อนาคตตราไก่ / แชมป์ยุโรป / ดาวยิงผู้ผิดหวัง : การตัดสินใจที่ดีที่สุดของ…“ปงโกลล์”

“ผมยิงไป 9 ประตูในฟุตบอลโลกยู 17 คว้าดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาล, คว้ารางวัลผู้เล่นทรงคุณค่า และคว้าแชมป์โลก… ผมกลับมาที่ฝรั่งเศสพร้อมกับความคาดหวังของผู้คน ตอนนั้นค่อนข้างมั่นใจว่าผมจะก้าวไปเป็นผู้เล่นชั้นนำได้ เพราะผมเซ็นสัญญากับลิเวอร์พูลไว้แล้ว”  

นี่ คือ เรื่องราวครั้นเป็นดาวโรจน์วงการลูกหนังฝรั่งเศสของ ฟลอรองต์ ซินาม่า ปงโกลล์… อดีตกองหน้าผมทรงเดรดล็อคของลิเวอร์พูล ที่ลงมาเป็นตัวสำรอง ก่อนยิง 1 จ่าย 1 ให้ “หงส์แดง” พลิกสถานการณ์โอลิมเปียกอสทะลุเข้าสู่รอบน็อคเอ๊าท์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ปี 2004 / 2005 ก่อนกลายเป็นแชมป์ในค่ำคืนสุดปาฏิหาริย์ที่อิสตัลบูล

จากวันที่เคยเป็นดาวยิงอัจฉริยะผู้ที่อาจก้าวขึ้นไปเป็นความหวังของทีมชาติฝรั่งเศส, จากวันที่คว้าแชมป์โลกยืนผงาดเหนือ คาร์ลอส เตเบซ, จากวันที่เป็นตัวแปรสำคัญช่วยให้ลิเวอร์พูลกรุยทางสู่แชมป์ยุโรป และมีค่าตัว 8 ล้านยูโร… วันนี้เขามายืนในจุดที่ไม่มีใครคาดคิดกับทีมในศึกลีกรองของไทย ชัยนาท ฮอร์นบิล เอฟซี

นี่ คือ เรื่องราวชีวิตลูกหนังสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่สุดของ ฟลองรองต์ ซินาม่า ปงโกลล์ ไล่ตั้งแต่อายุ 11 ปี ตั้งแต่จุดสูงสุดของชีวิตจนถึงวันที่ย้ายมาไทย เป็นอย่างไร ติดตามอ่านได้ที่นี่ที่เดียว

ณ ดินแดนอันไกลโพ้น

แซงต์ ปิแอร์ เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของเรอูนิยง เกาะทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา ติดกับมหาสมุทรอินเดีย มัน คือ หนึ่งในแคว้นโพ้นทะเลของฝรั่งเศส และเป็นแคว้นที่อยู่ห่างไกลที่สุด ในกลุ่มสหภาพยุโรป...ที่นั่น คือ บ้านเกิดของ “ฟลอรองต์ ซินาม่า ปงโกลล์”

“ที่เกาะของเรา ‘ฟุตบอล’ คือ กีฬาอันดับ 1” ปงโกลล์ เริ่มเล่าเรื่องราวที่บ้านเกิดของเขา

“ผมเล่นฟุตบอลตั้งแต่ 4 ขวบเห็นจะได้...พยายามไปเข้าทีมแถวบ้าน แต่ผมเข้าร่วมการแข่งขันไม่ได้ เพราะมันมีกฎอยู่ว่า ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปีลงแข่ง ผมได้แต่ซ้อม ด้วยตัวเองบ้าง และก็ไปซ้อมกับพวกเขาบ้าง ผมมักเดินเท้าระยะทาง 5 กิโลเมตร จากบ้านผมไปสนามซ้อมพร้อมกับคุณพ่อ ตอนนั้นเขายังไม่มีใบขับขี่ และก็ไม่มีรถด้วย เราเดินไป-กลับ กันแบบนั้นตลอด”

ดิมิทรี ปาเยต์, โลรองต์ โรแบร์, ดิดิเยร์ อาการ์ธ นี่ คือ เหล่านักฟุตบอลที่มาจากเรอูนิยง เกาะเล็กๆ บ้านเกิดของผม ความจริงถ้าเรามีฟุตบอลทีมชาติของเราเอง คงจะแข็งแกร่งน่าดู

“พ่อของผมเป็นจิตรกร เป็นนักวาดภาพมืออาชีพ ค่อนข้างมีชื่อเสียงโด่งดังทีเดียวที่เกาะของเรา แต่ก็อย่างว่า มันเป็นเกาะเล็กๆน่ะ เขาเป็นพวกศิลปิน มีอารมณ์ติสต์ๆ ขลุกอยู่กับการสร้างสรรค์และจินตนาการ คุณคงเข้าใจแหละว่านักวาดภาพมักใช้เวลาอยู่กับพู่กันและงานศิลปะของพวกเขา ซึ่งปีๆหนึ่งที่เกาะของเรามีงานเแสดงแค่ 2-3 ครั้ง นั่นเป็นเพียงโอกาสที่เขาจะได้ขายงาน นำเงินมาเลี้ยงดูครอบครัว จะว่าไปอาชีพของพ่อผม มันก็คล้ายๆนักมวย ได้เงินก็ต่อเมื่อขึ้นชก ถ้าไม่มีไฟต์ให้ชกก็ไม่มีเงิน เขาไม่ได้เงินเดือนเป็นรายได้ที่แน่นอน ส่วนแม่ผมก็ต่อสู้ ทำงานรับจ้างอิสระทุกอย่างสารพัด ตั้งแต่ทำงานบ้าน จนถึงทำอาหารให้สุนัข นั่นหมายความผมเองก็ไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย”

“พี่ชายของผมคนหนึ่ง…ก็ทำให้ผมเห็นความหวังสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพ เขาได้ย้ายไป ฝรั่งเศส ตอนอายุ 16 ปี ก่อนก้าวไปเล่นอาชีพในเวลาต่อมา ผมก็คิดว่าผมน่าจะทำแบบนั้นได้เหมือนกัน”  

เด็กชาย “ปองปอง” ได้เข้าไปอยู่ในทีมอะคาเดมี่ School of Municipal of Football สมใจเมื่ออายุถึงเกณฑ์ และเหตุการณ์ในอีก 2 ปีถัดมา กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชีวิตของเด็กน้อยจากดินแดนอันห่างไกลเปลี่ยนไปตลอดกาล…

แผ่นดินแม่แสนห่างไกล

ดิมิทรี ปาเยต์, โลรองต์ โรแบร์, ดิดิเยร์ อาการ์ธ นี่ คือ เหล่านักฟุตบอลที่มาจากเรอูนิยง เกาะเล็กๆ บ้านเกิดของผม ความจริงถ้าเรามีฟุตบอลทีมชาติของเราเอง คงจะแข็งแกร่งน่าดู” ปงโกลล์ พูดถึงเหล่าแข้งดังระดับโลกที่เกิดบ้านเดียวกับเขา

ด้วยความที่เรอูนิยง เป็นเกาะที่อยู่ภายใต้การปกครอง และนับเป็นจังหวัดหนึ่งของฝรั่งเศส ทำให้ทีมสโมสรฟุตบอลจากแดนน้ำหอม เดินทางมุ่งหน้ามาผูกมิตรเฟ้นหาแข้งพรสวรรค์ที่เกาะอันห่างไกลแห่งนี้อยู่เสมอ และเมื่อ เลอ อาร์ฟ สโมสรดังจากทางตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส เดินทางมาแข่งขันฟุตบอลรายการหนึ่งที่เรอูนิยง พวกเขาก็ได้ค้นพบเพชรที่น่านำไปเจียระไน

ปงโกลล์ ในวัยเพียง 9 ปี ทำให้แมวมองของ เลอ อาร์ฟ ติดอกติดใจ และผูกสัมพันธ์ไว้แนบแน่น  จนกระทั่งเมื่อเขาอายุได้ 11 ปี เด็กชาย “ปองปอง” ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวมุ่งหน้าสู่ฝรั่งเศส ดินแดนที่อยู่จากแผ่นดินถิ่นเกิดของเขากว่า 9,000 กิโลเมตร ด้วยตัวคนเดียว เพื่อ "ล่า-ท้า'ฝัน" หวังเป็นนักฟุตบอลอาชีพ  

“บ้านของผมห่างไกลจากฝรั่งเศส ประมาณ 11 ชั่วโมง” ปงโกลล์ พูดถึงการเดินทางครั้งใหญ่ไปฝรั่งเศส เมื่อเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1995

“ผู้คนถามกันมากมาย ว่าผมไปอยู่ต่างแดนไกลๆแบบนั้นคนเดียวได้ยังไงตอนอายุ 11 ปี แต่ผมต้องแข็งแกร่ง...ผมเข้าใจว่าพ่อ-แม่ จะไม่ได้อยู่และเลี้ยงดูผมไปตลอด ผมไปเพื่อโอกาสเป็นนักเตะอาชีพ และสร้างรายได้ที่ดีในอนาคต… โอเคล่ะ! ตอนไปแรกๆ มันยังคงไม่ได้อะไรหรอก เพราะตอนนั้นเราก็เพิ่งอายุ 11 ขวบเท่านั้นล่ะนะ แต่มันก็เพื่อกรุยทางไปสู่เป้าหมายในชีวิตของผม และมันก็เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง”

ขวบปีแรก ปงโกลล์ พักอาศัยกับครอบครัวของอองโตนี่ เลอ ตัลเล็ค...พวกเขาเป็นญาติห่างๆกัน ครอบครัวของ เลอ ตัลเล็ค ช่วยเหลือเขาในการปรับใช้ชีวิต แต่อุปสรรคอื่น เขาต้องฝ่าฟันด้วยตัวเอง

“มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสุดๆ ตอนไป เลอ อาร์ฟ ใหม่ๆ เพราะมันเป็นเมืองที่อยู่ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส ซึ่งหนาวมาก ขณะที่ผมมาจากทางตอนใต้สุดของแอฟริกา ซึ่งร้อนมากๆ…ผมยังตัวเล็กสุดๆด้วย การฝึกซ้อมกลายเป็นอุปสรรคสำหรับผม ตอนอยู่ที่เรอูนิยง ผมซ้อมแค่สัปดาห์ละ 2 - 3 ครั้ง แต่ที่ฝรั่งเศส เราซ้อมกับเกือบทุกวัน มันทำให้ผมมีอาการบาดเจ็บเล็กๆน้อยๆที่กล้ามเนื้ออยู่ตลอด”

เกมนั้นทีมเราเจอกับทีมคู่แข่งสำคัญ เลอ อาร์ฟ ชนะ 5 - 1 และผมยิงคนเดียว 5 ประตู

“ผมไม่ได้ลงสนามแม้แต่นัดเดียวให้กับ เลอ อาร์ฟ รุ่นอายุ 12 ปี เพราะมีอาการบาดเจ็บรบกวนตลอดเวลา สภาพร่างกายผมมันยังไม่พร้อม แต่หลังจากผมปรับตัว และสลัดอาการบาดเจ็บหายเป็นปลิดทิ้ง ผมก็ต้องรีบสร้างผลงานทันที”

“ผมจำได้แม่น” ปงโกลล์ พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นขึ้นมา “วันนั้นเป็นวันที่ 5 มีนาคม ค.ศ. 1996 ผมจำได้แม่นเลยวันนั้น มันเป็นวันที่ผมได้ลงเล่นนัดแรกให้กับเลอ อาร์ฟ”

“ก่อนหน้านี้คนส่วนใหญ่ คิดว่าผมเป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆ เจ็บก็บ่อย คงไปไม่รอด แต่ผมรู้ว่า ทางเดียวที่แสดงให้ผู้คนเห็นความสามารถที่แท้จริงของผมก็คือผลงานในสนามเท่านั้น บางคนอาจพูดกันว่าผมเก่ง แต่ไม่มีใครเห็นผมเล่น เพราะฉะนั้นมันก็ต้องพิสูจน์...เกมนั้นทีมเราเจอกับทีมคู่แข่งสำคัญ เลอ อาร์ฟ ชนะ 5 - 1 และผมยิงคนเดียว 5 ประตู”

“เกมถัดมาเราชนะ 3 - 0 และผมยิงคนเดียว 3 ลูก”

จบ 3 เกมแรก ปงโกลล์ ยิง 8 ประตูให้ เลอ อาร์ฟ… เด็กน้อยจากดินแดนทางตอนใต้ของแอฟริกา เริ่มพิสูจน์อะไรบางอย่างให้ผู้คนเห็นเข้าแล้ว

“ใช่ล่ะ...3 นัดแรก ผมยิง 8 ประตู แต่มันก็ไม่ถึงกับมีใครมาเรียกผมว่าอัจฉริยะหรอกนะ (หัวเราะ)  ตอนอายุขนาดนั้น อะไรๆ มันก็เกิดขึ้นได้ ความจริงที่ เลอ อาร์ฟ มีนักเตะพรสวรรค์มากมาย มันขึ้นอยู่กับว่าคุณฉลาดในการตัดสินใจเพื่ออนาคตแค่ไหน”

ลมหนาวเริ่มพัดผ่านไป เขาสู้กับมันได้ดี… แต่ความเหงาใจเพิ่มเข้ามา ปงโกลล์ ย้ายเข้าไปอยู่ในหอพักทีมอะคาเดมี่ของ เลอ อาร์ฟ ในปีที่ 2 เขาเห็นเพื่อนร่วมทีมได้กลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวทุกสัปดาห์ แต่ขณะที่ตัวเขาอยู่คนเดียวเพียงลำพัง

“ตอนอยู่ในแคมป์ เพื่อนๆ ผมโทรหาพ่อ-แม่ กันได้ทุกวัน และกลับไปอยู่บ้านทุกสัปดาห์ แต่ผมได้กลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวปีละครั้ง…”

“อย่างไรก็ตาม...อย่างที่บอกไป นับตั้งแต่ผมก้าวออกจากเรอูนิยง ผมเตรียมใจไว้แล้ว ผมพยายามบังคับใจตัวเองไม่ยอมโทรศัพท์ไปหาพ่อกับแม่ เพื่อจะได้ไม่รู้สึกคิดถึงพวกเขานัก จากสัปดาห์ละครั้ง เหลือ 2 สัปดาห์ครั้ง มาเป็นเดือนละครั้ง ผมต้องการสร้างความเชื่อมั่นว่าหัวใจผมจะแข็งแกร่งพอที่จะมีสมาธิเกี่ยวกับฟุตบอลเท่านั้น...” ปงโกลล์ พูดถึงความพยายามสร้างหัวใจตัวเองให้แข็งแกร่ง    

“แต่มันโคตรยากลำบากเลย เมื่อคุณต้องอกหักและอยู่คนเดียว โดยไม่มีใครตอนอายุ 15 ปี (ยิ้ม)”

ดาวโรจน์แห่งวงการลูกหนังโลก

จากเกมแรกที่ซัด 5 ประตูใส่ทีมคู่แข่งในนามทีมยุวชนของเลอ อาร์ฟ… ฟลอรองต์ ซินาม่า ปงโกลล์ สานต่อพรสวรรค์ของเขาในทีมเยาวชนเรื่อยมา กระทั่งก้าวไปติดทีมชาติฝรั่งเศส ชุดชิงแชมป์ยุโรป รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ที่อังกฤษเป็นเจ้าภาพ และ “โฟล” ได้ร่ายมนต์ในแดนผู้ดี เขากับ อองโตนี เลอ ตัลเลค ลูกพี่ลูกน้องที่เติบโตขึ้นมาด้วยกัน ช่วยกันยิงคนละ 2 ประตูใส่ทีมชาติอังกฤษ ก่อน “ทีมตราไก่จูเนียร์” ชนะไป 4 - 0 ในรอบรองชนะเลิศ… ทั้งคู่กลายเป็นเป้าหมายยักษ์ใหญ่แดนผู้ดีทันที แม้ท้ายที่สุดฝรั่งเศสแพ้ให้สเปนในรอบชิงชนะเลิศจากลูกจุดโทษของ เฟร์นานโด ตอร์เรส ก็ตาม

“ทัวร์นาเม้นต์นั้นผมเป็นรองดาวซัลโว (ยิงได้ 6 ประตู) ตอร์เรส ยิงประตูโทนในนัดชิง นั่นทำให้เขากลายเป็นดาวซัลโวที่ 7 ประตู แต่มันก็เพียงพอทำให้หลายทีมยักษ์ใหญ่สนใจผม”

“ด้วยความสัตย์จริง ผมเกือบจะเซ็นสัญญากับอาร์เซน่อลอยู่แล้ว ผมได้เข้าไปหา อาร์เซน เวนเกอร์ และ ดาเมียน โกมอลลี (อดีตแมวมองดังของอาร์เซน่อล ผู้ค้นพบ โคโล ตูเร่, กาเอล คลีชี่ และ เอ็มมานูเอล เอบูเอ้ และอดีตผู้อำนวยการฟุตบอลของสเปอร์สและลิเวอร์พูล) ผมได้ไปนั่งรับประทานอาหารกับเวนเกอร์ เขาพาผมไปเยี่ยมชมสโมสร ตลอดจนสนามซ้อม ทุกอย่างมันดูสมบูรณ์ลงตัวไปหมด แต่พอเอเย่นต์พาผมไปลิเวอร์พูล ผมรู้สึกว่ามันก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน...ผมได้เจอกับ ไมเคิล โอเว่น ที่เพิ่งคว้าบัลลงดอร์ สุดท้ายผมจึงเลือกที่นั่น”

“ทำไมต้องเป็นลิเวอร์พูล? ตอนนั้นพวกเขามีทั้งนักเตะที่พูดภาษาฝรั่งเศสมากมาย นับดูเป็นสิบคนได้ รวมถึงโค้ช (เชราร์ด อุลลิเยร์) และพวกเขาก็เพิ่งคว้า 3 แชมป์มาด้วย คือ ตอนนั้นผมพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย และก็คิดว่าการอยู่ท่ามกลางคนที่พูดฝรั่งเศสได้ คงช่วยผมให้ใช้ชีวิตในอังกฤษได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญ อองโตนี่ (เลอ ตัลเลค) เซ็นสัญญากับลิเวอร์พูล ไปล่วงหน้าก่อนผมแล้ว”

ยอดดาวรุ่งจากเลอ อาร์ฟ จรดปากกาเซ็นสัญญาเป็นสมาชิกใหม่ของลิเวอร์พูล แต่พวกเขาก็ตอกย้ำว่ามันเป็นการเซ็นสัญญาที่ (น่าจะ) ถูกต้อง เพราะการแข่งขันฟุตบอลโลก รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ที่ตรินิแดด แอนด์ โตเบโก ในอีก 4 เดือนถัดมา ปงโกลล์ สร้างชื่อกระฉ่อนโลกอีกครั้ง ด้วยการพาทีม “ตราไก่จูเนียร์” ผงาดคว้าแชมป์ โดยเขายิง 9 ประตู เป็นการซัดแฮตทริก 2 ครั้งใส่สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น รวมถึงการยิงประตูในนัดชิง (สถิติการยิง 9 ลูกในฟุตบอลโลก ยู 17 ของ ปงโกลล์ เพิ่งโดนทำลายลงเมื่อปี 2015)

คลิปปงโกลล์ยิงประตูไนจีเรียในนัดชิงชนะเลิศ

“หลังจบฟุตบอลโลก ผมกลายเป็นดาวรุ่งแห่งวงการลูกหนังฝรั่งเศสเต็มตัว”

“ผมพาทีมชาติฝรั่งเศส คว้าแชมป์ ในยุคที่เต็มไปด้วยผู้เล่นที่เติบโตมาเป็นแข้งชั้นนำของโลกมากมาย อย่าง อาร์เจนติน่า นำโดย คาร์ลอส เตเบซ และฮาเวียร์ มาสเคราโน่, สเปน มีทั้ง อันเดรส อิเนียสต้า และ เฟร์นานโด ตอร์เรส, ส่วนบราซิล มี ดีเอโก้...ผมได้รางวัลดาวซัลโว และนักเตะยอดเยี่ยม (Golden Ball) ยิงได้ 9 ลูก ทำลายสถิติเดิม (มาร์เชล วิเทคเซค ตัวรุกชาวเยอรมันทำไว้เมื่อปี ค.ศ.1985 ที่ 8 ประตู) ผมกลับไปฝรั่งเศส พร้อมกับความคาดหวังของผู้คนว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับผมต่อไป”

“ในเวลานั้น…ผมก็ค่อนข้างมั่นใจว่าผมคงจะเป็นนักเตะชั้นนำได้แน่ เพราะเซ็นสัญญากับลิเวอร์พูลไปก่อนหน้านี้แล้วด้วย”

ปงโกลล์ กลับบ้านไปแบบผงาดง้ำค้ำแดนน้ำหอม… เขายังคงอยู่กับ เลอ อาร์ฟ ต่อ เพราะลิเวอร์พูล มองว่าเขายังเด็กเกินไป จึงให้ต้นสังกัดเดิมยืมตัวไปใช้งาน แต่อยู่ได้อีกแค่ฤดูกาล 2002/2003 เลอ อาร์ฟ กลับต้องตกชั้นลงไปลีกเดอซ์…

นั่น คือ โชคชะตาที่ทำให้ ฟลอรองต์ ซินาม่า ปงโกลล์ ได้ไปอยู่กับลิเวอร์พูลในวัย 18 ปี…

-ติดตามเรื่องราวชีวิตของเรากับลิเวอร์พูล ตลอดจนกลายเป็นสุดยอดดาวยิงที่สเปน ในหน้าถัดไป-

Pages