รู้จักกับ ชินจิ โอคาซากิ: ดาวยิงแจ้งเกิดช้าแห่งจิ้งจอกสยามและทีมชาติญี่ปุ่น

รอสส์ ดันบาร์ คอลัมนิสต์ของเราจะพาผู้อ่านไปรู้จักกับ ชินจิ โอคาซากิ ดาวยิงทีมชาติญี่ปุ่นที่อยู่ร่วมสายกับไทยในฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก รอบ 3

เรื่องเล่า 60 วินาที

นี่คือนักเตะญี่ปุ่นที่นักประตูในบุนเดสลีกามากที่สุดในฤดูกาลเดียว โดยยิงไปทั้งสิ้น 15 ประตูกับไมนซ์ในฤดูกาล 2013/14 หลังจากที่ 2 ซีซั่นก่อนหน้านั้นเขายืนเป็นปีกซ้ายให้กับสตุ๊ตการ์ท ซึ่งถึงแม้จะรูปร่างเล็ก,​ แต่ก็มีความขยันและดุดัน จนทำให้เป็นตัวหลักที่สโมสรขาดไม่ได้ ทั้งที่ยิงได้เพียง 6 ประตูรวมทุกรายการก็ตาม

โดยประตูแต่ละลูกที่เขาทำได้นับว่าสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเกมที่ชนะเวสต์แฮม 2-1, ชนะเอฟเวอร์ตัน 3-2, เสมอแอสตัน วิลล่า 1-1 และชนะนิวคาสเซิล 1-0 ซึ่งถ้าไม่มีประตูของหัวหอกเลือดบูชิโดมาเอี่ยว แต้มจะหายไป 7 แต้ม และมีคะแนนเท่ากับสเปอร์สไปแล้ว

FACT FILE

  • วันเกิด: 16/4/1986
  • สถานที่เกิด: เฮียวโก, ญี่ปุ่น
  • ตำแหน่ง: กองหน้า
  • ความสูง: 5 ฟุต 9 นิ้ว 
  • ทีมเก่า: ชิมิสุ เอส พัลส์, สตุ๊ตการ์ท,​ ไมนซ์
  • สโมสรปัจจุบัน: เลสเตอร์ (34 นัด, 6 ประตู)
  • ทีมชาติ: ญี่ปุ่น (100 นัด, 48 ประตู)

ทำไมถึงต้องรู้จักเขา

ศูนย์หน้ารายนี้ถือว่าแจ้งเกิดช้ากว่าคนอื่นๆ แต่ก็สามารถสร้างชื่อเป็นหนึ่งในศูนย์หน้าที่ดีที่สุดในเจ-ลีกได้ โดยเจ้าตัวได้ยีนทางด้านกีฬามาจากคุณแม่ที่เคยเป็นอดีตนักเทนนิสมาก่อน ซึ่งเจ้าตัวก็เหมือนนักฟุตบอลส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นที่เอาดีด้านลูกหนังจริงจังตอนอยู่มหาวิทยาลัย และช่วยให้ทีมคว้าแชมป์หลายรายการจนไปเตะตาทีมยักษ์ใหญ่อย่างชิมิสุ เอส พัลส์

หลังจากที่ประเดิมสนามในลีกด้วยวัย 21 เมื่อปี 2007 เขาก็ใช้เวลาไม่นานนักในการจับจองตำแหน่งตัวจริงในแดนหน้า และจากนั้นก็โชว์ฟอร์มเข้าตาทีมเยาวชนจนได้เป็นตัวแทนของประเทศในโอลิมปิก เกมส์ 2008 ที่จีน และประเดิมทีมชาติชุดใหญ่ในปีเดียวกัน

เขาย้ายไปเฟาเอฟเบ สตุ๊ตการ์ท ในปี 2011 แต่ก็พบว่าตัวเองต้องเล่นในบทบาทที่ไม่คุ้นเคยเป็นส่วนใหญ่นั่นก็คือปีกซ้าย “เขาคือความท้าทาย” เขายอมรับ แต่ผู้บริหารของไมนซ์ก็ยังมองเห็นความคมของเจ้าตัวสมัยอยู่เจ-ลีก รวมถึงตอนที่อยู่กับ “ม้าขาว” เป็นครั้งคราว อย่างลูกจักรยานกลางอากาศในเกมกับฮันโนเวอร์เมื่อปี 2012 ได้แสดงให้เห็นแล้ว

หลังจากที่ย้ายมายังสตุ๊ตการ์ทเมื่ออายุ 25 และช่วงเวลา 2 ฤดูกาลที่สุดเพอร์เฟ็กต์ แม้ว่าจะมีตอนที่น่าผิดหวังบ้างในบางครั้ง แต่เจ้าตัวก็ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมในเยอรมันได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการบริหารของกุนซือ บรูโน่ ลาบบาเดีย ที่โอคาซากิเป็นหนี้บุญคุณเขาอย่างมากในช่วงแรกที่เล่นลีกเบียร์

อย่างไรก็ตามมันก็ต้องมีวันสิ้นสุด เมื่อตำแหน่งใหม่ของเขาได้จำกัดความสามารถลง จึงต้องเซ็นสัญญา 3 ปีกับไมนซ์ในช่วงต้นฤดูกาล 2013/14 ซึ่งถือเป็นการซื้อแห่งฤดูกาลเลยทีเดียว “ผมมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นเยอะในปีนี้” เขาให้สัมภาษณ์ “การย้ายมายังไมนซ์ถือเป็นสิ่งประเสริฐที่พระเจ้าประทานมาให้กับผมเลยทีเดียว”

ซึ่งความมั่นใจในตัวเองนี้คือสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนในสนาม เมื่อทีมประกาศชื่อของเขาในโคเฟซ อารีน่า นามสกุลของโอคาซากิจะได้รับเสียงตอบรับจากแฟนๆมากที่สุด เขาคือไอดอลของสโมสรเลยก็ว่าได้ เขาเข้ากันได้ดีกับการทำงานแบบเน้นทีมเวิร์คของสโมสรที่ทำให้อยู่ในลีกสูงสุดมานานกว่า 10 ปี และทำประตูให้ไมนซ์ทั้งสิ้น 29 ลูกจาก 70 รวมทุกรายการตลอดระยะเวลา 2 ซีซั่นกับสโมสร ก่อนจะย้ายมายังถิ่นคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ในฤดูกาลนี้ด้วยค่าตัวที่ไม่เปิดเผย ทำให้เป็นนักเตะเลือดบูชิโดรายที่ 7 ที่มาค้าแข้งในพรีเมียร์ลีก

สำหรับในทีมชาติ เขาเพิ่งลงเล่นครบ 100 นัดในเกมที่ชนะซีเรีย 5-0 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม โดยเป็นนักเตะเอาท์ฟิลด์คนแรกของ “จิ้งจอกสยาม” ที่ลงเล่นให้ทีมชาติแตะหลักดังกล่าว และยังเป็นนักเตะรายที่ 5 ของญี่ปุ่นด้วยที่ติดทีมชาติถึง 100 นัดด้วย นอกจากนี้ยังเป็นผู้เล่น “ซามูไรบลู” ที่ทำประตูได้มากสุดในทีมชุดปัจจุบัน และรั้งดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลอันดับ 3 ที่ 48 ลูก โดยเป็นรอง คูนิชิเกะ คามาโมโตะ (80 ลูก) และ คาซูโยชิ มิอูระ (55 ลูก) แค่ 2 คนเท่านั้น

จุดแข็ง

เขาคือม้าศึกที่พร้อมจะวิ่งเพื่อกดดันแผงหลังคู่ต่อสู้ และเต็มใจที่จะไล่บอลเพื่อให้ได้มาไว้ในครอบครองและเปลี่ยนจากรับเป็นรุกในทันที

เช่นเดียวกับลูกกลางอากาศที่อันตราย แม้เจ้าตัวจะสูงไม่ถึง 175 เซนติเมตรแต่ก็สามารถแย่งโหม่งได้เนื่องจากสปริงข้อเท้าดี เนื่องจากหลังเลิกเรียน เขามักจะใช้เวลาหลายชั่วโมงกับโค้ชของเขาและมันก็เห็นผลชัดเจนในการขึ้นโหม่งที่ถูกจังหวะ

จุดอ่อน

การจับบอลจังหวะแรกทำให้เขาเสียเปรียบในบางครั้งจนทำให้ต้องแต่งก่อน 2-3 จังหวะ ซึ่งถ้ามองถึงเรื่องความขยันและความกระตือรือร้นที่จะแย่งบอลกลับมาแล้ว เขาจะเป็นกองหน้าที่สมบูรณ์แบบถ้าจับบอลดีกว่านี้สักหน่อย

ว่ากันว่า….

“เขาอันตรายอยู่เสมอและสามารถสร้างความแตกต่างได้เวลาอยู่ในสนาม” โธมัส ทูเคิ่ล อดีตเจ้านายเก่าของเขาที่ไมนซ์ซึ่งตอนนี้คุมดอร์ทมุนด์อยู่กล่าว “เราต้องส่งคนไปประกบเขาอย่างใกล้ชิดตอนที่เราเจอกับสตุ๊ตการ์ท และเราก็ชอบการเคลื่อนที่และความขยันของเขา”

รู้หรือไม่

โอคาซากิเคยออกหนังสือในญี่ปุ่นเกี่ยวกับการค้าแข้งในบุนเดสลีกาของตัวเองมาแล้ว แต่บางทีเขาอาจจะวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองแรงไปหน่อยว่า “ไม่มีพรสวรรค์หรือเทคนิค… แถมยังออกจะวิ่งช้าซะด้วยซ้ำ… และไม่เก่งลูกโด่งด้วย” แต่เจ้าตัวก็ได้บอกเล่าเรื่องราวที่สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้คนทำงานหนักเพื่อบรรลุเป้าหมาย และยังมีถ้อยคำแฉเกี่ยวกับเรื่องน่าอายของเขาจากคุณครูที่โรงเรียนอีกต่างหาก ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีเลยทีเดียว

โดยในปี 2007 โอคาซากิได้หาคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญในการปรับปรุงการวิ่งและการเคลื่อนที่ไปกับบอล และ ทัตสุโอะ ซูกิโมโตะ อดีตแชมป์วิ่ง 100 เมตรของญี่ปุ่นที่เคยแข่งขันในโอลิมปิก เกมส์ ที่บาร์เซโลน่ามาแล้วก็ได้กลายเป็นเทรนเนอร์ส่วนตัวของเขาในการพัฒนาสไตล์การวิ่ง ซึ่งซูกิโมโตะเคยได้ศึกษาอยู่ที่เยอรมนี และได้วิธีจัดระเบียบหลังตอนวิ่งรูปแบบใหม่กลับมา ซึ่งมีส่วนสำคัญกับกระดูกสันหลังและการเคลื่อนที่ทั้งยามมีบอลและไม่มีบอล

อะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้?

โอคาซากิถือเป็นกำลังสำคัญของทัพ “ซามูไรบลูส์” ในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก รอบ 2 โดยไปทั้งสิ้น 4 ประตู เป็นรอง เคสุเกะ ฮอนดะ กับ ชินจิ คากาวะ ที่ยิงไป 6 กับ 5 ลูกตามลำดับ และยังเป็นกุญแจสำคัญในเกมเพรสซิ่งของทีมชาติญี่ปุ่นซึ่งกองหลังไทยจะต้องระวังการไล่บี้ของเขาให้ดี ขณะที่ฤดูกาลหน้าเขาน่าจะได้โลดแล่นในถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับต้นสังกัดปัจจุบัน หากทัพ “จิ้งจอกสยาม” ไม่มีการผ่าตัดใหญ่ในทีมเพื่อรองรับเกมยุโรปเสียก่อน

คะแนนความสามารถ

การยิง 7 • การโหม่ง 7 • การจ่ายบอล 5 • การแย่งบอล 6 • ความเร็ว 8 • การเลี้ยงบอล 5 • ความคิดสร้างสรรค์ 5 • ความขยัน 10