"ปีศาจแดง" ฤดูกาลใหม่ 'ป๊อกบา,ไบญี่,มาต้า' จะอยู่ ณ จุดไหนของทีม?

คริส ฟลานาแกน คอลัมนิสต์โฟร์โฟร์ทูได้อยู่บนบ็อกซ์นักข่าวที่เวมบลีย์ เพื่อชมเกมที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เอาชนะเลสเตอร์ ซิตี้ 2-1 ในเกมคอมมูนิตี้ ชิลด์ และได้รู้สึกประทับใจกับฟอร์มของเซ็นเตอร์ฮาล์ฟตัวใหม่ปีศาจแดง...

จากฟอร์มอันแข็งแกร่งในเมกกะลูกหนังเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้สร้างความยินดีปรีดาให้กับแฟนๆแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างมาก ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเจอฮีโร่คนใหม่แล้ว

โดยเกมนี้ถือเป็นนัดแรกอย่างเป็นทางการในสีเสื้อยูไนเต็ด หลังย้ายมาจากบียาร์เรอัลด้วยค่าตัว 30 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนเงินที่ไม่ปกติสำหรับคนที่เพิ่งจะได้ลงเล่นในลา ลีกา แบบเต็มๆแค่ซีซั่นเดียว โดยฤดูกาลก่อนหน้านั้นเขามีส่วนร่วมน้อยมากกับทีมเรือดำน้ำเหลือง และถ้าจะย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้วเจ้าตัวลงเล่นให้กับเอสปันญ่อลเพียงแค่ 5 เกมเท่านั้น

มาใกล้ๆสิ พ่อจะอัดให้คว่ำเลย

แต่เพียงแค่นัดเดียวที่เวมบลีย์ก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าทำไม โชเซ่ มูรินโญ่ ถึงทุ่มเงินมหาศาลเพื่อดึงเขามายังโอลด์ แทรฟฟอร์ด

เซ็นเตอร์ฮาล์ฟตัวแกร่ง

ด้วยความสูง 6 ฟุต 1 นิ้ว ทำให้ไบญี่ไม่ใช่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่ตัวสูงที่สุดในโลก แต่ความแข็งแกร่งและพละกำลังของเขามีเหลือล้น จึงไม่แปลกใจเลยถ้าเขาจะได้รับใบเหลือง 4-5 ใบตลอดฤดูกาลนี้ ซึ่งหนึ่งในนั้นได้เกิดขึ้นช่วงครึ่งหลังในเกมกับเลสเตอร์ หลังจากที่เข้าปะทะกับ เจมี่ วาร์ดี้ และด้วยวัยเพียง 22 ปี เขาก็มีโอกาสเสี่ยงจะทำพลาดตามประสานักเตะหนุ่มๆด้วยเช่นกัน

แต่โดยรวมถือว่าปราการหลังชาวไอวอรี่โคสต์โชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจอย่างมากในเกมคอมมูนิตี้ชิลด์ที่จับคู่กับ ดาลี่ย์ บลินด์ ตรงแผงแบ็คโฟร์ แน่นอนว่าเขาจะต้องเผชิญหน้ากับการแย่งตำแหน่งจาก คริส สมอลลิ่ง ที่พลาดเกมปรีซีซั่นเนื่องจากบาดเจ็บ รวมถึงนัดเปิดสนามพรีเมียร์ลีกกับบอรนมัธเนื่องจากติดโทษแบน 1 นัดหลังจากที่โดนใบแดงในนัดชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ ด้วย อย่างไรก็ดีดูเหมือนว่าบลินด์จะเข้าข่ายเสี่ยงที่จะสูญเสียตำแหน่งตัวจริงมากกว่าไบญี่เสียอีก

แม้ว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะมีสถิติในเกมรับที่พอใช้ได้ภายใต้การคุมทีมของ หลุยส์ ฟาน กัล แต่ก็มีอยู่หลายครั้งๆที่แนวรับขาดพละกำลังและความแข็งแกร่งอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบลินด์ที่มีรูปร่างเสียเปรียบคู่ต่อสู้

แต่กับไบญี่ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะได้คนที่มีศักยภาพที่จะกลายเป็นหนึ่งในกองหลังชั้นยอดของโลกได้ ชายผู้ไม่มีศูนย์หน้าคนไหนผ่านเขาไปได้ ไม่เชื่อลองถาม เจมี่ วารืดี้ ดู

ป๊อกบามาช่วยซัพพอร์ทซลาตันและรูนี่ย์

 "หนึ่งเกม หนึ่งโทรฟี่" นี่คือความเห็นของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ต่อการประเดิมสนามอย่างเป็นทางการของเขากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขาพูดถูก ถ้าไปถามอิบราฮิโมวิช เขามักจะพูดแบบนี้เสมอ

ประตูชัยของเขาที่ทำได้ทั้งที่ไม่ได้โชว์ฟอร์มสุดยอดอะไรมากมาย ถูกกลบด้วยข่าวการตรวจร่างกายของ ปอล ป๊อกบา ก่อนจะย้ายมาที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ด้วยค่าตัวเป็นสถิติโลก

ซึ่งก็มีแนวโน้มว่าป๊อกบาน่าจะเป็นตัวจริงในเกมกับบอร์นมัธวันอาทิตย์หน้า และชัยชนะที่เวมบลีย์ก็สามารถบ่งบอกได้ว่าทำไมเขาจึงสำคัญนักหนาต่อทีมในยุคของ โชเซ่ มูรินโญ่ โดยเฉพาะกับสองหัวหอกที่เพิ่งจับคู่กันได้ไม่นาน

อิบราทำประตูชัยให้แมนฯยูไนเต็ด

แม้อิบราฮิโมวิชกับรูนี่ย์จะเพิ่งเล่นร่วมกันไม่นาน แต่ก็มีสัญญาณว่าพวกเขาต้องการความสดมากกว่านี้ เพราะความเป็นจริงคือทั้งคู่ไม่สามารถเป็นเหมือนเมื่อสิบปีก่อน อิบราฮิโมวิช 34 และรูนี่ย์ก็ 30 แล้ว แม้ทั้งสองคนจะมีฝีเท้าที่เยี่ยมยอดทำให้การประสานงานกันน่าจะเวิร์ค แต่บางทีมันคงต้องไปในแนวทางอื่น

จะเห็นได้ว่าการประสานงานระหว่างรูนี่ย์กับ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ในวัย 30 ต้นๆนั้นล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะทั้งคู่ขาดความดุดันท่เคยมีสมัยหนุ่มๆ และจากระบบการเล่นที่เน้นครองบอลและขึ้นเกมช้าของ หลุยส์ ฟาน กัล ก็ไม่เอื้อให้เกิดแรงปะทุจากแผงมิดฟิลด์ขึ้นมาด้วย เช่นเดียวกับ ราดาเมล ฟัลเกา ที่ไม่เคยฮอตเลยไม่ว่าจะจับคู่กับรูนี่ย์หรือว่าฟาน เพอร์ซี่

และที่เวมบลีย์ก็มีข้อบ่งชี้บางอย่างว่าอิบราฮิโมวิชและรูนี่ย์ก็ต้องการการซัพพอร์ทที่เหมือนๆกัน หากยูไนเต็ดต้องมีหน้าที่เจาะแนวรับฝั่งตรงข้ามอยู่ทุกัปดาห์ เพราะมีหลายครั้งที่พวกเขาได้แต่ยืนเฉยๆ ซึ่งอิบราฮิโมวิชเงียบเป็นเป่าสากอยู่นานเลยทีเดียว นั่นก็เป็นเพราะขาดแคลนการเปิดบอลเข้ามาในเขตโทษ พอพยายามจะลงไปล้วงบอลเองก็ดูเก้งก้าง

ขณะที่รูนี่ย์ดูจะมีชีวิตกว่าเพื่อนร่วมทีมชาวสวีดิชอยู่หน่อยจากการรับบทบาทหมายเลข 10 ยืนอยู่ข้างหลังหอกตัวเป้า แต่ถึงอย่างนั้นก็มีบางครั้งที่ทั้งคู่ยังตกลงกันไม่ได้ว่าใครจะยืนต่ำใครจะยืนค้ำ ซึ่งมีอยู่ครั้งหนึ่งที่รูนี่ย์ทำท่าทางให้อิบราฮิโมวิชขึ้นไปอยู่ข้างหน้า ตอนที่กองหลังของยูไนเต็ดทุ่มเข้ามา แต่กลายเป็นว่าอิบรากลับชี้ไปที่ตัวรูนี่ย์เองเสียอย่างนั้น จนเจ้าตัวต้องยอมให้

และก็มีบางครั้งเช่นกันที่เวลารูนี่ย์ลงต่ำไปได้บอลแล้วพยายามมองหาอิบราฮิโมวิช แต่ก็อยู่ไกลเกินไปที่จะคิลเลอร์พาสไปให้ ซึ่งควมเข้าใจดังกล่าวก็คงจะเกิดขึ้นเองในไม่ช้า เพราะอย่าลืมว่าตอนที่รูนี่ย์ยิงไป 34 ลูกในฤดูกาล 2009/10 ซึ่งเป็น 1 ใน 2 ซีซั่นที่เจ้าตัวยิงได้เยอะที่สุด เขาเล่นร่วมกับ ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ หัวหอกที่ชอบล้วงบอลต่ำในแดนมิดฟิลด์เช่นกัน

อย่างไรก็ตามตอนนั้นรูนี่ย์ยังคงมีความเร็วที่จะทะลุทะลวงแผงหลังได้ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว และดูเหมือนว่าคู่หูคู่ใหม่จะต้องการความกระปรี้กระเปร่าที่จะคอยซัพพอร์ทพวกเขาในแนวรุก

รูนี่ย์ล้วงบอลต่ำบ่อยครั้ง

แม้ เจสซี่ ลินการ์ด จะทำอย่างนั้นได้ที่เวมบลีย์ในจังหวะพาบอลลากผ่านแนวรับเลสเตอร์ ซิตี้ เข้าไปยิงเป็นประตูขึ้นนำ แต่ก็ยังมีไม่มากพออยู่ดีจากการที่มีมิดฟิลด์คู่กลางเป็น ไมเคิล คาร์ริค กับ มารูยาน เฟลไลนี่

มันไม่ใช่เพราะอากาศร้อนที่เผาผลาญจังหวะการเล่นอันรวดเร็วที่มูรินโย่อยากจะให้เป็น แต่สาเหตุก็เพราะว่าตรงแผงมิดฟิลด์ยังคุ้นเคยกับระบบของฟาน กัล อยู่

"เรากำลังเปลี่ยนแปลงพื้นฐานการเล่นซึ่งก็ต้องใช้เวลา สำหรับประตูที่สองนั้น ถ้าเป็นปีที่แล้ว อันโตนิโอ วาเลนเวีย อาจจะไม่เปิดโด่งอย่างนั้นก็ได้ เขาคงจะจ่ายบอลเข้ากลางแทน" มูรินโญ่กล่าว ทั้งนี้เจ้าตัวก็ได้ขอบคุณฟาน กัล ที่ทำให้พวกเขาได้เล่นในคอมมูนิตี้ ชิลด์ พร้อมทั้งยังแขวะ ราฟา เบนิเตซ ที่เข้ามาทำทีมอินเตอร์ มิลาน แล้วได้แชมป์สโมสรโลก จากการที่มูรินโญ่คว้าแชมป์ยุโรปกับงูใหญ่แบบเบาๆด้วย

ดูเหมือนป๊อกบามีแนวโน้มที่จะสามารถพายูไนเต็ดออกไปจากสไตล์การเล่นแบบฟาน กัล ได้ ด้วยการเดินเกมรุกอันดุดันของเขา เขาคือมิดฟิล์ตัวกลางที่ยูไนเต็ดโหยหาในช่วงหลังๆ ซึ่งปัจจุบันหายากเหลือเกิน ตอนที่มูรินโญ่แย้มเป็นนัยว่าเขามีตัวเลือกอื่นอีก  2 รายหากดีลป๊อกบาล่มนั้น มันเป็นการยากเหลือเกินที่จะคาดเดาว่าใครที่จะสามารถทำได้อย่างป๊อกบา บางทีอาจจะเป็น เดเล่ อัลลี่ ก็ได้

อย่างไรก็ตามตอนนี้ก็แน่ชัดแล้วว่าเป็นป๊อกบา และการได้ห้องเครื่องไดนาโมจะทำให้เกมรุกของปีศาจแดงแตกต่างจากเดิม แน่นอนว่าอิบราฮิโมวิชและรูนี่ย์มีไหวพริบและประสบการณ์มากพอในการจบสกอร์จากลุกเปิดบ้านของนักเตะอย่างป๊อกบา

มูรินโญ่ไม่เหมือนฟาน กัล ตรงที่เขาจะไม่เรียกร้องกองหน้าประเภทชงเองกินเอง และถ้ายูไนเต็ดกลับมาเป็นทีมที่มีเกมรุกน่ากลัวที่สุดในยุโรปอีกครั้งได้ เชื่อขนมกินเลยว่าจะต้องมาจากแผงมิดฟิลด์อย่างแน่นอน

อนาคตมาต้าดูมืดมัว

อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่ามาต้าจะไม่ได้เป็นแกนหลักในแผงมิดฟิลด์ชุดนั้นอย่างแน่อน หลังจากที่จอมทัพชาวสแปนิชถูกเปลี่ยนตัวออกที่เวมบลีย์ ทั้งที่เพิ่งถูกส่งลงสนามในฐานะตัวสำรองเพียงแค่ครึ่งชั่วโมง

ดูแล้วมันเป็นเหมือนภาพเดจาวูตอนที่มูรินโย่ตัดสินใจเปลี่ยนตัวสำรองอย่าง เนมานย่า มาติช กลับไปนั่งบนม้านั่งอีกครั้งในนัดที่พ่ายต่อเซาแธมป์ตันเมื่อซีซั่นก่อน ซึ่งทำให้รอยร้าวในทีมเชลซีมีเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่คาดคิด

โชเซ่ มูรินโญ่ ถอดตัวสำรองออก

แม้หนนี้มูรินโญ่จะอธิบายว่าที่เขาส่ง เฮนริก มคิตาร์ยาน ลงไปแทนก็เพราะไม่อยากเปลี่ยนตัวอิบราฮิโมวิชหรือว่าเฟลไลนี่ที่ตัวสูงกว่า เพื่อป้องกันลูกทุ่มยาวากเลสเตอร์ช่วงท้ายเกม แต่ก็ไม่ทำให้มาต้าแฮปปี้อยู่ดี

ถ้าใครยังจำกันได้ มูรินโญ่นี่เองคือคนที่ลดสถานะในทีมของมาต้าที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ จากที่เคยเป็นนักเตะยอดเยี่ยมของสโมสรสองซีซั่นติด กลายเป็นตัวสำรองอดทน ก่อนที่อดีตแข้งบาเลนเซียจะแสดงความชัดเจนว่าตัวเองทนไม่ไหวจนถูกขายให้กับยูไนเต็ด

ที่จริงก็เคยมีข่าวลือเกี่ยวกับอนาคตของมาต้ามาครั้งหนึ่งตอนที่มูรินโญ่ถุกแต่งตั้งให้เป็นกุนซือแมนฯยูไนเต็ดใหม่ๆ และแน่นอนว่านี่ไม่ใช่การออกสตาร์ทภายใต้การคุมทีมของมูรินโญ่ที่ดีแนนอนสำหรับมาต้า

More features every day on FFT.com