Analysis

ราฟา, เฟอร์กี้, คลัฟ, ฟานกัล : ใครคือผู้จัดการทีมที่ถูกตีค่าเกินจริง?

มีคนกล่าวไว้ว่าพื้นฐานสำคัญของผู้จัดการทีมคือการรู้วิธีจัดการนักเตะในทีม แต่ อเล็กซ์ เฮสส์ คอลัมนิสต์ของเรากลับมองต่างอย่างสิ้นเชิง

We are part of The Trust Project What is it?

จบเกมที่ซิตี้ กราวน์ (สนามเหย้าของน็อตติงแฮม ฟอเรสต์) ไบรอัน คลัฟ ชกหน้า รอย คีน จนร่วงลงไปนอนกองกับพื้นในห้องแต่งตัว ฐานนักเตะจ่ายบอลคืนหลังพลาดจนโดนคู่แข่งยิงตีเสมอในช่วงท้ายเกม อย่างไรก็ดี คีโนก็ไม่ได้เรียกร้องค่าเสียหายแต่อย่างใด ตรงกันข้ามเขากลับเห็นด้วยกับวิธีลงโทษดังกล่าว โดยเจ้าตัวเขียนถึงเรื่องนี้ในเวลาต่อมาว่า“การถูกคลัฟชกถือเป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ของผม ผมจะไม่ยึดติดกับมันเพื่อต่อต้านเขา”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีความสำคัญไม่ใช่เพียงแค่เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ตกม้าตายเพราะใจไม่นิ่งที่เหวอที่สุดในกีฬาระดับท็อป แต่คีนยังพูดบ่อยๆว่าวิธีคุมทีมของ ไบรอัน คลัฟ ช่วยพัฒนาตัวเขาได้เหนือกว่า เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กุสัน ด้วย โดยเขากล่าวว่า “เฟอร์กุสันชอบบังคับและไร้ความปราณี ส่วนความรักของคลัฟนั้นคือของจริง” ความเห็นของคีโนดูจะไม่ค่อยเป็นกลางนัก แต่คงมีไม่กี่คนที่อยู่ในตำแหน่งที่สามารถตัดสินเรื่องนี้ได้ดีกว่า

กอดไม่ใช่คำตอบ

เรื่องการจัดการนักเตะถูกพูดถึงอีกครั้งในสัปดาห์นี้ หลังจาก สตีเวน เจอร์ราร์ด ปล่อยหนังสืออัตชีวประวัติ โดยเนื้อหาตอนที่ได้รับความสนใจจากสื่อและแฟนบอลมากที่สุดคือการพูดถึงอดีตกุนซือที่เคยร่วมงาน

“ผมไม่คิดว่า ราฟา เบนิเตซ ชอบผมเป็นการส่วนตัว เขามักจะเรียกชื่อแรกแทนนักเตะคนอื่นเสมอในระหว่างแถลงข่าวก่อนเกม แต่ผมมักถูกเรียกว่า’เจอร์ราร์ด’(นามสกุล) ตอนอยู่ในห้องแต่งตัวก็เป็นแบบนี้เช่นกัน”

สไตล์ของ ราฟา เบนิเตซ ไม่ค่อยเป็นที่ถูกใจ สตีเวน เจอร์ราร์ด เท่าไหร่นัก

การประเมินของเจอร์ราร์ดต่อเบนิเตซมีความคล้ายคลึงกับกรณีของ รอย คีน กับ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กุสัน คือการจัดการทีมที่ล้มเหลวเพราะขาดการดูแลเอาใจใส่ผู้เล่น

ความล้มเหลวของเบนิเตซในการดูแลเจอร์ราร์ดคือสิ่งที่บั่นทอนจิตใจนักเตะ มันคล้ายกับกรณีของ รอยคีน กับ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กุสัน คือการจัดการทีมที่ล้มเหลวเพราะขาดการดูแลเอาใจใส่ผู้เล่น มันตรงข้ามโดยสิ้นเชิงกับคำพูดของสตีวี่จีที่มีต่อ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ที่กล่าวว่า “การจัดการผู้เล่นในทีมของเขายอดเยี่ยมมาก เขาใจกว้างและเป็นคนมีความคิด” ทำให้เริ่มเกิดคำถามตามมาว่าแท้จริงแล้วแนวคิดของการจัดการนักเตะในทีมมีความสำคัญอย่างไร

เจอร์ราร์ดรู้สึกดีต่อบีร็อดแม้ได้ร่วมงานในถิ่นแอนฟิลด์เพียง 3 ปี แต่เขากลับรู้สึกเหินห่างกับราฟาผู้จัดการทีมที่ร่วมกันนานถึง 5 ปี ทั้งที่ เขาได้แชมป์ยูฟา แชมเปียนส์ ลีก, แชมป์เอฟเอ คัพ, รางวัลนักเตะแห่งปีของพรีเมียร์ลีก และ โชว์ฟอร์มได้ดีที่สุดในอาชีพเลยก็ว่าได้ เช่นเดียวกับ รอย คีน ซึ่งคว้าแชมป์ในปีสุดท้ายภายใต้การทำทีมของเฟอร์กี้ แต่ทั้งคู่กลับไม่ได้รู้สึกชื่นชมต่อเจ้านายของตัวเองเลย

การผสมผสานอย่างลงตัว?

คีน กล่าวว่า “ในฐานะผู้จัดการทีมผมจะนำความรักความเอาใจใส่ของคลัฟมาผสมผสานกับความไร้ความปราณีของเฟอร์กุสัน” ส่วนเจอร์ราร์ดก็แสดงความคิดเห็นทำนองเดียวกันว่า “ผมอยากลองเอาส่วนที่ดีที่สุดของแท็คติคราฟากับทักษะการจัดการนักเตะของเบรนแดนมารวมกัน”

ทุกคนล้วนมีความหลงตัวเองและต่างต้องการรู้สึกถึงคุณค่าของตัวเอง แต่การฟังเรื่องนี้จากมุมของนักฟุตบอล มันก็แสดงให้เห็นถึงความอันตรายในความดื้อดึงและผลกระทบจากการจัดการทีมที่ผิดพลาด

แนวคิดของทั้งคู่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาต้องการได้รับความรักและลงเล่นด้วยระบบการเล่นที่ดีในเวลาเดียวกัน แต่เส้นทางการค้าแข้งของทั้งสองคนพิสูจน์ให้เห็นว่ามันไม่จำเป็นต้องมีสองสิ่งนี้พร้อมกันเสมอ ความจริงแล้วคีนกับเจอร์ราร์ดคือนักเตะที่โดนกระตุ้นด้วยความโกรธ ความกลัว และ ความสงสัยในความสามารถตัวเอง ดังนั้นการแสดงความรักด้วยการกอดของกุนซืออาจจะเป็นสิ่งเลวร้ายที่สุดของพวกเขา ขณะเดียวกันการจัดการทีมฟุตบอลระดับสูงยังเกี่ยวข้องกับระดับอีโก้ของผู้ชักนำด้วย ยกตัวอย่างเช่น เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กุสัน ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นคนเจ้าระเบียบ เขาคือผู้เชี่ยวชาญในการแข่งขันแบบระยะยาวตัวจริงโดยมีถ้วยรางวัลมากมายในตู้โชว์ที่สนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เป็นเครื่องการันตี

อเล็กซ์ เอฟร์กูสัน รู้ดีว่าเขาจะดึงความสามารถของ เอริค คันโตนา ออกมาได้อย่างไร

โดย เชราด์ อุลลิเยร์ เคยพูดว่า “ผู้จัดการทีมจำเป็นต้องอบรมผู้เล่นระดับสตาร์เพื่อทำความเข้าใจในสิ่งที่อยู่ในหัวของพวกเขา นั่นคืองานของผู้จัดการทีม” หากเราไม่สนใจที่ครั้งหนึ่งเทรนเนอร์รายนี้เคยกล่าวหา ดาวิด ชิโนลา ว่า “กำลังยิงมิสไซล์เข้ากลางหัวใจของฟุตบอลฝรั่งเศส” ที่ถูกตีความผิดเมื่อ 20 ปีก่อน คำพูดของอุลลิเยร์(เกี่ยวกับผู้จัดการทีม)มีแนวโน้มเป็นจริงสูง

แต่สิ่งที่จะพิสูจน์ว่าเขาพูดถูกหรือไม่คือการดีเบต ทุกคนล้วนมีความหลงตัวเองและต่างต้องการรู้สึกถึงคุณค่าของตัวเอง แต่การฟังเรื่องนี้จากมุมของนักฟุตบอล มันก็แสดงให้เห็นถึงความอันตรายในความดื้อดึงและผลกระทบจากการจัดการทีมที่ผิดพลาด

การสื่อสารอาจไม่ใช่คำตอบ

การสื่อสารกลายเป็นเรื่องที่หลายคนถกเถียงกันจากเกมที่ปีศาจแดงเปิดรังพิชิตลิเวอร์พูลเมื่อสัปดาห์ก่อน หลัง หลุยส์ ฟาน กัล ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาความเป็นจอมเผด็จการ หลังจากมีรายงานว่ามีนักเตะบางรายในทีมเริ่มไม่พอใจกับวิธีฝึกซ้อมของเขา โดยกล่าวว่า “ผมไม่ใช่จอมเผด็จการ ผมเป็นแค่คนสื่อสาร”

แกรี เนวิลล์ กูรูวิเคราะห์เกมคนดังเขียนวิพากษ์วิจารณ์ ฟาน กัล ผ่านคอลัมน์ของตัวเองใน ”The Telegraph” เกี่ยวกับการแสดงความเย็นชาต่อนักเตะ แถมยังกล่าวว่า “ฟานกัลไม่ควรแสดงความฉุนเฉียวต่อนักข่าวและผู้ดำเนินรายการในระหว่างการแถลงข่าวด้วย”

ชาบี เอร์นานเดซ อดีตจอมทัพบาร์เซโลนา ผู้ซึ่งได้รับโอกาสลงเล่นในทีมชุดใหญ่ในยุคของเฮ้ดโค้ชชาวดัตช์ เป็นอีกหนึ่งคนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นที่สร้างความชัดเจนในเรื่องนี้ หลังกล่าวกับ Marca ว่า “ผมจะจดจำฟานกัลไปเสมอ เขาเป็นคนตรงมาก วันหนึ่งเขาทำให้คุณต้องอับอายต่อหน้าเพื่อนร่วมทีม แต่วันต่อมาเขากลับบอกว่าคุณคือ ซีเนดีน ซีดาน เขาเป็นแบบนั้นล่ะ และมันเป็นสิ่งที่ดีในระยะยาว”

หลุยส์ ฟาน กัล นั้นมักจะชอลตีตัวออกห่างกับเหล่านักเตะ

ฟาน กัล และ เบนิเตซ ต่างถูกตัดสินใจจากลักษณะท่าทางที่ปรากฎตัวต่อสื่อ แต่อย่างน้อยพวกเขาก็เข้าใจงานของตัวเองในฐานะคนวางแท็คติค

โทรฟี่แชมป์มากมาย

ทั้งคู่ประสบความสำเร็จคว้าแชมป์รวมกัน 23 รายการ จากการคุมทีมใน 5 ประเทศ มันบ่งบอกได้ว่าทักษะส่วนบุคคลทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จได้มากกว่า แต่ยังมีบางคนสงสัยเกี่ยวกับแนวคิดที่ว่าการจัดการนักเตะในทีมคือพื้นฐานสำคัญสำหรับกุนซือจริงหรือไม่

ไบรอัน คลัฟ ประกาศตอนมารับงานคุมทีมลีดส์ ยูไนเต็ดว่า เหรียญรางวัลแชมป์ที่เคยได้ก่อนหน้านี้ถูกทิ้งลงไปในถังขยะหมดแล้ว เขาบอกกับ เอ็ดดี้ เกรย์ สตาร์ของทีมว่า เขาคือม้าแข่งซึ่งเคยโดนยิงเมื่อนานมาแล้ว โดย นอร์แมน ฮันเตอร์ ผู้เล่นทีมยูงทองเผยว่า ความห่ามแบบนี้ของคลัฟทำให้เขาเป็นที่รักของทุกคนที่นี่

วิธ๊การคุมทีมที่ค่อนข้างดุเดือดของ ไบรอัน คลัฟ ไม่ได้รับความชื่นชอบที่ ลีดส์ ยูไนเต็ด

ความหมางเมินต่อลูกทีมของคลัฟคือสิ่งที่เบนิเตซและฟานกัลต่างฝันหา เพราะเขาไม่ได้สูญเสียความเชื่อมั่นจากในห้องแต่งตัวและไม่แม้แต่ทำให้ทีมเกิดความขัดแย้ง

เรื่องนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นไปไม่ได้ที่ต้องยอมลูกทีมทุกอย่าง จุดแข็งของคลัฟคือการสร้างแรงจูงใจ ในขณะเดียวกันเขาก็ใช้แท็คติคการเล่นชั้นเยี่ยมคอยเกื้อหนุนแรงจูงใจที่สร้างให้กับนักเตะด้วย อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ผู้เล่นทุกคนที่ใช้การโดนชกหน้าเป็นแรงขับคลื่นในการพัฒนาตัวเองเหมือน รอย คีน เจ้าหน้าที่ของ Wernam Hogg เป็นตัวอย่างชั้นดีที่แสดงให้เห็นว่า การเลือกวิธีสร้างแรงจูงใจผิดๆมันเลวร้ายกว่าไม่ได้ทำอะไรเลยเสียอีก

บางทีทักษะส่วนบุคคลอาจจะเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดสำหรับการจัดการทีมฟุตบอลเหมือนอย่างที่ ราฟาเอล เบนิเตซ กับ หลุยส์ ฟาน กัล พิสูจน์ให้เห็น และ สโมสรสามารถคว้าเหรียญแชมป์ได้มากมายโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีการจัดการผู้เล่นในทีมที่ดีก็ได้

พบกับบทความดีๆ แบบนี้ได้ทุกวันที่ fourfourtwo.com/th