รอดหรือร่วง...วัดกึ๋นฟูลแบ็คดาวรุ่งหงส์นัดฉะบอร์นมัธ

ด้วยประสบการณ์ในเวทีลีกสูงสุดที่ยังไม่โชกโชน คอลัมน์นิสต์ของเราเชื่อว่า โจ โกเมซ ฟูลแบ็คดาวรุ่งอาจเป็นจุดอ่อนในแนวรับให้ บอร์นมัธ เลือกโจมตี แต่จะรอดหรือร่วง..เขาคนเดียวคือผู้ตัดสินใจ

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าโอกาสที่จะได้วาดเพลงแข้งบนผืนหญ้าสนามแอนฟิลด์คือความฝันของนักเตะทุกคนที่ต้องการมาเยือนที่นี่สักครั้งหนึ่งในอาชีพค้าแข้ง บรรยากาศอันสุดยอดและเสียงกองเชียร์ที่แสนเร้าใจคือประสบการณ์ที่หาได้ไม่ง่ายนักในสนามอื่น และยิ่งในฐานะน้องใหม่ที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาสู่เวทีลูกหนังสูงสุดเมืองผู้ดีอย่าง บอร์นมัธ ไม่มีที่ไหนดีกว่านี้อีกแล้วที่พวกเขาจะบุกไปสร้างความฮือฮาและยัดเยียดความผิดหวังใส่หนึ่งในบิ๊กทีมของประเทศ นี่คือโอกาสแรกที่พวกเขาจะเรียกความมั่นใจให้ตัวเองสำหรับใช้ลุยในนัดอื่นๆ ต่อจากนี้ และแน่นอน มาถึงจุดนี้แล้วพวกเขาไม่มีอะไรจะเสียอีกต่อไป

ขณะเดียวกันเมื่อมองทางฝั่งหงส์แดงเอง พวกเขาอาจจะยังมีรูปแบบการเล่นที่ขาดๆ เกินๆ อยู่บ้าง แม้แนวรับและแผงมิดฟิลด์จะแน่นขึ้นจากการที่ได้ทั้ง นาธาเนียล ไคล์น และ เจมส์ มิลเนอร์ มาช่วยอุดรอยรั่ว ทว่านอกเหนือจากการสร้างสรรค์เกมรุกที่ยังต่อกันไม่ค่อยติดแล้ว อีกจุดอ่อนหนึ่งที่เห็นชัดที่สุดจากเกมที่พวกเขาบุกไปเฉือน สโต๊ค ซิตี้ แบบหืดขึ้นคอ 0-1 เมื่อสัปดาห์ก่อน ก็คือทางแนวรับฝั่งซ้ายที่มีดาวรุ่งหน้าใหม่อย่าง โจ โกเมซ ประจำการณ์รับผิดชอบ

ตลอดทั้งเกมเจ้าตัวต้องเผชิญกับบททดสอบด้านพละกำลังเมื่อ มาร์ค ฮิวส์ กำชับลูกทีมให้เน้นโจมตีด้วยบอลโยนยาวไปที่เขา และแม้ว่าเจ้าตัวจะสามารถการประกบผู้เล่นมากประสบการณ์อย่าง โจนาธาน วอลเตอร์ส ได้อย่างยอดเยี่ยมในหลายๆ จังหวะ แต่ความแน่นอนและความละเอียดยังเป็นข้อเสียที่เห็นได้อย่างชัดเจนในการเล่นของเจ้าหนูคนนี้ ซึ่งเชื่อได้เลยว่า เอ็ดดี้ โฮว์ กุนซือหนุ่มจาก บอร์นมัธ น่าจะเลือกโจมตีหงส์แดงโดยอาศัยความเร็วและทักษะส่วนตัวของ แมตต์ ริตชีย์ ผู้เล่มริมเส้นตัวจี๊ดของพวกเขาตรงจุดนี้

โจ โกเมซ กับการตามประกบ โจนาธาน วอลเตอร์ส ของ สโต๊ค ซิตี้

บอร์นมัธ เองเป็นทีมที่มีสไตล์การเล่นแบบไม่กลัวใคร พวกเขาเน้นการผ่านบอลและทำชิ่งในที่แคบเพื่อดึงกองหลังคู่ต่อสู้ให้ถ่างออกจนหลุดตำแหน่ง แผนการเล่นทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วง 3 ฤดูกาลหลังสุด การันตีผลงานด้วยการใช้เวลาเพียง 3 ปีผลักตัวเองจาก ลีก วัน สู่ พรีเมียร์ลีก ฉะนั้นเราจึงเชื่อว่าพวกเขาน่าจะยังยึดระบบการเล่นแบบเดิมในเกมที่จะถึงนี้ และอาวุธหนักของพวกเขาก็จะเป็นสองคู่หูทางกราบขวาอย่าง ริตชีย์ และ ไซมอน ฟรานซิส ซึ่งมักเล่นคู่กันโดยใช้วิธีทำชิ่งในที่แคบแล้วจ่ายทะลุช่องไปทางริมเส้นเพื่อดึงตำแหน่งฟูลแบ็คคู่แข่งก่อนไหลเข้ากลางเพื่อสร้างสรรค์โอกาสทำประตู นี่คืออาวุธเด็ดที่พวกเขาใช้มาตลอดและพิสูจน์ให้เห็นว่าได้ผลมานักต่อนัก

แมตต์ ริตชีย์ และ ไซมอน ฟรานซิส สองคู่หูทะลวงกราบขวาของ บอร์นมัธ

ฉะนั้นหาก เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ยังเลือกใช้งาน โจ โกเมซ เป็นตัวจริงในตำแหน่งฟูลแบ็คฝั่งซ้าย เจ้าหนูเลือดผู้ดีน่าจะต้องเจอกับงานหนักในการเพรสวิ่งไล่บอลที่ทั้งเร็วและแม่นของฝั่งทีมเยือน ซึ่งการปะทะกันตรงนี้น่าจะเป็นจุดชี้ขาดสำคัญว่าผลการแข่งขันจะออกมาในรูปแบบไหน และที่สำคัญยังเป็นบทพิสูจน์ความนิ่งและคุณภาพเกมรับของตัวเขาเองด้วยว่าจะทำได้ดีแค่ไหนเมื่อต้องเผชิญสถานการณ์ที่แสนกดดันแบบนี้

ฉะนั้นไม่เพียงแต่ โกเมซ จะเป็นหัวใจสำคัญในการแย่งบอลกลับมาให้ทีมสร้างสรรคเกม แต่เขาจะเป็นตัวการสำคัญในการหยุดเกมรุกและอาวุธหนักชิ้นเดียวที่ทีมเยือนมี ถ้าทำได้..เขาจะแจ้งเกิดและยึดตำแหน่งตัวจริงทันที แต่ถ้าหากสอบตก...บางทีเราอาจได้เห็น ลิเวอร์พูล ที่ต้องจำใจหันกลับมาใช้งานวิงแบ็คบุกเก่งแต่รับรั่วคนเดิมอย่าง อัลแบร์โต โมเรโน แทน

ขณะที่ทางฝั่ง บอร์นมัธ เองก็น่าจะกำชับให้คู่หูทางกราบขวาเน้นโจมตีแนวรับทางซ้ายของหงส์แดงให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะไม่บ่อยนักที่จุดแกร่งของพวกเขาจะอยู่ตรงกับจุดอ่อนของคู่ต่อสู้พอดีบพอดีแบบนี้ และแม้จะเป็นรองด้านชื่อชั้นหรือตัวผู้เล่น แต่ถ้าพวกเขาโจมตี โจ โกเมซ ได้สำเร็จ โอกาสการบุกมาคว้า 3 แต้มถึงแอนฟิลด์ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้