รำลึกถึง โฮเวิร์ด เคนดัลล์: ตำนานผู้พาท็อฟฟี่ฟาดฟันหงส์บนฟ้า

ตอนที่ลิเวอร์พูลประกาศศักดาทั้งในประเทศและยุโรปช่วงทศวรรษที่ 70 อีกฟากหนึ่งของเมอร์ซี่ย์ไซด์ทำได้เพียงแค่นั่งมองดูความสำเร็จของคู่ปรับร่วมเมือง จนกระทั่งมีชายคนหนึ่งเข้ามา

เขาเคยสร้างตำนานในถิ่นกูดิสันมาก่อนสมัยที่ยังค้าแข้ง โดยเป็นกำลังสำคัญพาต้นสังกัดคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ซึ่งหลังจากอำลาทีมไป “ท็อฟฟี่เมน” ไม่เคยสัมผัสกับเกียรติยศระดับเมเจอร์อีกเลย เหมือนรอวันให้เจ้าตัวกลับมากอบกู้ความสำเร็จเก่าๆอีกครั้ง

และชายคนนั้นก็ทำได้ดีเสียด้วย เมื่อแย่งชิงความยิ่งใหญ่กับ “หงส์แดง” ภายใต้การนำทัพของ จอห์น เฟแกน ทายาทบูทรูมของ บิลล์ แชงค์ลีย์ และ บ็อบ เพสลีย์ ผู้มีดีกรีพายอดทีมแห่งแอนฟิลด์คว้าแชมป์ลีก, ยูโรเปี้ยนคัพ และลีกคัพอย่างละสมัยแบบถึงพริกถึงขิง เท่านั้นไม่พอยังสร้างชื่อเสียงในระดับทวีปด้วยการปราบยอดทีมอย่างบาเยิร์น มิวนิค ของยอดกุนซือ อูโด้ ลัทเท็ค ที่มีดาวดังอย่าง โลธาร์ มัทเธอุส, ฌอน-มารี ฟาฟฟ์ และเคล้าส์ เอาเกนธาเลอร์ อีกด้วย ส่งผลให้เอฟเวอร์ตันชุดดังกล่าวไม่เพียงแค่เป็นทีมที่ดีที่สุดในสหราชอาณาจักรเท่านั้นแต่ดีที่สุดในโลกทีเดียว... ใช่แล้ว เราพิมพ์ไม่ผิดแน่นอน..นอกจากนี้จะมีสักกี่คนที่กล้าปฏิเสธคุมทีมชาติอังกฤษเหมือนอย่างเขา

และโฟร์โฟร์ทูก็ขอถือโอกาสนี้นำผู้อ่านย้อนไปชมเส้นทางลูกหนังของจอมคนแห่งถิ่นกูดิสันพาร์คให้รู้จักมากยิ่งขึ้น ว่าเขาได้สร้างความเกรียงไกรให้กับเอฟเวอร์ตันและฟุตบอลอังกฤษเพียงใด...

โฮเวิร์ด เคนดัลล์ เกิดเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 1946 ที่เคาน์ตี้ เดอร์แฮม เขาร่วมทีมเปรสตัน นอร์ธ เอนด์ ในฐานะเด็กฝึกหัดในปี 1961 ก่อนจะกลายเป็นนักเตะอาชีพเมื่อเดือนพฤษภาคม 1963 จากนั้นในปีถัดมาเขาก็ทำลายสถิตินักเตะอายุน้อยที่สุดที่ลงเล่นนัดชิงชนะเลิศเอฟเอคัพที่เวมบลีย์จากการที่ เอียน เดวิดสัน แบ็คซ้ายเจ้าประจำเกิดโดนสโมสรแบนจากการไปเที่ยวที่สก็อตแลนด์โดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้เคนดัลล์ถูกดึงขึ้นมาช่วยงานด้วยอายุเพียง 17 ปี กับ 345 วัน

On FA Cup final duty for PNE – before the age of 18

2 พ.ค. 1964: ในศึกชิงชนะเลศเอฟเอ คัพ ก่อนที่จะอายุ 18 ปีเต็ม

เดือนมีนาคม 1967 เคนดัลล์ถูกขายให้กับสโมสรที่ทำให้เขากลายเป็นตำนานไปตลอดกาลอย่างเอฟเวอร์ตันด้วยค่าตัว 85,000 ปอนด์ และขยับจากกองหลังขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งในแผงมิดฟิลด์ “3 ทหารเสือ” อันเลื่องชื่อของท็อฟฟี่ที่มี อลัน บอลล์ กองกลางดีกรีแชมป์ฟุตบอลโลก และ โคลิน ฮาร์วีย์ รวมอยู่ด้วย ซึ่งในรายหลังได้กลายมาเป็นมือขวาคู่ใจของเคนดัลล์ในเวลาต่อมา

11 Nov 1967: Kendall, Evertonian

11 พ.ย. 1967: เคนดัลล์, เอฟเวอร์โตเนียน

เอฟเวอร์ตันเข้าถึงรอบลึกๆของถ้วยเอฟเอคัพตลอดในช่วงนั้น โดยพ่ายต่อเวสต์บรอมนัดชิงชนะเลิศปี 1968 และรอบรองชนะเลิศปี 1969 ต่อแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่กลับเป็นแชมป์ลีกที่พวกเขาได้รับในฤดูกาล 1969/70 ด้วยการขับเคลื่อนเกมของ 3 ทหารเสือแดนกลาง โดยมีกัปตัน ไบรอัน ลาโบน เป็นหัวใจสำคัญในแผงหลังและศูนย์หน้าดาวรุ่งอย่าง โจ รอยล์ ที่ทะลุขึ้นมาจากชุดเยาวชน (ซึ่งในเวลาต่อมาเขาก็ได้กลายเป็นกุนซือที่พาเอฟเวอร์ตันคว้าถ้วยเอฟเอ คัพ ปี 1995 อันเป็นแชมป์รายการสุดท้ายที่ทีมจากเมอร์ซี่ย์ไซด์ฝั่งสีน้ำเงินได้สัมผัส) พวกเขาทำแต้มทิ้งห่างจากลีดส์รองแชมป์ถึง 9 คะแนนในยุคที่ทีมชนะได้ 2 แต้ม ซึ่งเคนดัลล์คือคนซ้ายสุดของรูป

1 Apr 1970: Everton celebrate winning the league (Kendall at left)

1 เม.ย. 1970: เอฟเวอร์ตันฉลองการคว้าแชมป์ลีก (เคนดัลล์ทางซ้ายมือ)

น่าเศร้าสำหรับแฟนบอลท็อฟฟี่ที่ทีมชุดนี้ไม่สามารถต่อยอดความสำเร็จของตัวเองออกไปได้อีก เมื่อลาโบนบาดเจ็บหนักจนต้องแขวนสตั๊ด ส่วนบอลล์ก็ย้ายไปอาร์เซนอล ทำให้เคนดัลล์ในวัย 20 กลางๆกลายเป็นกัปตันขณะที่ทีมร่วงไปอยู่ครึ่งล่างของตาราง โดยเคนดัลล์นั้นไม่เคยติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่เลย ถึงแม้จะเคยเล่นให้กับ “สิงโตคำราม” ทั้งในทีมนักเรียน, ชุดเยาวชน และยู-23 ก็ตาม

12 Feb 1972: Everton captain Kendall leads them on

12 ก.พ. 1972: เคนดัลล์ในฐานะกัปตันทีมทอฟฟี่สีน้ำเงิน

ช่วงฤดูใบไม้ผลิของปี 1974 เขาถูกขายไปให้กับเบอร์มิงแฮมที่กำลังดิ้นรนหนีตกชั้น แต่การย้ายไปอยู่กับสโต๊ค ซิตี้ ที่อยู่ดิวิชั่น 2 เมื่อฤดูกาล 1977/78 ต่างหากที่ทำให้เคนดัลล์เกิดแรงกระตุ้นใหม่ๆ โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 1978 อลัน เดอร์บัน กุนซือคนใหม่ได้แต่งตั้งให้เขาเป็นทั้งนักเตะและโค้ชซึ่งเคนดัลล์ก็ทำได้เป็นอย่างดีกับทั้ง 2 ตำแหน่งจนได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของสโมสร สโต๊คเลื่อนชั้นกลับขึ้นมายังดิวิชั่น 1 ในปี 1979 และเดอร์บันก็ต้องการจะสร้างทีมที่สู้ศึกในลีกสูงสุดโดยมีเคนดัลล์เป็นแกนหลัก แต่เจ้าตัวกลับคิดอีกอย่าง เขาย้ายไปแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ที่เพิ่งร่วงไปอยู่ดิวิชั่น 3 เพื่อเป็นผู้เล่น-ผู้จัดการทีม และเป็นครั้งแรกที่เคนดัลล์เป็นเจ้านายเต็มตัว

Aug 1978: Earning his stripes at Stoke

ส.ค. 1978: ย้ายไปร่วมทัพ สโต๊ค ซิตี้

แล้วเคนดัลล์ก็พา “กุหลาบไฟ” เลื่อนชั้นขึ้นมาทันทีด้วยโควตารองแชมป์เมื่อปี 1980 และหลังจากที่ชวดเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดเพียงแค่เป็นรองเรื่องประตูได้-เสียในซีซั่นถัดมา เขาก็คืนสู่ถิ่นกูดิสันพาร์คอีกครั้งเมื่อเอฟเวอร์ตันแยกทางกับ กอร์ดอน ลี หลังจากลงเล่นให้กับ “ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน” ได้ไม่กี่นัดเขาก็ตัดสินใจแขวนสตั๊ดเพื่อมุ่งมั่นกับการคุมทีมเต็มตัว สิริรวมแล้วเขาลงเล่นไปกว่า 700 นัด และหากนับเฉพาะตอนเล่นกับเอฟเวอร์ตันเขาลงสนามไปทั้งสิ้น 276 เกมด้วยกัน

Back at Goodison as the gaffer

กลับสู่ถิ่น กูดิสัน พาร์ค อีกครั้งในฐานะกุนซือ

และเคนดัลล์ก็พาเอฟเวอร์ตันเขาสู่ยุคที่รุ่งเรืองที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร โดยสร้างรากฐานไล่มาตั้งแต่แนวรับที่มีแต่นักเตะระดับตำนานอย่างผู้รักษาประตู เนวิลล์ เซาธอลล์, เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ เควิน แรทคลิฟฟ์, กองกลาง ปีเตอร์ รีด และ เควิน ชีดี้ จนมาถึงคู่กองหน้า แกรม ชาร์ป กับ แอนดี้ เกรย์ ในฤดูกาล 1983/84 พวกเขาก้าวไปถึงรอบชิงชนะเลิศเอฟเอคัพและเอาชนะวัตฟอร์ด ซึ่งตอนนั้นคุมทีมโดย เกรแฮม เทย์เลอร์ ที่ต่อมาได้กลายเป็นผู้จัดการทีมชาติอังกฤษเจ้าของฉายา “หัวผักกาด” (นั่นเป็นแชมป์แรกในรอบ 14 ปีของทีมจากเมอร์ซี่ย์ไซด์ฟากน้ำเงินอีกด้วย) แต่กลับพ่ายต่อลิเวอร์พูลในนัดชิงดำลีกคัพที่แฟนบอลไม่ได้ถูกแบ่งแยกเป็น 2 ฝัก 2 ฝ่ายจนได้รับการขนานนามว่าเป็น “เฟรนด์ลี่ ไฟนัล”

25 Mar 1984: Leading Everton out for the 'friendly' League Cup Final with Liverpool

25 พ.ค. 1984: นำทัพเอฟเวอร์ตันในลีกชิงลีกคัพกับ ลิเวอร์พูล

เอฟเวอร์ตันประสบความสำเร็จอย่างเป็นชิ้นเป็นอันก็จริงแต่ความยิ่งใหญ่ของคู่ปรับฝั่งตรงข้ามสวนสาธารณะสแตนลี่ย์พาร์คทำให้แฟนบอลต้องการความสำเร็จแบบทันควัน เขารอดพ้นจากการถูกปลดในปี 1983 และความอดทนก็ได้รับผลตอบแทนในปี 1985 เมื่อ “ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน” ซิวแชมป์ลีกโดยมีแต้มห่าง “หงส์แดง” รองแชมป์ถึง 13 คะแนนขณะที่ยังมีเกมเหลือในมืออีก 4 นัด นอกจากนี้ยังประกาศศักดาในยุโรปด้วยการคว้าแชมป์คัพ วินเนอร์ส คัพ โดยผ่านบาเยิร์น มิวนิคในรอบรองชนะเลิศ ซึ่งบางคนถึงกับกล่าวว่านัดที่ชนะ “เสือใต้” 3-1 นั้นคือเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในกูดิสันพาร์คเลยทีเดียว และหลังจากนั้นพวกเขาก็อัดราปิด เวียนนา ในรอบชิงที่ร็อตเตอร์ดัมด้วยสกอร์เดียวกัน ส่งผลให้พวกเขาได้รับการโหวตให้เป็นยอดทีมของโลกจากนิตยสารเวิลด์ ซอคเก้อร์ ในปีดังกล่าว

24 May 1985: The Manager of the Year, presented by Liverpool rival Joe Fagan

24 พ.ค. 1985: รับรางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมแห่งปี

แต่หลังจากที่เอฟเวอร์ตันคว้าแชมป์คัพ วินเนอร์ส คัพ ได้ 2 สัปดาห์ก็เกิดโศกนาฏกรรมเฮย์เซลขึ้น ทำให้สโมสรจากอังกฤษถูกแบนจากเกมยุโรป ซึ่งสิ่งนี้เองที่ค้างคาใจเอฟเวอร์โตเนี่ยนมาตลอดว่าหากทีมผู้ดียังได้ร่วมสังคายนาในรายการระดับทวีปอยู่ ทีมรักของพวกเขาอาจมีเกียรติยศมาประดับสโมสรมากกว่านี้ ซึ่งเมื่อจบฤดูกาลนั้นเคนดัลล์ทำการตัดสินใจครั้งสำคัญโดยขาย แอนดี้ เกรย์ ศูนย์หน้าตัวหลักให้กับแอสตัน วิลล่า และซื้อ แกรี่ ลินิเกอร์ เข้ามาแทน และดาวเตะเจ้าของฉายา “มิสเตอร์ไนซ์กาย” ก็กดไปทั้งสิ้น 38 ลูกเป็นดาวซัลโวสูงสุดของดิวิชั่น 1 พร้อมกับซิวแข้งยอดเยี่ยมแห่งปีของพีเอฟเอ อย่างไรก็ตาม “ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน” เป็นเพียงพระรองทั้งบอลลีกและเอฟเอคัพเมื่อ เคนนี่ ดัลกลิช ผู้จัดการทีมคนใหม่นำลิเวอร์พูลคว้าดับเบิ้ลแชมป์ในซีซั่นแรกของเขา

23 Mar 1986: With Gary Lineker's Player of the Year trophy

23 มี.ค. 1986: มอบรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีให้กับ แกรี ลิเนเกอร์

หน้าร้อนปี 1986 ลินิเกอร์อำลาเอฟเวอร์ตันหลังจากค้าแข้งในถิ่นกูดิสันแค่ฤดูกาลเดียวเพื่อไปตามหาความสำเร็จในระดับทวีปกับบาร์เซโลน่า ก่อนที่เคนดัลล์ซึ่งผิดหวังจากการที่อังกฤษโดนกีดกันในถ้วยยุโรปจะตามเขาไปรับจ๊อบแดนกระทิงดุกับแอธเลติก บิลเบา ในอีก 1 ปีหลังจากนั้น โดยซีซั่นส่งท้ายของเขากับ “ท็อฟฟี่เมน” เจ้าตัวพาทีมทะยานจากอันดับ 4 ในช่วงคริสต์มาสขึ้นมาเป็นจ่าฝูงในเดือนกุมภาพันธ์และเข้าป้ายเป็นแชมป์เป็นสมัยที่ 2 ในรอบ 3 ซีซั่นโดยมีแต้มห่างทีมคู่รักคู่แค้น 9 คะแนน

15 May 1987: Manager of the Year again - and it's time to leave

15 พ.ค. 1987: รับรางวัลกุนซือยอดเยี่ยมอีกครั้งและคราวนี้ถึงเวลาจากลา

ที่บิลเบา เคนดัลล์ก็ได้พบกับการกีดกันอีกแบบหนึ่งนั่นก็คือทางด้านเชื้อชาติ เนื่องจากสโมสรจะเซ็นสัญญาเฉพาะกับนักเตะชาวบาสก์เท่านั้น แม้ว่าจะได้รับความสนใจจากนิวคาสเซิลแต่ก็ยังพาแอธเลติกจบอันดับ 4 และ 7 ตามลำดับก่อนจะอำลาถิ่นซาน มาเมส ในฤดูใบไม้ร่วงของปี 1989 และกลับมายังอังกฤษอีกครั้งโดยรับงานคุมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งในหน้าร้อนปีนั้นเขาปฏิเสธที่จะเข้ารับการสัมภาษณ์กับทางเอฟเอเพื่อคุมทีมชาติอังกฤษแทน บ็อบบี้ ร็อบสัน ทำให้หวยไปออกที่ เกรแฮม เทย์เลอร์ โดยเคนดัลล์นั้นมุ่งมั่นกับการสร้าง “เรือใบสีฟ้า” ให้เป็นทีมที่น่าตื่นตาตื่นใจและพร้อมไล่ล่าแชมป์ แต่น่าเสียดายที่หลายๆอย่างไม่เป็นไปตามนั้น

11 Dec 1989: Back from Spain as Man City manager

11 ธ.ค. 1989: กลับจากสเปนในฐานะโค้ช แมนฯ ซิตี้

เดือนพฤศจิกายน 1990 เอฟเวอร์ตันได้ปลด โคลิน ฮาร์วีย์ หลังจากที่ทีมมีผลงานย่ำแย่พร้อมกับแต่งตั้งเคนดัลล์กลับมากุมบังเหียนทันทีซึ่งเจ้าตัวก็ได้ดึงฮาร์วีย์กลับมาเป็นผู้ช่วยด้วย ทำให้สาวกซิตี้รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก ซึ่งเคนดัลล์ชี้ว่า “เรือใบสีฟ้า” เปรียบเหมือนกับคนรัก แต่เอฟเวอร์ตันนั้นเป็นดั่ง “คู่ชีวิต” ของเขา น่าเศร้าที่ช่วงเวลาการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์รอบสองนั้นหอมหวานเพียงไม่นาน เพราะถึงแม้ว่าจะเริ่มต้นได้อย่างสวยหรูแต่เอฟเวอร์ตันก็ยังจบที่อันดับกลางตารางจนเคนดัลล์ตัดสินใจลาออกในเดือนธันวาคมปี 1993

10 Oct 1990: Back at Everton with Colin Harvey alongside him

10 ต.ค. 1990: คืนถิ่น เอฟเวอร์ตัน อีกครั้งพร้อมกับ โคลิน ฮาร์วีย์ เป็นผู้ช่วย

จากนั้นเขาก็พเนจรไปเรื่อย โดยเคยคุมซานธีทีมในกรีซอยู่ช่วงสั้นๆซึ่งไม่ประสบความสำเร็จ จากนั้นก็กลับมาเป็นนายใหญ่น็อตต์ส เคาน์ตี้ ในดิวิชั่น 2 และพาทีมคว้าแชมป์แองโกล-อิตาเลียน คัพ ที่เวมบลีย์ แต่ก็ถูก เดเร็ก พาวิส ประธานสโมสรปลดจากตำแหน่ง เขาพาเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด รอดพ้นจากการตกชั้นก่อนจะพาพลพรรค “ดาบคู่” เข้าถึงนัดชิงชนะเลิศเพลย์ออฟ จากนั้นก็กลับมารับงานที่เอฟเวอร์ตันเป็นหน 3 เมื่อฤดูกาล 1997/98 เขาอำลาทีมหลังจบซีซั่นดังกล่าวโดยรอดพ้นจากการตกชั้นอย่างเฉียดฉิว และคุมเอธนิกอส ปิเรอุส (อารมณ์ประมาณลูตัน ทาวน์ แห่งประเทศกรีซ) เป็นที่สุดท้าย ซึ่งจบลงด้วยการที่เขาต้องไปลากผู้รักษาประตูออกมาจากห้องน้ำเพื่อบังคับให้ลงเล่นเลยทีเดียว

27 Jun 1997: One more crack at the Goodison job

27 มิ.ย. 1997: อีกหนึ่งหนกับการเป็นกุนซือท็อฟฟี่

โฮเวิร์ด เคนดัลล์ เสียชีวิตขณะที่อายุได้ 69 ปีในโรงพยาบาลเมืองเซาธ์พอร์ทท่ามกลางคนที่เขารัก เขาได้รับคำชื่นชมและเป็นที่รักของบรรดานักเตะมากมาย ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่นับถือเขาเป็นมิตรแท้คนหนึ่ง เขายังคงเป็นผู้จัดการทีมชาวอังกฤษคนสุดท้ายที่พาสโมสรเมืองผู้ดีคว้าแชมป์ยุโรป ซึ่งถือเป็นเรื่องยากเหมือนกันที่จะตัดสินว่าคนต่อไปจะเป็นใครเมื่อพิจารณาจากความสำเร็จที่เจ้าตัวทำให้เอฟเวอร์ตันในระดับทวีป

20 May 2015: At Everton's end-of-season awards

20 พ.ค. 2015: ร่วมงานมอบรางวัลหลังจบฤดูกาลของเอฟเวอร์ตัน