ราฟาเอล บาสโตส : แข้งบุรีรัมย์ที่ย้ายออกจากชาเปฯ แค่ 1 เดือนก่อนเครื่องบินตก

เขาเคยผ่านประสบการณ์ค้าแข้งมาอย่างโชกโชน เคยเล่นรายการระดับทวีปมาแล้วถึง 3 รายการทั้งโตปา ซูดาเมริกาน่า, เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

และนี่ คือ เศษเสี้ยวหนึ่งของชีวิตลูกหนังของ ราฟาเอล บาสโตส ตัวรุกคนล่าสุดของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่เคยพาทีมบุกไปชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึงโอลด์ แทรฟฟอร์ด และเกือบจะได้ขึ้นเครื่องบินเที่ยวโศกนาฏกรรมกับชาเปโคเอนเซ่มาแล้ว…

เป็นหัวขโมยตั้งแต่เด็ก

ราฟาเอล บาสโตส ถือกำเนิดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 1985 ท่ามกลางความยากจนในริโอ เด จาเนโร ด้วยสภาพแวดล้อมดังกล่าวบีบให้เขาต้องทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะเอาตัวรอดจากสังคมเสื่อมโทรม

“สมัยเด็กๆ ผมถือว่าตัวเองเกเรเลยล่ะ เป็นอันธพาล หาเรื่องเขาไปทั่ว และหลอกลวงคนด้วย ผมเคยพ่นสีตามผนัง แม้แต่ขโมยของกินก็ยังทำมาแล้ว”

“สมัยเด็กๆ ผมถือว่าตัวเองเกเรเลยล่ะ เป็นอันธพาล หาเรื่องเขาไปทั่ว และหลอกลวงคนด้วย ผมเคยพ่นสีตามผนัง แม้แต่ขโมยของกินก็ยังทำมาแล้ว” บาสโตสรำลึกความหลัง

แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งเดียวที่เขาจะไม่ยุ่งก็คือสิ่งเสพย์ติด เนื่องจากเพื่อนและพี่ชายของเขาต้องมาจบชีวิตลงด้วยฤทธิ์ยา ซึ่งความลำบากในวัยเด็กนี่เอง ทำให้เขามุ่งมั่นที่จะเป็นนักฟุตบอลเหมือนอย่างคุณพ่อของเขา และไอดอลในวัยเด็กอย่างโรนัลโด้ อดีตยอดดาวยิงร่วมชาติ เพื่อเอาชนะความลำบากให้จงได้

เขาเริ่มต้นเล่นฟุตบอลให้กับทีมท้องถิ่นอย่าง อังกรา ดอส ไรส์ ก่อนจะต้องเดินทางไกลกว่า 1,630 กิโลเมตร ขึ้นมาทางตอนเหนือ เพื่อเริ่มต้นฝึกวิชาลูกหนังกับบาเอีย ในฐานะเด็กฝึกหัดของสโมสร และพาทีมคว้าแชมป์ในระดับเยาวชนมากมาย จนกระทั่งได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในปี 2006

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่เขาอยู่กับบาเอีย กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรเลยก็ว่าได้ เมื่อมีอันต้องตกชั้นไปอยู่เซเรีย ซี เป็นครั้งแรกตั้งแต่ก่อตั้งทีม

แต่ด้วยผลงานอันน่าประทับใจ ทำให้หลายทีมในบ้านเกิดสนคว้าตัวไปร่วมทัพ และเป็นครูไซโร่ที่ขอซื้อกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของครึ่งหนึ่ง

อย่างไรก็ตามเจ้าตัวก็ไม่ได้สัมผัสกับบรรยากาศของลีกสูงสุดในบ้านเกิด เมื่อถูกปล่อยยืมไปอยู่กับเบเลเนนเซ่ทีมในโปรตุเกสเป็นเวลา 1 ฤดูกาล แต่ก็ได้ลงเล่นเพียงแค่ 14 นัด ก่อนที่นาซิอองนาลจะซื้อขาด

แต่เจ้าตัวก็เล่นให้ในลีกสูงสุดของโปรตุเกสได้เพียงแค่ครึ่งซีซั่น ก่อนจะย้ายกลับแดนกาแฟไปอยู่กับวิตอเรีย ซึ่งก็อยู่ได้ไม่ถึงครึ่งปีก็ถูกยกเลิกสัญญา

ได้เล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

หลังออกจากวิตอเรียเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2009 เขาก็ตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตค้าแข้งใหม่ที่ญี่ปุ่นในอีกไม่กี่วันต่อมา เริ่มต้นด้วยการไปทดสอบฝีเท้ากับเอฟซี โตเกียว

ซึ่งระหว่างนั้น ยูนิเอา เลยเรีย ทีมในโปรตุเกสก็แสดงความสนใจที่จะเซ็นสัญญากับเขา จนถึงขนาดไปตรวจร่างกายเสร็จเรียบร้อยถึงโปรตุเกส และเตรียมเสื้อเบอร์ 10 ให้แล้ว แต่ดีลก็มาล่มลงในตอนท้าย

เมื่อคอนซาโดเล่ ซัปโปโร ที่ขณะนั้นอยู่ในเจทูยื่นข้อเสนอที่ดีกว่าให้ และจรดนำ้หมึกค้าแข้งในทีมเมืองเหนือจนถึงวันที่ 1 มกราคม 2010

แต่ในช่วงแรกนั้น ราฟาเอลใช้เวลาปรับตัวอย่างยากลำบากซึ่งกว่าจะเข้ากับทีมและยึดตำแหน่งตัวจริงได้ก็ต้องรอไปถึงช่วง 4 นัดสุดท้าย แต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้เขาโชว์ฟอร์มได้เตะตาจนกลับไปเล่นยุโรปอีกครั้งกับสปอร์ติ้ง บราก้า

ทว่าประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอย เมื่อถูกทีมดังแดนฝอยทองปล่อยตัวออกมาหลังมีปัญหากับโค้ช และเป็นซีเอฟอาร์ คลูจ ที่รับช่วงต่อ

ซึ่งการค้าแข้งในลีกโรมาเนียนี่เองที่เจ้าตัวได้ลงเล่นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เมื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนแนวรุกของทีมทั้งในตำแหน่งปีกซ้าย-ขวา, กองกลางตัวรุก หรือแม้กระทั่งหน้าต่ำ ลงเล่นไปทั้งสิ้น 23 นัดในลีก ทำไป 4 ประตูกับอีก 3 แอสซิสต์

ขณะที่ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เจ้าตัวก็ได้เจอกับยอดทีมอย่างบาเยิร์น มิวนิค ที่มี โธมัส มุลเลอร์, ฟิลิปป์ ลาห์ม, โทนี่ โครส, บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ และ มาริโอ โกเมซ แม้มีอันต้องพ่ายทั้งไปและกลับ แต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับเขาและเพื่อนร่วมทีม

เมื่อซีเอฟอาร์ คลูจ ผงาดกลับมาเป็นแชมป์ลีกได้อีกครั้ง หลังจากเสียไปให้กับโอเตลุล กาลาติ เมื่อซีซั่นก่อน พร้อมกับคว้าตั๋วไปเล่น UCL ฤดูกาล 2012/13

ซึ่งหลังจากที่ผ่านรอบคัดเลือกทะลุเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่ม เป็นเรื่องบังเอิญเหลือเกินที่ถูกจับสลากให้อยู่ร่วมสายเดียวกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, กาลาตาซาราย และ สปอร์ติ้ง บราก้า ต้นสังกัดเก่า โดยต้องโคจรมาเจอกันตั้งแต่นัดแรกพอดี

คำชมจาก อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

ท่ามกลางผู้ชม 15,000 คนในสนามเอสตาดิโอ มูนิซิปาล เด บราก้า ราฟาเอล บาสโตส รู้ดีว่าตัวเองต้องพิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่า บราก้าคิดผิดที่ยกเลิกสัญญาเขา

“เฟอร์กูสันพูดว่าผมสามารถสร้างความแตกต่างได้ ดังนั้นเขาจึงส่ง ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์ มาประกบผมตลอดทั้งเกม”

แล้วเจ้าตัวก็ใช้เวลาเพียง 19 นาทียิงประตูทีมเก่าได้จากจังหวะโต้กลับที่เจ้าตัวรับบอลจาก ปาเป้ อโมดู ซูกู หลุดเข้าไปยิงสวนตัวเบโต้เข้าประตูไปอย่างเลือดเย็น แน่นอนว่าตัวเขานั้นไม่ได้เก็บงำความรู้สึกยินดีปรีดาและยิงทีมเก่าได้แต่อย่างใด

ก่อนที่อีก 15 นาทีต่อมา บาสโตสจะโชว์ความขยันตัดบอลได้ตั้งแต่กลางสนาม ก่อนจะกระชากขึ้นมาทางด้านซ้ายแล้วพาบอลแหวกฝั่งตรงข้าม 3 คน แล้วยิงเสยเพดานตาข่ายอย่างสะใจ

“มันคือฝันที่เป็นจริง ผมรู้สึกสุดยอดไปเลย” บาสโตสเผย “มันเหมือนกับความฝันที่ได้ยิงทีมเก่าถึง 2 ลูก แถมยังทำได้ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกต่างหาก”

แน่นอนว่าฟอร์มอันเอกอุของเขาย่อมไปเข้าตา เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีมที่อยู่กลุ่มเดียวกันอย่างไม่ต้องสงสัย “ผมได้ชมเกมที่พวกเขาเจอกับบาเซิ่ลและบราก้าแล้ว ผมคิดว่า ราฟาเอล บาสโตส คือตัวอันตรายเลยล่ะ” บรมกุนซือชาวสก็อตกล่าวในการแถลงข่าวก่อนเกมที่จะต้องมาเจอกัน

“เฟอร์กูสันพูดว่าผมสามารถสร้างความแตกต่างได้ ดังนั้นเขาจึงส่ง ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์ มาประกบผมตลอดทั้งเกม” บาสโตสกล่าวเสริม

ซึ่งขุนพล “ปีศาจแดง” ก็จัดการดับซ่าส์ซีเอฟอาร์ คลูจ ได้ถึงโรมาเนีย 2-1 จากการเหมาของ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ จนทำให้พวกเขาออกอาการเป๋เก็บได้เพียงแต้มเดียวในการเจอกับกาลาตาซาราย

ก่อนที่จะคืนฟอร์มเปิดบ้านชนะบราก้า 3-1 นั่นทำให้ความหวังในการเข้ารอบน็อคเอ้าท์กลับมาเรืองรองอีกครั้งในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม โดยพวกเขาจะต้องชนะแมนฯยูไนเต็ดให้ได้สถานเดียว และแช่งให้กาลาตาซารายไม่ชนะบราก้า

“เกมนั้นเรามุ่งมั่นกันมาก เพราะเราต้องการจะสร้างประวัติศาสตร์เข้ารอบน็อคเอ้าท์รายการนี้เป็นครั้งแรกให้ได้ ซึ่งการไปเยือนโอลด์ แทรฟฟอร์ด ที่ถือว่าเป็นสนามที่มีความขลังที่สุดแห่งหนึ่งของโลกทำให้เราตื่นเต้นไม่น้อย” บาสโตสเผยกับ FourFourTwo Thailand

“มันเป็นเกมที่น่าอึดอัด เราพยายามจะเจาะแต่ก็ไม่เข้า แผงหลังของพวกเขาเหนียวมาก พวกเขาไม่ได้มีแค่ ดาบิด เด เคอา ที่เป็นผู้รักษาประตูอันดับต้นๆของยุโรป แต่ คริส สมอลลิ่ง, ฟิล โจนส์ พวกนี้ก็แข็งแกร่งเช่นกัน”

แม้สุดท้ายเจ้าตัวจะจ่ายให้ หลุยส์ อัลแบร์โต้ เพื่อนร่วมชาติซัดประตูชัยแต่ก็ไม่เพียงพอ เมื่อกาลาตาซารายก็บุกไปชนะบราก้าเช่นกัน ทำให้ซีเอฟอาร์ คลูจ ตกรอบไปทั้งที่มีแต้มเท่ากัน แต่เฮดทูเฮดด้อยกว่า

ถึงจะได้เล่นยูโรป้าลีกเป็นการปลอบใจ แต่ดูเหมือนว่าเฮดโค้ช เปาโล แซร์จิโอ้ จะทิ้งถ้วยนี้ไปเลย เมื่อส่งสำรองลงเล่นและแพ้อินเตอร์ มิลาน ด้วยสกอร์รวม 2 นัด 5-0

แม้จะสิ้นสุดการผจญภัยบอลยุโรปถ้วยใหญ่ที่รอบแบ่งกลุ่ม แต่ ราฟาเอล บาสโตส ก็มีความทรงจำที่ดีกับรายการนี้ เมื่อทำได้ทั้งสิ้น 2 ประตูกับอีก 5 แอสซิสต์ อีกทั้งยังได้รับคำชมการกุนซือผู้เป็นตำนาน

“ผมยังเก็บหนังสือพิมพ์ที่มีคำพูดของเขาไว้อยู่เลย” บาสโตสกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ “ลูกๆของผมได้รู้เรื่องนี้แล้ว และผมหวังว่าในอนาคต จะได้เล่าเรื่องนี้ให้กับหลานๆ ฟัง อย่างน้อยผมมีหลักฐานว่าผมไม่ได้โกหก เพราะมันมีอยู่ในหนังสือพิมพ์”

หลังจากที่แจ้งเกิดบนเวทียุโรปอย่างเต็มตัว เขาก็ย้ายไปค้าแข้งกับอัล นาซิร ทีมดังในซาอุดีอาระเบียด้วยค่าตัว 2.2 ล้านปอนด์ในช่วงเปิดตลาดเดือนมกราคม ด้วยความหวังที่จะสร้างฐานะให้มั่นคง แต่แล้วก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด