รากฐานแห่งความสำเร็จ : เจาะลึกวงการฟุตบอลนักเรียนแดนซามูไร

ท่ามกลางการแข่งขันอันแสดจะดุเดือดของบรรดาลีกต่างๆ ในเอเชีย ในวันนี้ FFT ขอพาผู้อ่านทุกท่านพักจากฟุตบอลอาชีพ และไปทำความรู้จักกับวงการลูกหนังเยาวชนของประเทศญี่ปุ่นที่เป็นรากฐานของความสำเร็จในทีมชาติอย่างที่เห็นๆ กันทุกวันนี้ก่อน ติดตามได้ที่นี่

ขณะที่ทั้งซันเดอร์แลนด์, วัตฟอร์ด และ ฮัลล์ ซิตี้ ต่างมีคิวลงสนามฟาดแข้งในศึก เอฟเอ คัพ ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ในประเทศญี่ปุ่นเองก็มีการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติของนักเรียนมัธยมปลาย หรือที่คุ้นหูกันในชื่อ "อินเตอร์ไฮ" ซึ่งหากใครได้ติดตาม จะรู้ว่าฟุตบอลแดนอาทิตย์อุทัยนัดนี้นั้น มีผู้ชมเข้ามาชมที่สนามมากกว่าทั้งทั้ง 3 แมตช์ของทีมอังกฤษรวมกันเสียอีก

ความจริงแล้ว ต่อให้เพิ่มแมตช์อื่นๆ ของ วีแกน, แบล็คพูล และคาร์ดิฟฟ์ไปด้วย ยอดผู้ชมก็ยังไม่ถึง 42,000 คน ซึ่งเป็นจำนวนคนดูที่สนามไซตามะที่ใช้เป็นสนามจัดการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลอินเตอร์ไฮระหว่าง อาโอโมริ ยามาดะ และ เมบาชิ อิคูอิ ด้วยซ้ำ

แข้งระดับมัธยมของพวกเขาอาจจะเก่งกว่านักฟุตบอลอาชีพของลีกอื่นๆ บางลีกในเอเชียเสียอีกด้วยซ้ำ

สำหรับในประเทศญี่ปุ่นนั้น ความนิยมของกีฬาฟุตบอลนั้นได้แผ่ลงมาถึงในระดับโรงเรียนมัธยมเลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขามีโรงเรียนที่ขึ้นชื่อเรื่องการผลิตดาวรุ่งมาประดับวงการมากมาย ยกตัวอย่างเช่น โรงเรียนมัธยมยาสุ ที่มักจะผลิตดาวรุ่งที่เล่นเกมรับได้ดีออกมาอย่างต่อเนื่อง

ความจริงแล้ว ด้วยความที่ฟุตบอลระดับมัธยมของญี่ปุ่นนั่นได้รับความนิยมมาก ทำให้หลายๆ โรงเรียนมีการทำวิดิโอโปรโมทสไตล์ของทีมตัวเองเป็นประจำทุกๆ ปีด้วย

ฟุตบอลรายการนี้เป็นที่รู้จักในอีกชื่อคือ “คลาสสิควินเทอร์” ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากเหล่าแฟนบอลในญี่ปุ่น โดยในสมัยก่อนที่ใช้สนามเนชั่นแนล สเตเดี้ยม เป็นที่แข่งขันนั้น ไม่เพียงแต่นัดชิงชนะเลิศเท่านั้นที่บัตรถูกขายจนเกลี้ยง แต่ในรอบรองชนะเลิศ และรอบอื่นๆ ที่เล่นในสนามที่เล็กลงมาหน่อย ก็เต็มทุกที่นั่งเช่นกัน

สื่อมวลชนเองก็ให้ความสนใจทำข่าวฟุตบอลรายการนี้

สำหรับฟุตบอลรายการนี้ โดยปกติแล้วตั้งแต่รอบ 16 ทีมสุดท้ายจนไปถึงรอบชิงชนะเลิศ ทุกๆ แมตช์จะมีถ่ายทอดสดผ่านทางโทรทัศน์ ซึ่งนั่นทำให้มันแฟนบอลทุกคนสามารถเข้าถึงได้ จนส่งผลให้ได้รับความนิยมมากขึ้นทั้งจากแฟนบอลทั่วประเทศ รวมทั้งสื่ออื่นๆ เช่นหนังสือพิมพ์ และสื่ออิเลคทรอนิกส์ต่างๆ เรียกได้ว่า นี่คือทัวร์นาเมนต์ระดับมัธยมที่มีแฟนบอลติดตามมากที่สุดในโลกแล้วก็ว่าได้

ความบ้าคลั่งฟุตบอลของคนญี่ปุ่นที่หยั่งรากลึกลงถึงจุดลึกสุดของวัฒนธรรมญี่ปุ่่นเลยก็ว่าได้

ในร้านหนังสือแห่งหนึ่งในกรุงโตเกียว มีนักข่าวของเราได้เดินสำรวจตามชั้นวางนิจยสาร และพบว่า มีนิตยสารถึง 4 เล่นที่วิเคราะห์เจาะลึกถึงแผนการเล่นของแต่ละโรงเรียนแบบละเอียดยิบโดยเฉพาะ พร้อมทั้งยังมีส่วนคอลัมน์แนะนำนักเตะของแต่ละโรงเรียน รวมทั้งนักเตะที่น่าจับตามองของทัวร์นาเมนต์ด้วย และแน่นอนว่าทุกอย่างทำออกมาอย่างสวยงามน่าอ่านมากๆ

สำหรับในการแข่งขันครั้งที่ 95 นี้ ร้านขายสินค้าที่ระลึกหน้าสนามก็ขายหมดเกลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเชียร์, เข็มกลัด และธงของแต่ละโรงเรียน ก็ถูกจับจองจนหมดแผง

ทั้งหมดนี้สำคัญอย่างไร?

สิ่งแรกที่มันสามารถบอกได้ทันทีเลยก็คือ ความบ้าคลั่งฟุตบอลของคนญี่ปุ่นที่หยั่งรากลึกลงถึงจุดลึกสุดของวัฒนธรรมญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้

สอง - มันยังเป็นเครื่องมือบ่งบอกถึงความก้าวหน้าในเชิงแทคติคและเทคนิคต่างๆ ของนักเตะญี่ปุ่นที่ไม่แน่ว่า แข้งระดับมัธยมของพวกเขาอาจจะเก่งกว่านักฟุตบอลอาชีพของลีกอื่นๆ บางลีกในเอเชียเสียอีกด้วยซ้ำ

มาเลเซียและสิงคโปร์ต่างก็กำลังเรียนรู้วิธีบริหารจัดการกีฬาฟุตบอลจากประเทศญีปุ่่นอยู่

สาม - เห็นได้ชัดว่าโรงเรียนให้ความจริงจังสำหรับการบ่มเพาะและปลุกปั้นเหล่าดาวรุ่งที่จะก้าวไปเป็นนักฟุตบอลอาชีพ รวมทั้งเป็นกำลังหลักให้กับทีมชาติในอนาคต

จากทัวร์นาเมนต์ครั้งนี้ เชื่อหรือไม่ว่ามีนักเตะมากกว่า 100 คนที่ได้โอกาสฝึกซ้อมอยู่กับทีมเยาวชนของเหล่าทีมในเจลีกแล้ว แถมยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ได้เซ็นสัญญากับสโมสรเหล่านั้นสำหรับในฤดูกาล 2017 นี้ด้วย

มีนักเตะชื่อดังหลายๆ คนของญีปุ่่นเองก็ผ่านการฝึกฝนมาจากฟุตบอลระดับมัธยมและผ่านการลงเล่นในรายการนี้มาก่อน

แน่นอนว่านักเตะชื่อดังหลายๆ คนของญี่ปุ่นเองก็ผ่านการฝึกฝนมาจากฟุตบอลระดับมัธยมและผ่านการลงเล่นในรายการนี้ ก่อนที่จะค่อยๆ เติบโตขึ้นไปเป็นสตาร์ชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็น เคซูเกะ ฮอนดะ, ชินจิ โอกาซากิ, ฮิเดโทชิ นากาตะ, ยาชูฮิโต เอนโดะ, ชุนซูเกะ นากามูระ, โยชิโตะ โอคุโบะ, มาร์คัส ตูลิโอ ทานากะ และ ไซโก นาราซากิ รวมทั้งอีกหลายๆ คนที่เอ่ยชื่อไม่หมดด้วย

ยิ่งไปกว่านั่น ปัจจุบันยังสโมสรต่างๆ ในศึกเจลีกได้หันมาจับมือกับโรงเรียนต่างๆ มากขึ้น และก่อนให้เกิดลีกเยาวชนอย่าง “ปริ้นซ์ ทากามาโดะ ยู-18 ลีก” ขึ้น ซึ่งมันเป็นทัวร์นาเมนต์ที่เปิดโอกาสให้ 20 สโมสร ไม่ว่าจะเป็นทีมโรงเรียน หรือทีมเยาวชนของสโมสร เข้าร่วมแข่งขันกันในระบบลีก ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงธันวาคม

ตัวอย่างแมตช์เดย์ของแต่ละสัปดาห์

ความจริงแล้ว สำหรับในปีนี้มันก็ค่อนข้างเซอร์ไพรส์เล็กน้อย เพราะ อาโอโมริ ซึ่งลงแข่งในรายการนั้น ก็สามารถคว้าแชมป์อินเตอร์ไฮของปีนี้ไปครองได้สำเร็จด้วย

ความแตกต่างของญี่ปุ่นกับชาติอื่นๆ ในอาเซียยนี้ ก็คือระบบเยาวชนที่ในบ้านเรารวมทั้งประเทศเพื่อนบ้าน อาจจะยังไม่จริงจังมากพอ

ต้องชื่นชมระบบการทำงานนี้ของสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น เพราะมันทำให้พวกเขาสามารถปลุกปั้นเหล่าดาวรุ่งทุกคนที่มีแววได้ เรียกได้ว่า แทบจะไม่มีใครตกหล่นออกจากสารบบเลย ถ้าหากมีความสามารถจริง ก็จะมีคนมองเห็นและนำไปปลุกปั้นต่ออย่างแน่นอน

ดังนั้นความแตกต่างของญี่ปุ่นกับชาติอื่นๆ ในอาเซียนนี้ ก็คือระบบเยาวชนที่ในบ้านเรารวมทั้งเพื่อนบ้าน อาจจะยังไม่จริงจังมากพอ จนทำให้เหล่าเยาวชนหลายๆ คนขาดความต่อเนื่องในการพัฒนาฝีเท้า หรือไม่ก็ไม่มีแมวมองคนใดค้นพบ แถมบางส่วนก็ยังไม่ทันได้มีโอกาสได้แจ้งเกิดด้วย

มีหลายๆ ชาติที่พยายามเอาระบบนี้ของญีปุ่นมาปรับใช้ทว่าจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เห็นผลมากนัก แต่อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้นนำด้วยการโมเดลของญี่ปุ่นมาใช้ ก็นับว่าเป็นความคิดที่ดีที่จะพัฒนาทั้งเทคนิคของเหล่าเยาวชน รวมทั้งทำให้ฟุตบอลเยาวชนในประเทศนั้นมีรากฐานที่มั่นคงยิ่งขึ้นด้วย

ภาพโดย : Scott McIntyre/FourFourTwo