ราชันชุดขาวของซีดาน...ยังไม่ได้เปลี่ยนไปจากยุคของราฟา

การถล่มเดปอร์ติโบ ลา คอรุนญา, สปอร์ติ้ง กิฆอน และเอสปันญอล ได้เกิดขึ้นพร้อมกับผลงานอันน่าผิดหวังในเกมกับเรอัล เบติส และกรานาด้า ทำให้ ลี โรเด้น คอลัมนิสต์แห่งโฟร์โฟร์ทูมองว่ามันก็เหมือนกับยุคของ ราฟา เบนิเตซ โค้ชคนเก่า...

ขณะที่หนังสือพิมพ์ของสเปนบางฉบับทำให้คุณเชื่อว่า ซีเนดีน ซีดาน สามารถสร้างปาฏิหาริย์ด้วยการแก้ไขปัญหาเรื้อรังต่างๆได้ภายในข้ามคืน และการเอาชนะทีมอย่างสปอร์ติ้ง กิฆอน กับเอสปันญอลแบบสบายเท้าที่ซานติอาโก้ เบร์นาเบว ก็เพียงพอสำหรับบางคนที่จะป่าวประกาศว่า ‘ซีดานเอฟเฟ็กต์’ เห็นผลทันตาที่เรอัล มาดริด แล้วล่ะก็ ดูเป็นการด่วนสรุปที่มองข้ามไปว่าผู้จัดการทีมคนก่อนก็เคยจัดหนักทีมเล็กๆในบ้านตัวเองมาเช่นกัน

ซึ่งในความเป็นจริงนั้นยังไม่มีหลักฐานใดๆที่ปรากฏออกมาเป็นรูปธรรม เมื่อเทียบผลงาน 5 เกมแรกของเจ้าตัวกับเบนิเตซในช่วงเวลาเดียวกัน แล้วในเรื่องของฟอร์มการเล่นล่ะ? มาดริดมีอะไรที่พอชี้ได้ว่าการเปลี่ยนโค้ชเกิดผลแล้วบ้าง? หรือยังมีปัญหาเดิมๆที่ยังคงเกิดขึ้นอยู่?

ปัญหาเรื้อรัง

หนึ่งในสาเหตุหลักที่มาดริดมอบงานคุมทีมให้ซีดานนั้น เป็นเพราะว่าเขาน่าจะทำให้ทีมเล่นดุดันขึ้นจนลบล้างสไตล์การเล่นเกมโต้กลับที่ครอบงำสโมสรในช่วงขวบปีหลังได้ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของทิศทางการเล่นกะทันหันในช่วงกลางซีซั่นเช่นนี้ถือว่าเสี่ยงไม่น้อย และไม่น่าแปลกใจเลยที่ปัญหายังคงผุดขึ้นมาเรื่อยๆ

แน่นอนว่า “ราชันชุดขาว” ครองบอลได้มากขึ้น โดย 5 นัดที่ซิซูคุมทีมมีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 60% เมื่อเทียบกับของราฟาที่ 56% แต่การที่จะแปลว่าพวกเขาผ่านบอลกันดีขึ้นดูจะเป็นคนละเรื่องกันเลย เมื่อนักเตะยังเก็บบอลไว้กับตัวนานเกินไป ทำให้บ่อยครั้งการขึ้นเกมเป็นไปอย่างเชื่องช้า จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะโดนแย่งบอลหรือตัดบอลได้เมื่อเข้าใกล้ปากประตูฝั่งตรงข้าม

สำหรับทุกคนที่คิดว่าซีดานจะทำให้มาดริดเล่นประณีตขึ้นนั้น ต้องขอบอกว่าโอกาสได้ลุ้นของทีมส่วนใหญ่ยังคงมาจากลูกครอสและการเล่นเกมสวนกลับเร็วอยู่เหมือนเดิม

แม้จนถึงตอนนี้มีสัญญาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้นว่า “ราชันชุดขาว” จะเล่นได้เนียนตากว่าเดิมภายใต้กุนซือคนใหม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปพวกนักเตะจอมเทคนิคอย่าง โทนี โครส, หาเมส โรดริเกซ และ คาริม เบนเซมา ก็จะเล่นได้เข้าขาและต่อบอลกันอย่างรวดเร็วแม่นยำมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดหายไปภายใต้การคุมทีมของเบนิเตซ โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือประตูของเบนเซมาในเกมกับเบติสเมื่อวันที่ 24 มกราคม และความท้าทายของซีดานก็คือต้องทำให้มันเกิดขึ้นบ่อยครั้งกว่านี้ อย่างไรก็ตามดูจะเป็นเรื่องยากอยู่ดีเมื่อขาดการทดลองในช่วงปรีซีซั่น

ฟอร์มโรนัลโด้ที่หายไป

คำวิพากษ์วิจารณ์ที่เบนิเตซได้รับบ่อยครั้งคือการที่เขาไม่รู้วิธีดึงสิ่งที่ดีที่สุดออกมาจากตัว คริสเตียโน โรนัลโด้ และเมื่อซีดานเข้ามาเขาก็เปิดเผยทันทีว่าวิธีการซ้อมของเขาจะช่วยให้สตาร์ทีมชาติโปรตุเกสมีผลงานที่ดีขึ้น โดยผู้จัดการทีมคนใหม่พยายามที่จะปรับปรุงฟอร์มของเจ้าตัวในบางส่วนที่จำเป็น หลังจากที่ฤดูกาลนี้โรนัลโด้ยิงได้น้อยลงกว่าเดิม และประตูของเขาที่ทำได้มาจากตอนที่มาดริดกำลังเสมอหรือตกเป็นฝ่ายตามหลังไม่ถึง 25% ด้วยซ้ำ เห็นได้ชัดว่าผลงานของเขาไม่เคยด้อยความสำคัญเท่านี้มาก่อน

ซึ่งงานของซีดานก็คือพยายามเรียกฟอร์มของ “ซีอาร์เซเว่น” ในวัย 31 ปีกลับมาอีกครั้ง และสัญญาณที่บ่งบอกว่าเขาน่าจะทำได้สำเร็จคือนัดที่เจอกับเอสปันญอลเมื่อวันที่ 31 มกราคม โดยในเกมนั้นโรนัลโด้ซัดแฮตทริกที่รวมถึงการลากหลบกองหลัง “ตรานกแก้ว” เข้าไปยิงอย่างสุดสวยด้วย แต่เมื่อคิดว่าเจ้าตัวเคยกดไป 5 ตุงในการเจอทีมเดียวกันสมัยเบนิเตซแล้ว มันเลยเป็นการเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุปใดๆ

แล้วเขาจะสามารถสร้างผลงานสุดยอดในนัดต่อๆไปได้หรือไม่?

คิดว่าไม่น่าจะทำได้ เพราะในนัดเยือนกรานาด้านั้นเจ้าตัวโชว์ฟอร์มได้ย่ำแย่ที่สุดนัดหนึ่งในสีเสื้อเรอัล มาดริด เมื่อยิงได้แค่หนเดียวตลอดทั้ง 90 นาที ซึ่งจากการที่ไม่ค่อยเคลื่อนที่หาช่องทำให้เพื่อนร่วมทีมพบกับความยากลำบากในการจ่ายบอลให้เขาอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้โรนัลโด้ไม่ติดแม้กระทั่งการจัดลำดับนักเตะที่ผ่านบอลสูงสุด 18 คนในเกมดังกล่าว

เขาดูเนือยๆและบ่อยครั้งที่ยืนอยู่เฉยๆทำให้ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ โดยในเกมกับกรานาด้านั้นโรนัลโด้ดูเหมือนจะเป็นคนเดียวกับตอนที่ราฟากุมบังเหียน และซีดานก็ยังไม่ได้สร้างความมหัศจรรย์อะไรขึ้นมาตรงจุดนี้

การเพรสซิ่งที่ยังมีข้อบกพร่อง

เกมรุกของมาดริดไม่ใช่สิ่งเดียวที่ซีดานจำเป็นต้องแก้ไข เขายังต้องต่อสู้กับเกมรับที่ไม่คงเส้นคงวาซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นปัญหาใหญ่ไม่น้อยเลยทีเดียว แม้นายใหญ่ชาวฝรั่งเศสจะนำเสนอการเล่นเพรสซิ่งอันเกรี้ยวกราดและแย่งบอลกลับมาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ในทางปฏิบัติแล้วความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากความพยายามดังกล่าวได้เกิดขึ้นทุกเกมนับตั้งแต่ที่เขากุมบังเหียนเลยก็ว่าได้

โดย “ราชันชุดขาว” พยายามจะเพรสซิ่งสูงก็จริง แต่กลายเป็นว่าต่างคนต่างทำมากกว่าที่จะทำทั้งทีม เมื่อบ่อยครั้งนักเตะที่พยายามแย่งบอลกลับมาไม่ได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมทีมที่อยู่ใกล้มากเท่าที่ควร ผลก็คือการทำฟาวล์จำนวนมากครั้งและแย่งบอลกลับมาไม่ได้ ซึ่งอย่างหลังทำให้คู่ต่อสู้มีโอกาสที่จะสร้างจังหวะจะแจ้งขึ้นมาได้เลยทีเดียว

ซึ่งในการเจอกับทีมเล็กกว่าที่ไม่มีประสิทธิภาพในการจบสกอร์พอที่จะลงโทษความผิดพลาดดังกล่าว ขุนพล “โลส บลังโกส” ก็สามารถผ่านมันไปโดยไม่มีปัญหา แต่ถ้าเจอกับของแข็งเมื่อไรมันจะกลายเป็นหายนะทันที โดยก่อนหน้านี้มาดริดเคยเสีย 4 ลูกให้กับบาร์เซโลนาภายใต้การคุมทีมของเบนิเตซมาแล้ว และถ้าพวกเขายังคงเล่นเกมรับอย่างในตอนนี้ก็คงจะโดนไม่ต่างกันในยุคของซีดาน

แผงมิดฟิลด์ที่ไม่ลงตัว

With so many No.10s crammed into the starting XI, skilled coaching is required to prevent both passiveness when defending and a lack of fluidity when attacking

ปัญหาต่างๆของซีดานที่จะต้องทำให้เบาบางลงก็คือปัญหาโลกแตกแบบเดียวกับที่คนก่อนหน้าเขาเคยเจอ นั่นก็คือว่าจะปรับแผงมิดฟิลด์อย่างไร? เมื่อมาดริดไม่มีทีมที่สมดุลจึงทำให้ยากต่อการแก้ปัญหา จากการมีนักเตะเพลย์เมคเกอร์ที่รอเป็นตัวจริงอยู่ล้นทีม และโค้ชก็ต้องรักษาสมดุลระหว่างเกมรับอันเหนียวแน่นกับเกมรุกอันไหลลื่นควบคู่กันไปด้วย เพราะทั้ง 2 อย่างถือว่าเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในเกมระดับสูงสุด

การทำให้นักเตะอย่างฆาเมสปรับสไตล์การเล่นให้ทำงานหนักขึ้นเพื่อทีมมากกว่าตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย ทำให้เบนิเตซเลือกที่จะหมางเมินเขามากกว่าพยายามโน้มน้าวดาวเตะทีมชาติโคลอมเบีย และนั่นก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นคล้ายคลึงกันกับอิสโก้และโครส ซึ่งได้แต่หวังว่าซีดานจะทำได้ดีกว่ากุนซือชาวสแปนิช

ถือว่าเป็นความท้าทายที่ใหญ่หลวงกว่าบางคนคิดไว้เสียอีก เมื่อฆาเมสดูเหมือนจะกระตือรือร้นเป็นพักๆแล้วจากนั้นก็เล่นได้น่าผิดหวังอย่างสิ้นเชิง ขณะที่อิสโก้นัดนึงก็เล่นดีใจหายจนถึงขนาดสามารถทำแอสซิสต์แห่งฤดูกาลได้ แต่พอมาอีกเกมนึงกลับแทบหายไปจากเกม ซึ่งจากการที่ทั้งคู่มีฟอร์มขึ้นๆลงๆเช่นนี้ ทำให้ซิซูต้องพบกับความยากลำบากในการเอาชนะเมื่อถึงเกมที่หนักหน่วงจริงๆ

อย่างไรก็ตามเขายังก็มีตัวความหวังจากนักเตะในแผงมิดฟิลด์อยู่คนหนึ่ง

นั่นก็คือโมดริชที่ตรงข้ามกับเพื่อนร่วมทีม 2 คนที่กล่าวมาข้างต้น โดยจอมทัพชาวโครแอตเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมเสมอต้นเสมอปลายภายใต้ผู้จัดการทีมคนใหม่ แสดงให้เห็นถึงการมีสมาธิในเกมอันสูงส่งที่พวกเขาน่าจะเรียนรู้จากอดีตกองกลางสเปอร์สรายนี้ แม้จะทำพลาดให้กรานาด้าเล่นเกมสวนกลับจนตีเสมอได้เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ก็ยังเล่นตามระบบจนเป็นผู้ทำประตูชัยในช่วงท้ายเกมจากเท้าขวาของตัวเองได้ในที่สุด

โดยซีดานอธิบายภายหลังว่าเขาได้ขอให้แข้งเบอร์ 19 วิ่งขยับเข้าไปในกรอบเขตโทษเพื่อทำประตู ซึ่งนั่นก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากการเล่นตามแทคติก ถ้าโค้ชสามารถโน้มน้าวให้นักเตะอย่างฆาเมสกับอิสโก้เล่นได้ละเอียดแบบนี้ ทั้งทีมก็จะมีเสถียรภาพมากขึ้น เล่นกับบอลได้ดีขึ้น รวมถึงแย่งบอลกลับมาได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ถึงตอนนั้น ‘ซีดาน เอฟเฟ็กต์’ ก็น่าจะมีน้ำหนักพอให้พูดถึงตามไปด้วย