ราฟา / มูรินโญ / คาเปลโล่ : กุนซือต่างชาติในพรีเมียร์ลีกรุ่น 2

เพื่อเป็นฉลองที่ อาร์แซน เวนเกอร์ จะอยู่ครบตำแหน่ง 20 ปี ทำให้ FFT ตัดสินใจรวบรวม 50 รายชื่อผู้จัดการทีมต่างชาติบนลีกสูงสุดอังกฤษมาให้เป็นเกียรติแก่กุนซือทุกท่านและ เวนเกอร์ เอง และนี่คือ 10 คนต่อมาจากชุดแรก

สเวน โกรัน อีริคส์สัน (ทีมชาติอังกฤษ 09/01/01 - 02/07/06, แมนฯ ซิตี้ 06/07/07 - 02/06/08)

นี่คือผู้จัดการทีมต่างชาติคนแรกของทีมชาติอังกฤษ

โดย ผลงานที่โดดเด่นของ อีริคส์สัน ก็คือ การพา “สิงโตคำราม” บุกไปถล่ม เยอรมัน คาบ้าน 5-1 พร้อมกับพานักเตะผู้ดีเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ สามรายการใหญ่ติดต่อกัน

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดยังไม่น่าพอใจในสายตาของแฟนๆ เพราะว่าหลายคนเชื่อว่า อีริคส์สัน มีขุมกำลังนักเตะที่ดีที่สุดในรอบ 50 ปีของประเทศ แต่กลับทำได้เพียงรอบ 8 ทีมสุดท้ายในสามทัวร์นาเมนต์ใหญ่ ที่สำคัญคือ กุนซือชาวสวีดิช แพ้ให้กับ หลุยส์ ฟิลิปเป้ สโคลารี่ ทั้งหมด

สุดท้าย อีริคส์สัน ก็ไปต่อไม่ไหว และต้องลาออกในที่สุด ก่อนที่ต่อมาจะมีโอกาสไปคุม “เรือใบสีฟ้า” แต่ก็เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ จากนั้น อดีตนายใหญ่ลาซิโอ เดินทางไปหลายที่ไม่ว่าจะเป็น เม็คซิโก, ไอโวรี่โคสต์, ดูไบ รวมทั้งประเทศไทยของเราด้วย ปัจจุบัน เทรนเนอร์วัย 68 ปียังคุมทีม เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี ในไชนิส ซุปเปอร์ลีค อยู่เลย

    Sven-Goran Eriksson

    โชเซ มูรินโญ (เชลซี 2/6/04-20/7/07, 3/6/13-17/12/15, แมนฯ ยู 27/5/16 - ปัจจุบัน)

    จริงๆ แล้วมันค่อนข้างน่าแปลกใจที่ช่วงซัมเมอร์ระหว่างปี 2000-2004 นั้น มีการแต่งตั้งกุนซือที่ไม่ใช่ชาวอังกฤษเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ซึ่งก็คือ สเวน โกรัน อิริคส์สัน ที่ย้ายไปคุมทีมชาติอังกฤษ ขณะที่สโมสรอื่นๆ ในลีกผู้ดีนั้น ต่างหันไปใช้กุนซือชาวอังกฤษกันเสียหมด อย่าง สจ๊วร์ต เกรย์, เกล็นน์ โรเดอร์ และ เดฟ บาสเซ็ตต์ ซึ่งเห็นได้ชัดว่ากุนซือเหล่านี้ มือไม่ถึง

    ทว่าหลังจากเข้าสู่หน้าร้อนปี 2004 3 สโมสรจากลีกผู้ดีนี้ก็หันไปอิมพอร์ตกุนซือต่างชาติชื่อเสียงระดับทวีปมาพร้อมๆ กัน โดยเริ่มจากโชเซ่ มูรินโญ ที่เข้ามารับงานต่อจาก เคลาดิโอ รานิเอรี่ ที่ทำผลงานได้ไม่ตรงตามเป้าของโรมัน อบราโมวิช บิ๊กบอสแห่งถิ่นสแตมฟอร์ดบริดจ์

    ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นเล็กน้อย เมื่อเดือนมีนาคมก่อนที่กุนซือรายนี้จะเข้ามาคุมทัพสิงห์บลู เจ้าตัวเพิ่งจะพาปอร์โต้คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก แบบเหนือความคาดหมายไปได้ ซึ่ง 1 ในเส้นทางสู่แชมป์ของเขาคือการพาทีมตีเสมอแมนฯ ยูในนาทีสุดท้ายของเกมและส่งทีมดังแห่งเมืองแมนเชสเตอร์กลับบ้านทันที มูรินโญพาทีมเถลิงบัลลังก์จ้าวยุโรป พร้อมกับผลงานแชมป์ลีก 2 สมัย, โปรตุกีส คัพ และ ยูฟ่า คัพ อีก 1 สมัย ก่อนที่จะเก็บข้าวของย้ายมาคุมทัพเชลซี

    มูรินโญกล่าวเป็นที่โด่งดังทันทีในวงการฟุตบอลอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นนักข่าวที่ชื่นชอบลีลาการให้สัมภาษณ์ของเขา หรือจะเป็นนิตยสารด้านแฟชั่นที่ต่างพูดถึงเสื้อโอเวอร์โค้ทที่มูรินโญชอบใส่ ขณะที่แฟนๆ เองก็ชอบกุนซือรายนี้ไม่น้อย โดยเฉพาะแนวทางการเล่นเกมรุกริมเส้นของทีมที่ร้อนแรงมากๆ (แม้ว่าระยะหลังมานี้ เขาจะขึ้นชื่อเรื่องการเล่นแบบรัดกุม แต่ทัพสิงห์บลูก็ทำไปถึง 144 ประตูตลอด 2 ฤดูกาลแรกที่เขาคุมทีม) รวมถึงที่มูรินโญพาทีมคว้าแชมป์ได้มากมาย

    ทว่าก็ไม่ได้มีแต่คนที่ชอบกุนซือรายนี้ เพราะผู้จัดการทีมขอสโมสรอื่นๆ บางราย (โดยเฉพาะ ราฟาเอล เบนิเตซ ที่สมัยนั้นคุมลิเวอร์พูล และ อาร์แซน เวงเกอร์ ที่คุมอาร์เซนอล) ก็ไม่ใช่แฟนตัวยงของกุนซือเดอะสเปเชี่ยลวัน เห็นได้ชัดจากการที่พวกเขาชอบเปิดศึกใส่กันผ่านเวทีสื่อ ซึ่งแม้ว่าบางครั้งมันจะไม่ใช่การต่อว่ากันตรงๆ แต่มูรินโญก็มักจะออกมาปกป้องนักเตะของตัวเอง ซึ่งมันเป็นการกระทำที่ดูจะมั่นใจในตัวเองไปหน่อย และกลายเป็นไปกระทบผู้อื่น

    อย่างไรก็ตาม หลังจากที่พาทัพสิงห์บลูประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามตลอด 3 ปี เจ้าตัวก็ตัดสินใจอำลาทีมแบบช็อคแฟนบอลทุกคน มูรินโญดูเหมือนจะอยู่กับทีมไหนได้ไม่เกิน 3 ปี เพราะหลังจากนั้น เขาย้ายไปประสบความสำเร็จกับอินเตอร์ มิลานอยู่ 2 ปี (ได้ถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีกด้วย) ก่อนจะไปอยู่กับเรอัล มาดริด อีก 3 ปี และกลับมายังถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ อีกครั้ง ซึ่งคราวนี้ เขาก็อยู่กับทีมได้แค่ 2 ปีครึ่งเท่านั้นก่อนจะโดนปลดออกไป

    คงไม่มีใครเถียงได้ว่า นี่คือ 1 ในกุนซือที่ดีที่สุดของโลก เขาจะเตรียมพร้อมสำหรับเกมต่อๆ ไปและคู่แข่งของเขาเสมอ แถมเขายังเป็นกุนซือที่ไม่ได้คาดหวังจะให้ลูกทีมของเขาคว้าชัยแบบสวยงามเสมอ เขาพร้อมที่จะสั่งให้ลูกทีมเพรสซิ่ง และอุดเพื่อรักษาชัยชนะไว้ให้ได้ และล่าสุด เจ้าตัวเพิ่งจะย้ายไปคุมทัพปีศาจแดง ซึ่งแน่นอนว่าเขาจะต้องสร้างแมนฯ ยูยุคใหม่ที่ยอดเยี่ยมมากได้อย่างแน่นอน แถมเขายังจะได้เจอคู่ปรับสำคัญอบ่างเป๊ป กวาร์ดิโอลาด้วยหลังจากที่กุนซือชาวสเปนรายนี้ตกลงคุมทัพแมนฯ ซิตี้ คู่อริร่วมเมือง

    ฌักส์ ซองตินี (สเปอร์ส 3/6/04-5/11/04)

    ในปี 2004 ดาเนียล เลวี บิ๊กบอสของสเปอร์สเริ่มปรับเปลี่ยนทีมอีกครั้ง และพวกเขาตัดสินใจว่าจ้างผู้อำนวยการกีฬาเข้ามาทำงานร่วมกับกุนซือ ซึ่งครั้งหนึ่งเขาได้เคยลองใช้ระบบนี้แล้วกับ เดวิด แพล็ต และ เกล็น ฮอดเดิ้ล ทว่าหากได้เป็นคนที่มีชื่อเสียงระดับทวีปคงจะดีกว่าจริงใช่มั้ยล่ะ?

    แต่นั่นคือความคิดที่ผิด เพราะหลังจากที่เลวีตัดสินใจดังตัว แฟรงค์ อาร์เนเซ่น มารับตำแหน่งผู้อำนวยการกีฬาของทัพไก่เดือยทอง ขณะที่ตำแหน่งกุนซือนั้น เลวีต้องการตัว โจวานนี ตราปัตโตนี ทว่า กุนซือรายนี้ก็ปฎิเสธไป ทำให้ประธานสโมสรรายนี้หันไปทาบทาม ฌักส์ ซองตินี กุนซือชาวฝรั่งเศสแทนแม้ว่าความจริงแล้วอาร์เนเซนจะต้องการร่วมงานกับ มาร์ติน โยล มากกว่า อย่างไรก็ตามท้ายที่สุดแล้ว สเปอร์ก็ได้ผู้อำนวยการสโมสรเป็นอาร์เนเซ่น ชาวเดนมาร์ก, ซองตินี ชาวฝรั่งเศสเป็นกุนซือ และ โยล ชาวดัตช์เป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีม เรียกได้ว่า เป็นการประสานงานของทีมงานจากทั่วทั้งทวีป

    ทีมดังแห่งกรุงลอนดอนออกสตาร์ทได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยชัยชนะ 6 นัดรวดในลีก พร้อมกับเสียประตูเพียงแค่ 2 ลูก ทว่าหลังจากนั้น ฟอร์มของพวกเขาก็รูดลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อแพ้ถึง 4 จาก 5 เกมถัดมา อีกทั้งดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีปัญหากันภายในเมื่อ อาร์เนเซนกับโยลสนิทสนมกันอย่างเห็นได้ชัด ทำให้นักเตะในทีมไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วใครคือคนที่ทำหน้าที่คุมทีมกันแน่ และในที่สุด หลังจากที่ทีมแพ้โบลตัน อาร์เนเซนก็งดให้สัมภาษณ์หลังเกมเพื่อใช้เวลาศึกษาเทปการแข่งขัน  และอีก 2 อาทิตย์ต่อมา ซองตินีก็อำลาตำแหน่งกุนซือไป และไม่ใช่ใครที่ไหนที่ขึ้นมาแทนที่ แต่เป็น มาร์ติน โยล แต่ไม่ถึงปีอาร์เนเซนก็ไปอยู่เชลซี

    Jacques Santini

    ช่วงเวลาในถิ่นไวท์ ฮาร์ท เลน นั้นไม่ดีเอาเสียเลย

    ราฟาเอล เบนิเตซ (ลิเวอร์พูล 16/6/04-3/7/10, เชลซี 21/11/12-27/5/13, นิวคาสเซิล 11/3/16 - ปัจจุบัน)

    ลิเวอร์พูลค่อนข้างระมัดระวังในการเลือกใช้งานกุนซือแต่ละคน ซึ่งถ้าหากกุนซือคนใดพร้อมที่จะปรับตัวเข้ากับแนวทางของทีมได้ พวกเขาก็พร้อมจะอ้าแขนรับเข้าทำงาน แถมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีกุนซือเพียง 2 รายเท่านั้นที่เป็นคนพื้นเมืองแต่กำเนิด (โจ เฟแกน และ รอย อีแวนส์) ขณะที่กุนซือคนอื่นๆ ล้วนแต่มาจากที่อื่นๆ ทั้งนั้น เช่นเดียวกับราฟาเอล เบนิเตซ กุนซือชาวสเปนที่สามารถปรับตัวเข้ากับแนวทางของทัพหงส์แดงได้อย่างรวดเร็ว

    การปรับตัวของเบนิเตซนั้นมันช่วยให้เขาเข้าใจวัฒนธรรมของสโมสรแห่งนี้ รวมถึงเมืองแห่งนี้ได้อย่างรวดเร็ว เบนิเตซกล้าที่จะวิจารณ์กุนซือชื่อดังอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน นายใหญ่ของแมนฯ ยู หรือแม้แต่อดีตเจ้าของทีมอย่าง จิลเล็ตท์ และ ฮิคส์ นอกจากนั้น มันยังส่งผลให้ลิเวอร์พูลทำผลงานได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเขาสามารถพาทีมคว้าแชมป์ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีกที่ทีมรอคอยมาถึง 21 ปีได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรกกับทีม

    คงต้องขอพูดถึงเส้นทางสู่ตำแหน่งจ้าวยุโรปในปีนั้นสักเล็กน้อย โดยทัพหงส์แดงสามารถเอาชนะยูเวนตุส และเชลซีไปได้ จนทำให้เขาได้รับการยกย่องจากแฟนๆ เป็นอย่างมาก จนถึงขั้นที่แฟนๆ นำมาใส่กรอบสีทองและชูขึ้นไปมาเลยทีเดียว กลับมาที่ผลงานในลีก เบนิเตซอาจจะไม่เคยพาทีมคว้าแชมป์ลีกได้เลย โดยตำแหน่งที่ใกล้เคียงที่สุดของเขานั้นคือการคว้ารองแชมป์ในปี 2009 อย่างไรก็ตาม ในปีถัดมา เจ้าตัวก็ถูกปลดออกจากตำแหน่งหลังจากที่พาทีมล้มเหลวในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก หลังจากตกรอบแบ่งกลุ่ม

    นอกจากนั้นผลงานของเขากับเชลซีในช่วง 6 เดือนนั้น ค่อนข้างมีครบรสชาติ เพราะเขาได้รับการต้อนรับจากแฟนบอลไม่ค่อยดีนัก ทว่าเขาก็สามารถพาทีมคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีกได้สำเร็จ ขณะเดียวกันปัจจุบันนี้ เจ้าตัวถูกว่าจ้างให้เข้ามากอบกู้สถานการณ์ของนิวคาสเซิลที่แม้ว่าเขาจะช่วยให้ทีมรอดพ้นจากการตกชั้นไม่ได้ แต่สำหรับตอนนี้ เขาก็ทำผลงานได้ดีทีเดียวกับทัพทูนอาร์มี่ในลีกรองของอังกฤษ และแฟนๆ ก็ดูจะพอใจไม่น้อยเลย

    Rafael Benitez

    แม้ว่าจะช่วยให้ทีมรอดพ้นจากการตกชั้นไม่ได้ แต่ดูแล้ว บรรยากาศในถิ่นเวนต์ เจมส์ พาร์ค ก็ดีขึ้น

    มาร์ติน โยล (สเปอร์ส 2/11/04-25/10-07, ฟูแล่ม 7/6/11-1/12/13)

    หลังจากที่ผลงานกับซองตินีไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ทัพไก่เดือยทองก็หันมาให้โอกาส มาร์ติน โยล ผู้ช่วนผู้จัดการทีมเลื่อนขั้นขึ้นมานั่งแท่นหัวเรือใหญ่แทน ซึ่งความจริงแล้ว กุนซือรายนี้เองก็เคยค้าแข้งบนเกาะอังกฤษมาแล้วกับสโมสร เวสต์บรอม และ โคเวนทรี ในช่วยุค 80 ซึ่งเป็นเหมือนช่วงยุคมืดของวงการลูกหนังแดนผู้ดี

    โยลออกสตาร์ทกับทีมไก่เดือยทองได้ดีถึงขั้นที่มีข่าวว่าอาหยักซ์ต้องการดึงตัวเขาไปร่วมงาน ทว่าสุดท้ายเขาก็อยู่กับทีมดังแห่งลอนดอนเหนือต่อ และเกือบจะพาทีมติดท็อปโฟร์ได้สำเร็จในฤดูกาลต่อมาที่ได้คุมทีมแบบเต็มๆ โดยลูกทีมของเขาดันไปพลาดท่าในนัดสุดท้ายที่พบกับเวสต์แฮมจนถูกอาร์เซนอล คู่อริร่วมเมืองแซงเอาคว้าอันดับ 4 ไปได้

    ในฤดูกาลต่อมา โยลก็ยังพาทีมคว้าอันดับที่ 5 ได้เช่นเคย ทว่าด้วยจำนวนเงิน 40 ล้านปอนด์ที่ใช้จ่ายในช่วงซัมเมอร์ต่อมาโดยผู้อำนวยการกีฬาอย่าง เดเมี่ยน โคมอลลี ซึ่งไม่ได้นักเตะที่โยลต้องการ ทำให้สเปอร์สตัดสินใจทาบทาม ฆวนเด้ รามอส กุนซือเลือดสเปน เข้ามาทำหน้าที่แทน ขณะที่โยลนั้นได้รับข่าวว่าตัวเองถูกปลดจากหลานชายตัวเอง

    โยลระหกระเหินไปคุมทัพฮัมบูร์กอยู่ราวๆ 1 ปี ก่อนจะไปคุมทัพอาหยักซ์ได้ปีครึ่ง จากนั้นเจ้าตัวก็หวนกลับมาวงการฟุตบอลอังกฤษอีกครั้งกับทีมฟูแล่ม  โดยในฤดูกาลแรก เขาทำผลงาไนด้ดีทีเดียว พาทีมเจ้าสัวจบอันดับ 9 ของตาราง ทว่าในฤดูกาลต่อมา ผลงานของโยลก็ตกลงไปเมื่อทำได้เพียงอันดับที่ 12 และในฤดูกาลที่ 3 ผลงานของเขากับทีมเรียกได้ว่าเข้าขั้นหายนะ เมื่อพาทีมแพ้ 6 นัดรวด จนถูกไล่ออกไป ซึ่งในฤดูกาลนั้น ฟูแล่มเปลี่ยนกุนซือถึง 3 คนด้วยกัน