ระดับโลก : 12 แข้งดังไทยลีก (เคย) ลุยโอลิมปิก รอบสุดท้าย

ทีมงาน FFT TH ได้รวบรวมเหล่าแข้งในไทยพรีเมียร์ลีก (ทั้งที่เคยอยู่ และไม่อยู่แล้ว) ที่เคยโลดแล่นใน โอลิมปิก เกมส์ รอบสุดท้าย มาแล้ว… แต่ละคนมีประสบการณ์ที่ดีและเลวร้ายอย่างไร ติดตามได้ที่นี่!

มาร์ค บริดจ์

โอลิมปิก เกมส์ 2008

หัวหอกป้ายแดงของ เชียงราย ยูไนเต็ด รายนี้ คือเพื่อนร่วมรุ่นของ เทรนต์ แม็คเคิลนาฮาน ในทีมชาติออสเตรเลีย ชุดลุยศึกโอลิมปิก เกมส์ 2008

เด็กหนุ่มจากฝั่งตะวันตกของซิดนีย์ รู้จักและสัมผัสกับเกมกีฬาลูกหนังมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ จนกระทั่งระดับไฮสคูล ก็ได้รับโอกาสเข้าศึกษาที่โรงเรียนกีฬาเวสต์ฟิลด์ส มีนักฟุตบอลชื่อดังมากมาย แลัแน่นอนว่าเขาทำผลงานให้กับโรงเรียนได้อย่างยอดเยี่ยม คว้าแชมป์ประจำรัฐ จนถูกเรียกตัวติดทีมชาติออสเตรเลีย รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ตอนอายุเพียง 18 ปี เท่านั้น เพื่อจะไปแข่งฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายที่เนเธอร์แลนด์

ด้วยเหตุนั้นทำให้เขาตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนตอนเกรด 10 เพื่อหันไปเล่นอาชีพกับพาร์รามัตตา ทีมในศึก เนชั่นแนล ซ็อคเกอร์ ลีก แต่กลับทำผลงานได้ไม่ดีนัก เพราะต้องไปเก็บตัวซ้อมกับทีมชาติออสเตรเลียด้วย ทว่าเกิดเหตุการณ์โชคร้ายเกิดขึ้นระหว่างซ้อมกับออสเตรเลีย เมื่อ บริดจ์ เกิดดวงแตกได้รับบาดเจ็บกระดูกข้อหัก และต้องพักอย่างน้อย 3 เดือน ส่งผลให้อดไปเล่นฟุตบอลโลก

ต่อมาในปี 2004 ก็ได้ย้ายไปค้าแข้งกับ นิวคาสเซิล เจ็ตส์ แม้ในปีแรกจะถูกอาการบาดเจ็บรบกวนจนเล่นไม่ออก แต่ในปีที่สองก็กลับมาสมบูรณ์เต็มร้อย ซัดไป 10 ประตูจาก 21 นัด พาทีมทะลุเข้าถึงรอบรอบชนะเลิศก่อนถึงแกรนด์ไฟน่อล ก่อนที่ปีที่ 3 จะไปไกลถึงรอบชิงชนะเลิศ และเป็นผู้ทำประตูชัยให้ทีมคว้าแชมป์ได้สำเร็จ

จากประตูดังกล่าว บวกกับฟอร์มการเล่นที่สุดยอด ทำให้ ซิดนีย์ เอฟซี ทีมยักษ์ใหญ่ที่สุดของออสเตรเลียในเวลานั้น จัดการคว้าตัวไปร่วมทีม และเขาก็ไม่ทำให้ต้นสังกัดใหม่ผิดหวัง เมื่อทำผลงานได้ดีกับสโมสร จนถูกเรียกตัวติดทีมชาติออสเตรเลีย ลุยศึกโอลิมปิก เกมส์ ที่ปักกิ่ง รุ่นเดียวกับ เทรนต์ แม็คเคิ่ลนาฮาน (อดีตกองหลัง ปตท. ระยอง เมื่อปี 2014) และได้เผชิญหน้ากับอาร์เจนติน่า ที่มีทั้ง อังเคล ดิ มาเรียกุน อเกวโร่ และ ลิโอเนล เมสซี่ ทว่าขุนพล “ซ็อกเกอรูส์” กลับทำผลงานได้อย่างย่ำแย่ เสมอ 1 แพ้ 2 ตกรอบแรกไปแบบหมดทางสู้ ทว่า บริดจ์ เองยืนยันว่าเขาทำทุกโอกาสที่ได้รับอย่างดีที่สุดแล้ว

หลังจบศึกโอลิมปิก เขาอยู่ต่อกับ ซิดนีย์ เอฟซี ได้แค่ปีเดียว เขาก็ได้รับข้อเสนอก้อนโตจาก เทียนจิน เทดา ทีมดังของไชนีส ซุเปอร์ลีก แต่กลับล้มเหลวจนต้องกลับไปตายรังเก่าในปี 2009-10 ก่อนพาทีมคว้าแชมป์ในรอบแกรนด์ ไฟน่อล ได้เป็นครั้งที่ 2  และเขายิงประตูชัยได้อีกครั้งด้วย ทว่าซีซั่นต่อๆมา เขาไม่ประสบความสำเร็จนัก แถมไม่ลงรอยกับกุนซือของทีม ทำให้เขาตัดสินใจแยกทางกับซิดนีย์ เอฟซี ไปอยู่กับทีมน้องใหม่ศึกเอลีกอย่าง เวสเทิร์น ซิดนีย์ วันเดอเรอร์ส

แม้เพิ่งก่อตั้งทีมเมื่อปี 2012 แต่กลับมีเป้าหมายและความทะเยอทะยานสูงส่ง ทำให้ตัว บริดจ์ เอง รู้สึกอยากเป็นส่วนหนึ่งของความท้าทายนั้น จนพาทีมเข้าถึงรอบแกรนด์ไฟน่อล ได้ทันที แม้จะแพ้ในนัดชิง แต่พวกเขาก็ได้สิทธิ์ได้ไปเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ก่อนสร้างประวัติศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ให้กับวงการกีฬาของประเทศออสเตรเลีย ด้วยการคว้าแชมป์ใบใหญ่สุดของเอเชียได้ทันที โดยไม่เคยมีสโมสรที่เพิ่งก่อตั้งแล้วประสบความสำเร็จมากขนาดนี้ และตัวเขาเองก็ถูกยกย่องจากแฟนบอล ให้กลายเป็นตำนานของทีมในทันที

แต่ความสำเร็จก็ไม่ได้คงอยู่ตลอดกาล ด้วยโปรแกรมการแข่งขันที่เยอะขึ้น ทำให้ผลงานของ เวสเทิร์น ซิดนีย์ วันเดอเรอร์ส ไม่คงที่ แถมชวดชัยในรอบแกรนด์ไฟน่อลถึงสามหนติด ก่อนที่ บริดจ์ จะอำลาสโมสรในฐานะตำนาน ลัดฟ้ามาค้าแข้งในแดนสยามกับ “กว่างโซ้งมหาภัย” แถมยังฮ็อตไม่เปลี่ยน ซัดไปแล้วกว่า 6 ประตู จากการลงสนามเพียง 9 นัดเท่านั้น

Pages