ง. ถ้วย ค. ในห้วงเวลา 2 ปี กระโจนขึ้นมาเล่นถ้วย ข. อย่างรวดเร็วในปี 1994 แต่ต้องอกหักตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย อย่างไรก็ตาม ในปีดังกล่าว พนักงานยาสูบ ประสบความสำเร็จ จากการคว้าแชมป์ ยามาฮ่า ไทยแลนด์ คัพ ครั้งที่ 10 และสมหวังต่อเนื่องด้วยตำแหน่งรองแชมป์ถ้วย ข.ในปีถัดมา ตีตั๋วสู่ การแข่งขันระดับสูงสุดของสโมสร อย่าง ถ้วย ก. ได้เป็นครั้งแรก

ต่อมามีการเปลี่ยนโครงสร้างฟุตบอลอาชีพในไทย ทำให้ สิงห์อมควัน ไม่ได้ลงเล่นถ้วย ก. อย่างที่หวัง แต่ได้สิทธิมาแข่งขัน ฟุตบอล ไทยลีก ครั้งที่ 1 ในปี 1996 แทน น่าเสียดายที่ พนักงานยาสูบ จบอันดับ 13 เป็น 1 ใน 6 ทีมที่ต้องตกชั้นสู่ลีกพระรอง โดย ยาสูบ ใช้เวลานานถึง 4 ฤดูกาล กว่าจะได้กลับมาเล่นบนเวที ไทยลีก อีกครั้ง ในฐานะทีมแชมป์ดิวิชั่น 1 ซีซั่น 2000

การกลับมาเล่นไทยลีกครั้งนี้ พวกเขาต้องยอมรับสถานะตัวเอง ว่าไม่ใช่ทีมเต็ง หรือทีมหัวตาราง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ สิงห์อมควัน จะต้องดิ้นรนหนีตกชั้น 3 ปีติด (2002-2004) ด้วยการจบอันดับ 8 เหมือนเดิมทุกปี กระทั่งฤดูกาล 2004-05 กลายปีที่ไม่มีใครคิดว่าพวกเขาจะสร้างเทพนิยายได้

ก่อนเปิดฤดูกาล พวกเขาเสียนายทวารฝีมือดีอย่าง โกสินทร์ หทัยรัตนกุล แต่การได้กุนซือชาวบราซิลที่ชื่อว่า โชเซ อัลเวส บอร์จีส ผู้เข้ามาสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่พลิกประวัติศาสตร์สโมสรแห่งนี้ไปตลอดกาล

บอร์จีส อดีตเฮดโค้ชเยาวชน เซา เปาโล มาพร้อมทีมงานสตาฟฟ์ชาวแซมบ้า อีกทั้งนักเตะบราซิลแบบจัดเต็ม อาทิ ฟาบิโอ ดา ซิลวา,โชเซ คาร์ลอส ผสมผสานกับแข้งไทย ทั้ง พนิพล เกิดแย้ม, ชัยวุฒิ วัฒนะ, อิทธิพล พูลทรัพย์, หัตฐพร สุวรรณ, สุชมน์ สงวนดี, เจษฎา จิตสวัสดิ์ ฯ รวมถึงการกล้าใช้นายทวารดาวรุ่งอย่าง นริศ ทวีกุล มาเฝ้าเสาเป็นมือ 1 กลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวและดีพอจะเป็นทีมลุ้นแชมป์ เหนือทีมเงินหนาทั้งหลาย

กุนซือชาวแซมบ้า เข้ามาปฏิวัติยาสูบใหม่หมด ตั้งแต่แนวทางการเล่นที่ชัดเจน มาเป็นบอลรับแล้วโต้ ใช้ความเร็ว รูปแบบการฝึกซ้อมที่เข้มข้น ตามแบบฉบับบราซิล และนักบอลของเขาต้องอยู่ในกรอบ ระเบียบ วินัย ที่สโมสรวางไว้

พนักงานยาสูบ ออกสตาร์ทฤดูกาล แบบที่ไม่มีใครจับตามอง แต่ก็เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น หลังจากพวกเขาโกยแต้มได้อย่างต่อเนื่อง จนมาเบียดลุ้นแย่งแชมป์ถึงนัดสุดท้ายกับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และ โอสถสภาฯ ก่อนจะผงาดคว้าแชมป์ไทยลีก 2004-05 ได้อย่างยิ่งใหญ่ ราวเทพนิยาย

ปีต่อมา ยาสูบ พลาดโอกาสไปลุยถ้วย เอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก เนื่องจากลงทะเบียนนักเตะไม่ทัน ส่วนในไทยลีก พวกเขาก็เหมือนเลสเตอร์ที่คว้าแชมป์ได้เหนือความหมาย และเจอกับฤดูกาลที่ 2 ที่ยากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ทุกทีมอยากจะโค่นยาสูบ และไม่มีเกมไหนที่คู่แข่งประมาทพวกเขาอีแล้ว แต่ถึงกระนั้น สิงห์อมควัน ก็ยังได้เบียดลุ้นแชมป์ จนถึงโค้งสุดท้ายเช่นเดิม ก่อนจะจบด้วยอันดับ 4 ตามหลังทีมแชมป์อย่าง ม.กรุงเทพ แค่ 4 คะแนน

จากนั้น บอร์จีส โยกไปคุม การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ผลงานของทีมสิงห์อมควัน ก็ไม่ถึงกับขี้เหร่ จบอันดับ 6 พร้อมกับส่งชื่อของ เนย์ ฟาเบียโน ขึ้นทำเนียบดาวซัลโวสูงสุด ไทยลีก 2007 ต่อมาในปี 2009 ไทยลีกได้ก้าวสู่ยุคใหม่ และเหล่าบรรดาทีมองค์กร ต่างต้องปรับตัวออกไปหาฐานกองเชียร์ อีกทั้งพวกเขายังไม่มีสนามเหย้าของตัวเอง จึงได้ร่วมมือกับ จ.สมุทรสาคร ในชื่อ “ทีทีเอ็ม-สมุทรสาคร” จบอันดับ 8 ของตาราง และปลุกกระแสแฟนบอลมหาชัยเมืองอุตสาหกรรมให้คึกคัก

1 ปีให้หลัง ยาสูบ ทำช็อคแฟนบอลด้วยการย้ายไป ทีทีเอ็ม พิจิตร ในช่วงฤดูกาล 2010-2011 โดยมีภาพจำที่ติดตาแฟนบอล คือการอิมพอร์ทแข้งชาวเกาหลีใต้ จนได้ฉายาว่าเป็นทีม“เค-ป็อป” ก่อนจะชีพจรลงเท้าอีกครั้ง ย้ายไปอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ กลายร่างเป็น ทีทีเอ็ม เชียงใหม่ แต่คราวนี้พวกเขาไปไม่รอด จบซีซั่น 2012 ด้วยอันดับสุดท้ายร่วงตกชั้นสู่ดิวิชั่น 1 ตามระเบียบ

หลังตกชั้น พวกเขามีความพยายามที่จะย้ายไปเล่นที่จังหวัดลพบุรี ถึงขนาดที่ ทีมประจำจังหวัดอย่าง ลพบุรี เอฟซี ยังต้องหลบทางให้ (ขอพักทีม 1 ฤดูกาล) แต่ทว่าสนามแข่งขันไม่ผ่านมาตรฐานไทยลีก แผนการดังกล่าวจึงต้องล้มกระดานไป แล้วใช้ชื่อ ทีทีเอ็ม เอฟซี โดยเช่าสนามบุญยะจินดา ลงเล่นดิวิชั่น 1  ฤดูกาล 2013 ก่อนจะรอดหนีตายอย่างระทึก ด้วยการจบอันดับ 14 ของตาราง

ฤดูกาล 2014 ยาสูบ ตัดสินใจควบรวมสิทธิกับ ศุลกากร ยูไนเต็ด ในชื่อทีม “”ยาสูบ-ศุลกากร” จบอันดับ 11 ของตาราง แต่ปีต่อมาทางสองฝ่าย ต่างขอแยกทางกันทำทีม โดย ศุลกากร กลับไปเริ่มต้นใหม่ในดิวิชั่น 2 ในชื่อ MOF ศุลกากร ยูไนเต็ด

ส่วน “สิงห์อมควัน” เปลี่ยนมาใช้ชื่อ สโมสรฟุตบอลยาสูบ ลงเล่นลีกพระรอง ปี 2015 เป็นครั้งสุดท้าย แต่จากการย้ายทีมไปเรื่อยนี่เอง ทำให้เขาแทบไม่เหลือแฟนบอลขาประจำ สภาพทีมซบเซาสุดๆ ก่อนจบฤดูกาลด้วยอันดับ 19 ร่วงตกชั้นสู่ลีกภูมิภาค ตามมาด้วยการประกาศพักทีม เนื่องจากติดขัดข้อกฏหมายของกระทรวงการคลังบางประการ จึงไม่สามารถส่งแข่งขันได้ และหายสาบสูญไปจนถึงปัจุบัน