ระวังไว้คล็อปโป้: 9 กุนซือชื่อดังที่สะดุดกับงานใหม่

ยอดโค้ชชาวเยอรมันเข้ามาในถิ่นแอนฟิลด์ 3 นัดยังเก็บชัยชนะไม่ได้เลยและ โรเบิร์ต โอคอนนอร์ คอลัมนิสต์ของเราจะพาบรรดา “เดอะ ค็อป” ไปดูกับฝันร้ายที่อาจเกิดขึ้นกับพวกเขา...

1) ฆวนเด้ รามอส (ท็อตแนมฮ็อตสเปอร์)

ดีกรีการคุมทีมระดับทวีปของรามอสไม่เคยเป็นคำถามในตอนนั้น เมื่อเจ้าตัวคว้าแชมป์ยูฟ่าคัพไม่ใช่แค่ 1 แต่ถึง 2 สมัยกับเซบีญ่า โดยตอนที่ได้รับการแต่งตั้งเมื่อปี 2007 ชายจากซิอูอัด เรอัล ผู้นี้ได้รับการยกย่องว่าจะเป็นคนที่จะมาขจัดเกมที่สะเปะสะปะภายใต้การคุมทีมของ มาร์ติน โยล ออกไป

รามอสออกสตาร์ทในถิ่นลอนดอนเหนืออย่างสดใส ถึงแม้ว่าตอนนั้นสโมสรจะร่วงไปอยู่อันดับ 18 ในช่วงกลางเดือนตุลาคม แต่ก็มีสัญญาณว่าจะเป็นไปในทางที่คลี่คลายขึ้น

อย่างไรก็ตามเจ้าตัวไม่สามารถเลียนแบบความสำเร็จในบอลยุโรปจากเซบีญ่ามาใช้กับสเปอร์สได้ เมื่อพวกเขามีอันต้องตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายต่อพีเอสวี ก่อนที่จะถูกปลดในฤดูกาลถัดมาหลังจากเริ่มต้นได้อย่างย่ำแย่รั้งบ๊วยของตารางซึ่งถือว่าเลวร้ายกว่าตอนที่เขาเข้ามาเสียอีก

2) ฟิล สโคลารี (เชลซี)

ผู้มาแทน โชเซ มูรินโญ ที่ออกไปในการคุมทัพ “สิงโตน้ำเงินคราม” หนแรก หลังจากที่ตั้ง อัฟราม แกรนท์ ขึ้นมากุมบังเหียนชั่วคราว สโคลารีมายังถิ่นสแตมฟอร์ดบริดจ์เมื่อปี 2008 ในฐานะที่เป็นผู้จัดการทีมดีกรีแชมป์ฟุตบอลโลกคนแรกที่เข้ามารับงานสโมสรอังกฤษ ดูเหมือนว่าเจ้าของแชมป์โลกปี 2002 กับบราซิลจะสามารถดำเนินรอยตามความสม่ำเสมอในช่วงที่มูรินโญคุมทัพได้เป็นอย่างดี การออกสตาร์ทฤดูกาลใหม่ได้อย่างเปรี้ยงปร้างทำให้ความกังวลว่าโคลารีจะปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้หรือไม่ลดลงไป

แต่เชลซีของนายใหญ่ชาวบราซิเลียนกลับแสดงความเปราะบางที่ไม่เคยเห็นมาก่อนหน้า และเสียสถิติไม่แพ้ใครในบ้านอันภาคภูมิใจมานานถึง 4 ปีลงด้วยน้ำมือของลิเวอร์พูลและอาร์เซนอลภายในระยะเวลาไม่ถึงเดือน จากนั้นสโคลารีก็อำลาเดอะบริดจ์ในเดือนกุมภาพันธ์หลังจากที่หมดลุ้นแชมป์โดยสิ้นเชิง

ชาบี อลอนโซ ซัดชัยที่สแตมฟอร์ดบริดจ์

3) เฟลิกซ์ มากัธ (ฟูแล่ม)

คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าจะสามารถคาดหวังอะไรได้จาก เฟลิกซ์ มากัธ เมื่อกุนซือชาวเยอรมันเข้ามายังคราเวน ค็อตเทจ เมื่อต้นปี 2014 มันเป็นการยากที่จะคาดการณ์ว่า “เจ้าสัวน้อย”ที่กำลังหนีตกชั้นจะประสบความสำเร็จภายใต้กุนซือคนใหม่ที่คว้าแชมป์ลีก 3 สมัยกับเดเอฟเบ โพคาล อีก 5 ครั้งตลอด 5 ฤดูกาลกับทั้งบาเยิร์นและโวล์ฟสบวร์ก

แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นแน่นอนในถิ่นกระท่อมหลังน้อยก็คือลูกทีมไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการซ้อมอันหนักหน่วงของมากัธได้เลย โดยมีการกล่าวกันว่าวิธีการที่ดึงสิ่งที่ดีที่สุดจากบรรดาซูเปอร์สตาร์ของทีมที่ไล่ล่าแชมป์นั้นอาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกับนักเตะที่ต้องการกำลังใจเพื่อต่อสู้ในการดิ้นรนหนีตายก็ได้        

Felix Magath, Fulham

มากัธผู้บ้าคลั่งทำเอาคนอื่นไม่มีความสุขไปด้วย

4) วันแดร์เล ลุกชอมบูร์โก้ (เรอัล มาดริด)

ผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในลีกแซมบ้าดูเหมือนว่าจะเหมาะสมกับสโมสรฟุตบอลที่มีเกียรติประวัติมากที่สุดอย่าง “ราชันชุดขาว” เมื่อเจ้าตัวตกลงเข้ามารับงานที่เบร์นาเบวเมื่อปี 2005

แต่เจ้าของแชมป์ลีกรัฐบราซิล 13 สมัยกลายเป็นที่รู้จักในแง่ลบจากการใช้ระบบ “4 เหลี่ยมผืนผ้ามหัศจรรย์” 4-2-2-2 ที่อัด เดวิด เบ็คแฮม, ซีเนดีน ซีดาน และราอูลเอาไว้ในกระจุกเดียวกันจนแผงมิดฟิลด์ไม่สามารถเดินเกมได้เลย ทำให้ประวัติการคุมทีมของเขาก็ถึงคราวด่างพร้อยจนได้เมื่อโดนปลดตั้งแต่กลางฤดูกาลหลังจากพ่ายบาร์เซโลน่าแบบหมดรูป 3-0

5) จานลูก้า วิอัลลี (วัตฟอร์ด)

ตอนที่เป็นนักเตะวิอัลลีเคยคว้าเกียรติยศมาแล้วทุกรายการในระดับสโมสรตรงกันข้ามกับวัตฟอร์ดที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันเลย ดังนั้นรอบๆถิ่นวิคาเรจโร้ดจึงเกิดความสงสัยระคนตื่นเต้นเมื่ออดีตกองหน้ายูเวนตุสเข้ามาเป็นบอสเมื่อปี 2001

เวลา 12 เดือนแห่งความคาดหวังว่า “แตนอาละวาด” จะกลับไปเล่นพรีเมียร์ลีกหลังจากว่างเว้นมา 2 ปีจากมันสมองของชายผู้เคยพาเชลซีเป็นแชมป์ 3 รายการในช่วงปลายทศวรรษที่ 90 ผ่านไปอย่างรวดเร็วและจบลงที่วิอัลลีเดินออกจากวิคาเรจโร้ดพร้อมกับหายจากสารบบการคุมทีมฟุตบอล 

Gianluca Vialli, Watford

ความเชื่อมั่นในตัวกุนซือของวัตฟอร์ดจบลงด้วยผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์

6) รุด กุลลิท (นิวคาสเซิล)

2 ปีก่อนที่จะเข้ามาเป็นนายใหญ่ถิ่นเซนต์เจมส์พาร์ค กุลลิทได้ยุติช่วง 26 ปีแห่งการร้างลาความสำเร็จที่เชลซีด้วยการนำถ้วยเอฟเอคัพมายังสแตมฟอร์ดบริดจ์ ทำให้ดูเหมือนว่าเขาคือตัวเลือกที่เหมาะสมกับอีกสโมสรที่ลืมความรู้สึกของการคว้าถ้วยรางวัลไปนานมากแล้วเช่นกัน ซึ่งผู้จัดการทีมชาวดัตช์รู้ว่าเกียรติประวัติของตัวเองสมัยยังค้าแข้งได้สร้างความมั่นใจให้กับ “สาลิกาดง” ว่าการแต่งตั้งครั้งนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จเสียที

แต่ความหวังดังกล่าวก็ดับสิ้นลงอย่างรวดเร็วเมื่อกุลลิทเกิดขัดแย้งกับสต๊าฟฟ์และนักเตะนิวคาสเซิลส่วนใหญ่ ไม่ใช่แค่ อลัน เชียเรอร์ ฮีโร่ของชาวจอร์ดี้แค่คนเดียว แล้วช่วงเวลา 14 เดือนแห่งความร้าวฉานก็จบลงด้วยการที่เขายื่นใบลาออกเอง  

7) โอเล่ กุนนาร์ โซลชา (คาร์ดิฟฟ์)

ถึงจะคว้าแชมป์เมเจอร์ 9 รายการตลอดระยะเวลา 1 ทศวรรษที่โอลด์แทรฟฟอร์ด แต่อดีตศูนย์หน้าเจ้าของฉายา “เพชฌฆาตหน้าทารก” ก็ยังเก็บเกี่ยวความสำเร็จอย่างต่อเนื่องบนเส้นทางการคุมทีมด้วยการคว้าชมทิปเปลิเก้น 2 สมัยใน 3 ฤดูกาลกับโมลด์ สโมสรที่เขาเชียร์มาตั้งแต่เด็กๆ

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างไม่ขาดสายมาเกือบ 2 ทศวรรษซึ่งรวมถึงการคุมทีมสำรองของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำให้ความล้มเหลวที่ได้รับในคาร์ดิฟฟ์จึงดูเป็นสิ่งที่แปลกประหลาด เมื่อการคุมทีมพรีเมียร์ลีกหนแรกของเขาจบลงด้วยการพาต้นสังกัดตกชั้น ก่อนที่จะลงจากตำแหน่งในเวลาต่อมาหลังจากผลงานย่ำแย่ต่อเนื่องในเดอะแชมเปี้ยนชิพ

   

8) ฟาบิโอ คาเปลโล่ (ทีมชาติอังกฤษ)

ตลอดระยะเวลาการคุมทีมระดับสโมสร 25 ปี คาเปลโล่คว้าแชมป์เซเรียอา 5 สมัย, ลา ลีกา 2 สมัย และแชมเปี้ยนส์ลีกอีก 1 สมัย เขาถูกบรรจุชื่ออยู่ในฮอลล์ ออฟ เฟม ของทั้งเอซี มิลาน และสมาคมฟุตบอลอิตาลี อีกทั้งยังได้โค้ชยอดเยี่ยมแห่งปีของเซเรียอา 5 ครั้งด้วยกัน

จากนั้นในวันที่ 18 มิถุนายน 2010 ที่เคปทาวน์ทีมชาติอังกฤษของเขาเสมอกับแอลจีเรีย 0-0 ในศึกฟุตบอลโลก ก่อนจะถูกเยอรมันถล่มยับในรอบน็อคเอาท์ ซึ่ง เวย์น รูนี่ย์ เผยเมื่อเร็วๆนี้ว่ากุนซือชาวอิตาเลียนเป็นนายใหญ่ “สิงโตคำราม” ที่ทำผลงานได้น่าผิดหวังที่สุดเลยทีเดียว “ผมคาดหวังกับเขามากกว่านี้” วาซซ่าครวญ    

ไม่ต้องห่วงพรรคพวก ฉันเอาอยู่ อ้าว! มันไปซะแล้ว

9) หลุยส์ ฟาน กัล (ทีมชาติฮอลแลนด์)

นานมาแล้วก่อนที่ฟานกัลจะมารับงานที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขาเคยโดนอดีตนักเตะลิเวอร์พูลสร้างรอยด่างพร้อยในประวัติการทำทีมมาก่อน

ซึ่งคนนั้นก็คือ เจสัน แม็คเอเทียร์ ที่ยิงประตูให้กับทีมชาติไอร์แลนด์ในนัดที่เจอกับเนเธอร์แลนด์ที่ลันสดาวน์โร้ดเมื่อปี 2001 ทำให้ทัพ “อัศวินสีส้ม” ตกรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก แม้จะเคยประสบความสำเร็จมากมายกับทั้งในลา ลีกา และแชมเปี้ยนส์ลีก แต่มันก็เป็นเรื่องยากที่จะมองข้ามไปได้ อย่างไรก็ดีเจ้าตัวก็กอบกู้ชื่อได้สำเร็จด้วยการพา “ฟลายอิ้ง ดัตช์แมน” คว้าอันดับ 3 ฟุตบอลโลกที่บราซิลปี 2014 ในการคุมทีมเป็นคำรบสอง

Jason McAteer, Netherlands

แม็คเอเทียร์ยิงตัดสินชะตาให้ฮอลแลนด์ไม่ได้ไปต่อในเวิลด์คัพรอบสุดท้าย