Stories

ระลึกความหลัง เมื่อครั้ง “เรอัล มาดริด vs เรอัล มาดริด” ในนัดชิง โคปา เดล เรย์

ศึกโคปา เดล เรย์ รอบชิงชนะเลิศเมื่อปี 1980 เป็นเกมนัดชิงที่ทีมชุดใหญ่กับทีมสำรองของเรอัล มาดริด ต้องมาดวลกันเอง ซึ่งมันเป็นเรื่องยากจริงๆ ที่จะเกิดขึ้น โฟร์โฟร์ทูจึงขอพาทุกท่านย้อนเวลากลับไปเมื่อ 38 ปีที่แล้ว ว่าเกมนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร และผลลัพธ์ของเกมดังกล่าวเป็นอย่างไร

We are part of The Trust Project What is it?

เมื่อกฏกติกามีช่องว่างทำให้เรอัล มาดริดต้องพบกับทีมชุดสำรองของพวกเขาเองในนัดชิงปี 1980 ลองจินตนาการดูสิว่าตลอดการซ้อมของทั้งสองทีมจะดูอึดอัดแค่ไหน

ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับราชันชุดขาวในการเข้าไปเล่นในรอบชิงอยู่แล้ว แต่การต้องพบคู่ชิงที่เต็มไปด้วยเพื่อนร่วมทีมกันล่ะ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในปีนัดชิงโกปา เดล เรย์ปี 1980

และนั่นคือครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในประวัติศาตร์ลุูกหนังเมืองกระทิงที่ทีมชุดเยาวชนจะต้องเผชิญหน้ากับสโมสรแม่ของตัวเองในนัดชิง เรอัล มาดริด ชุดใหญ่ พบ เรอัล มาดริด กาสติญ่า

แต่โชคร้ายที่มันไม่ได้จบอย่างที่ทีมกาสติญาเฝ้าฝันไว้ หลังโดนทีมชุดใหญ่กดไป 6-1 ในวันนั้น แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ไม่ต่างจากเรื่องราวการต่อสู้ของเลสเตอร์ ซิตี้เลย ว่าแต่มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ทาง FFT จะไปหาคำตอบกัน

ช่องโหว่

ก่อนปี 1991 ทีมชุดสำรองในสเปนนั้นเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์จากทีมชุดใหญ่ แต่ก็ไม่รับอนุญาตให้ลงแข่งขันในลีกระดับเดียวกัน ทำให้อย่างน้อยทีมชุดเยาวชนก็สามารถลงแข่งขันในฟุตบอลถ้วยรายการเดียวกันได้ ซึ่งนั่นรวมไปถึงถ้วยโคปา เดล เรย์ด้วยเช่นกัน

โดยทั่วไปแล้ว ทีมระดับเยาวชนมักจะตกรอบในบอลถ้วยอยู่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่พวกเขาไม่ผ่านแม้กระทั่งรอบแรกด้วยซ้ำ หรือถ้าผ่านเข้าไปได้ แล้วมีการจับฉลากว่าทีมชุดใหญ่ต้องเจอกับทีมสำรองของพวกเขาเอง ก็จะมีการจับฉลากใหม่อีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าจะได้คู่แข่งที่เป็นทีมอื่นและไม่เกี่ยวข้องกัน

เพราะฉะนั้นทางเดียวที่ทีมชุดเล็กจะเจอกับทีมชุดใหญ่ได้ก็คือ ทั้งคู่จะต้องไปพบกันในนัดชิงเท่านั้น ซึ่งคงไม่มีทางเกิดขึ้นสินะ...ใชมั้ย? แต่นั้นเป็นเรื่องผิดถนัดเลย 

เส้นทางสู่นัดชิง

18 ทีมชุดเยาวชนเข้าแข่งขันในศึกโกปา เดล เรย์ ปี 1979-80 ซึ่งหนึ่งในนั้นมีทีมกาสติญ่ารวมอยู่ด้วย โดยค่าเฉลี่ยอายุของทีมชุดเล็กนั้นจะอยู่ที่ 20 ปี และไม่ผู้เล่นคนไหนที่มีอายุมากกว่า 23 ปีอยู่ภายในทีม

แม้กระทั่งตัวผู้จัดการทีมเองก็ยังเป็นกุนซือหนุ่มที่อายุไม่ได้หนีกันมากนัก โดยทีมกาสติญ่ามีฮวนโฆ การ์เซีย ซานโตส เป็นโค้ชและพาทีมชุดเล็กเข้าสู่รอบชิงอย่างสุดเซอร์ไพรส์และนั่นก็คือความยิ่งใหญ่ที่สุดในการอาชีพการคุมทีมของเขา

วันที่ยิ่งใหญ่

ในวันนั้น ทีมกาสติญ่าได้เปลี่ยนไปใส่ชุดสีม่วง ซึ่งเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ แต่นั่นก็ไม่เปลี่ยนรูปเกมอย่างที่ใครหลายคาดเดาไว้ หลังจากแข่งขันไปจนจบครึ่งแรก ทีมกาสติญ่าพบว่าตัวเองตามหลังชุดใหญ่อยู่ 2-0

และหลังจากเริ่มครึ่งหลังได้ไม่นาน ทีมชุดเล็กก็โดนกดเพิ่มไป 4-0 ซึ่งนี่ไม่ต่างอะไรกับการที่มาดริดกลั่นแกล้งน่องชายของตัวเองเลย

ต่อมา ริคาร์โด้ อัลวาเรซ ช่วยให้ทีมกาสติญ่าตีไข่แตกสำเร็จหลังช่วง 10 นาทีสุดท้าย ก่อนที่ทีมชุดใหญ่ที่บวกเพิ่มอีก 2 ประตูในท้ายที่สุด แต่ในช่วงที่รับถ้วยรางวัล ทั้งสองทีมต่างร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จในครั้งนี้ด้วยกัน

ดาวดังในวันนั้น

นัดชิงในครั้งนั้นมีดัวเด่นอยู่ด้วย เช่น ลอรี่ คันนิ่งแฮม ที่เล่นในตำแหน่งปีก โดยแชมป์โคปา เดล เรย์ ปี 1980 คือครั้งแรกที่เขาครองแชมป์นี้ ก่อนที่อีกสองปีต่อมาจะคว้าแชมป์นี้อีกครั้ง และอดีตดาวดังจากเวสต์บรอมยังคว้าแชมป์ลา ลีก้า ในช่วงที่ค้าแข้งกับ โลส บลังโกส ด้วย

อีกทั้งยังมี บิเซนเต้ เดล บอสเก้ ที่ใครๆหลายคนรู้จักดีหลังพาสเปนคว้าแชมป์โลกปี 2010 มาแล้ว โดยในเกมวันนั้น เดล บอสเก้ ได้มีชื่ออยู่บนสกอร์บอร์ด หลังกดประตูให้ราชันชุดขาวขึ้นนำ 4-0

นอกจากนั้นยังทีมชุดใหญ่มี โฆเซ่ อันโตนิโอ คามาโช่ ผู้ที่เคยคุมทีมมาดริดและเบนฟิก้ามากถึงสองครั้ง ลงเล่นในเกมนั้นอยู่ด้วย

เหตุการณ์ต่อจากนั้น

แม้จะพบกับความปราชัยในนัดชิง แต่นั่นก็ไม่เรื่องแย่และน่าโศกเศร้าสำหรับทีมกาสติญ่าซะทีเดียว เมื่อเรอัล มาดริดเข้าสิทธฺิ์เข้าไปเล่นในถ้วยยูโรเปี้ยน คัพ เรียบร้อยแล้ว ทำให้ทีมรองแชมป์ไดสิทธิ์ไปเล่นในถ้วยวินเนอร์ส คัพ แทนแชมป์โกปา เดล เรย์แทน (จำกฏนี้ได้หรือไม่?)

อย่างไรก็ตามการผจญภัยของกาสติญ่าในเวทียูโรปก็ไม่ได้ยาวนานมากนัก หลังต้องไปพบกับเวสต์แฮมของเทรเวอร์ บรุ๊คกิ้งในรอบแรก

แม้ว่าทีมกาติญ่าจะทำได้ดีในนัดแรกหลังชนะไป 3-1 ที่มาดริด แต่ในนัดต่อมาพวกเขากลับโดนขุนค้อนตอกกลับ 5-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษในอัพตัน ปาร์ค และแพ้ไปด้วยประตูรวม 4-6

แม้จะแพ้ในนัดนั้น แต่ทีมกาสติญ่าก็ยังเป็นทีมชุดสำรองทีมเดียวที่เคยลงเล่นในการแข่งขันฟุตบอลยุโรปของทีมชุดใหญ่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง