รูนีย์จะทำได้ไหม? 5 แข้งผู้ปรับสไตล์ตัวเองเพื่อเรียกคืนฟอร์มเก่ง

ฟอร์มการเล่นอันย่ำแย่ของเวย์น รูนีย์ กองหน้าปีศาจแดง กำลังตกเป็นเป้าวิจารณ์อย่างหนักจากฟอร์มเล่น ทำให้ในวันนี้ ดีแคลน วาร์ริงตัน คอลัมนิสต์ของเราจะขอนำเสนอ 5 แข้งผู้ปรับสไตล์การเล่นของตัวเองและสามารถทวงคืนตำแหน่ง 11 ตัวจริงของทีมได้ ซึ่งจะมีใครบ้าง ติดตามได้ที่นี่

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า การที่ เวย์น รูนีย์ ออสตาร์ทได้อย่างน่าผิดหวังในช่วงแรกของฤดูกาลนี้ บวกกับฟอร์มที่ไม่สม่ำเสมอของเจ้าตัวเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมานั้นอาจจะเป็นมากกว่าการฟอร์มตกธรรมดาๆ

โชเซ่ มูรินโญ นายใหญ่แห่งถิ่นโอลด์แทร็ฟฟอร์ดยังคงต้องใช้เวลาอีกพอสมควรในการหาตำแหน่งและแผนการเล่นที่เหมาะกับกองหน้ารายนี้ ซึ่งคำถามต่อมาก็คือ แล้วมันจะดูแปลกๆหรือไม่สำหรับรูนีย์ที่ปกติแล้วเป็นนักเตะที่มีเทคนิคดี (ไม่นับตอนนี้) จะต้องปรับแนวทางการเล่นของตัวเองใหม่?

Manchester United's manager Jose Mourinho and Wayne Rooney

มูรินโญยังคงต้องหาแฟนการเล่นที่ช่วยเอื้อกับสไตล์ของเวย์น รูนีย์ต่อไป

ต้องยอมรับจริงๆ แล้ว รูนีย์เป็นนักเตะที่มีไหวพริบและมีเทคนิคอันยอดเยี่ยม ทำให้เขาน่าจะยังค้าแข้งอีกนานได้สบายๆ ทว่าด้วยความที่ยุคสมัยในวงการลูกหนังเปลี่ยน บางทีมันทำให้เขาอาจจะต้องมีการปรับแนวทางการเล่นของตัวเองบ้าง เพื่อเอาตัวรอดในวงการแห่งนี้ก็เป็นได้

มีนักเตะมากมายที่ได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถเรียกฟอร์มกลับมาได้ พวกเขาเหล่านั้นไม่เคยกลับมาเล่นได้ดีเหมือนที่เคยทำได้อีกเลย ยกตัวอย่างเช่น วิลเฟร็ด โบนี กองหน้าของแมนฯ ซิตี้ที่สโต๊คยืมตัวไปใช้งาน

ในทางกลับกัน ก็มีนักเตะมากมายที่กลับมาประสบความสำเร็จได้อีกครั้งหลังจากที่พวกเขาปรับเปลี่ยนสไตล์การเล่นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการกะจังหวะ, การยืนตำแหน่ง และการอ่านเกม ดังนั้น รูนีย์ที่มีความสามารถรอบด้าน น่าจะทำได้เช่นกัน

และนี่คือ 5 แข้งผู้ปรับสไตล์ของตัวเองจนเล่นได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง

1. ซามี ฮูเปีย

Sami Hyypia waves to the Liverpool fans

นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทัพหงส์แดงในปี 1999 จนกระทั่งในช่วงปลายยุคของ เชราด์ อุลลิเยร์ อดีตนายใหญ่ของทีม โดยเขาเป็น 1 ในกองหลังที่เล่นได้คงเส้นคงวาที่สุดในพรีเมียร์ลีกแม้ว่าจะไม่มีความเร็วก็ตาม อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เขาอายุมากขึ้น เจ้าตัวก็เริ่มมีปัญหากับการรักษาฟอร์มเก่งของตัวเอง

ฮูเปียอายุ 30 ปีเต็มในเดือนตุลาคมปี 2003 ซึ่งเป็นช่วงที่ลิเวอร์พูลกำลังออกอาการเป๋ ขณะที่ในปีถัดมา เจ้าตัวก็ถูกดร็อปโดยราฟาเอล เบนิเตซ กุนซือของทีม เช่นเดียวกับ เมาริซิโอ เปเญกริโน กองหลังอีกรายของทีม ซึ่งในตอนนั้น ความเร็วของฮูเปียลดลงจนโดน ปีเตอร์ เคราช์ กองหน้าร่างโย่งของเซาแธมป์ตัน วิ่งแซงเอาดื้อๆ

ด้วยเหตุนี้ ทำให้ฮูเปียต้องเริ่มปรับสไตล์การเล่น โดยเน้นการยืนตำแหน่งมากขึ้น รวมถึงการอ่านเกมที่ทำให้เขาสามารถกลับมาเล่นได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง แน่นอนว่าด้วยอายุที่มากขึ้น ความเร็วของเจ้าตัวก็มีแต่ลดลงเรื่อยๆ ทว่าในปี 2009 วันที่ฮูเปียโบกมืออำลาทีม ต้องยอมรับว่าในตอนนั้นเขายังเป็นนักเตะที่มีคุณภาพคับแก้วคนหนึ่งของทีม

2. สตีเฟน คารร์

แม้จะมีอาการบาดเจ็บรบกวนบ่อยๆ แต่คารร์ก็นับว่าเป็นแข้งมากความสามารถอีกราย โดยเขาขึ้นชื่อว่าเป็นแบ็คขวาจอมบุกที่ดีคนหนึ่งของวงการ เขาสร้างชื่อของตัวเองจากการสร้างสรรค์เกมจากทางกราบขวา รวบถึงเกมรับที่ถือว่าเหนียวแน่นใช้ได้ นอกจากนั้น เขายังมีทีเด็ดเป็นเทคนิคอันยอดเยี่ยม และความอึดที่วิ่งไม่มีหมดอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ ทำให้เขากลายเป็นวิงแบ็คตัวหลักของสเปอร์ส และถูกนิวคาสเซิลดึงตัวไปร่วมทัพในปี 2004

อย่างไรก็ตาม ชีวิตในถิ่นเซนต์ เจมส์ พาร์ค นั้นไม่ได้สวยหรูนัก เมื่อเขาโดนอาการบาดเจ็บเล่นงานจนรักษาตำแหน่งตัวจริงไว้ไม่ได้ก่อนที่เขาจะหมดสัญญากับทัพสาลิกาดงไปในปี 2008

หลังจากนั้น คาร์ก็ตัดสินใจย้ายไปร่วมทัพเบอร์มิ่งแฮม ซิตี้ ในเดอะแชมเปี้ยนชิพ ซึ่งที่นั้น เขาได้แจ้งเกิดอีกครั้งในฐานะแบ็คผู้เหนียวแน่น เขาไม่ได้เติมเกมบุกบ่อยๆ เหมือนกับสมัยก่อน ซึ่งจากเกมรับที่เหนียวแน่นของเขา ทำให้เขาสามารถช่วยให้เบอร์มิงแฮมเลื่อนชั้นมาลีกสูงสุดได้ทันที

ในฤดูกาลถัดมา เจ้าตัวก็ยังโชว์ฟอร์มเก่งช่วยให้ทีมคว้าอันดับที่ 9 ของตารางได้สำเร็จ พร้อมกับคว้าแชมป์คาร์ลิ่ง คัพ 2011 ได้อย่างยิ่งใหญ่แม้ว่าต้องตกชั้นเนื่องจากทีมยิงประตูได้ไม่มากพอก็ตาม

3. พอล สโคลส์

หลายๆ คนคงจะจำได้ถึงความยอดเยี่ยมของกองกลางตัวรุกจอมทำประตูรายนี้ โดยเขาสามารถสร้างความอันตรายให้กับพื้นที่สุดท้ายของแมนฯ ยูได้เสมอ ทว่าจากปัญหาอาการบาดเจ็บ ทำให้เจ้าตัวต้องมีการปรับเปลี่ยนสไตล์การเล่นของตัวเองพอสมควร

ครั้งหนึ่ง สเวน-โกรัน อิริคส์สันเคยถูกวิจารณ์อย่างหนักหลังจากที่เขาจับสโคลส์ไปเล่นปีกซ้ายในศึกยูโร 2004 เนื่องจาก สตีเว่น เจอร์ราร์ด และ แฟรงค์ แลมพาร์ด ต่างจับจองพื้นที่ตรงกลางสนามทั้งหมด ซึ่งถ้าหากเป็น 2 ปีก่อนหน้านั้น สโคลส์ก็คงไม่มีปัญหากับการแย่งตำแหน่งกลางสนามกับกองกลางรุ่นน้อง ทว่าในเวลานั้น ด้วยวัย 30 ปี ทำให้เขาต้องหลีกทางให้กับ 2 สตาร์จากลิเวอร์พูลและเชลซีก่อน

Paul Scholes passes the ball

ยูโร 2004 คือศึกครั้งสุดท้ายของสโคลส์ในสีเสื้อทีมชาติอังกฤษ

หลังจากประกาศอำลาทีมชาติ แม้ว่าเขาจะยังคงเป็นหัวใจในแดนกลางของแมนฯ ยูได้สบาย ๆแต่ความจริงแล้ว บทบาทของเขากับทัพปีศาจแดงนั้นเปลี่ยนไปพอสมควร

โดยครั้งนี้ เจ้าตัวรับบทบาทเป็นกองกลางตัวกลางที่เปี่ยมไปด้วยไหวพริบและความฉลาด ซึ่งทำให้เจ้าตัวทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมากในปี 2006/07 โดยเขาช่วยให้ทีมปีศาจแดงคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อีกครั้งหลังจากที่ขายรุด ฟาน นิสเตอรอย กองหน้าคนเก่งออกจากทีมไป ส่งผลให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการเล่นใหม่หมด และสโคลส์ก็ถูกจับไปประจำการเป็นกองกลางตัวต่ำคอยสร้างสรรค์เกม ซึ่งมันทำให้เขาสามารถเล่นต่อในลีกสูงสุดได้อีกหลายปีทีเดียว

4. เดเมี่ยน ดัฟฟ์

Damien Duff celebrates for Fulham

ในตอนที่ดัฟฟ์ตัดสินใจอำลาเชลซีเพื่อไปร่วมทัพนิวคาสเซิล ต้องยอมรับว่าเขาไม่ใช้ปีกตัวจี๊ดที่เปี่ยมไปด้วยความเร็วเหมือนที่เคยวาดลวดลายเอาไว้ในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ รวมถึงในช่วง 2 ปีสุดท้ายกับแบล็คเบิร์น

การย้ายตัวครั้งนี้ หลายๆ คนมองว่าเป็นการย้ายทีมที่เสี่ยงพอตัว เมื่อเขาอำลาทีมแชมป์พรีเมียร์ลีกไปถิ่นเซนต์ เจมส์ พาร์ค ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว เขายังคงเป็นกำลังหลักให้กับเชลซีได้อยุ่ด้วยซ้ำ

การตัดสินใจครั้งนั้นของเขาดูเหมือนจะเป็นการตัดสินใจที่ผิด เมื่อเขามีช่วงเวลาที่เลวร้ายกับทัพสาลิกาดงตลอด 3 ปี โดยเขาไม่สามารถช่วยทีมให้รอดพ้นจากการตกชั้นได้อีกด้วย

อย่างไรก้ตาม รอย ฮอดจ์สัน กุนซือของฟูแล่มในเวลานั้นก็ยอมเสี่ยงเพื่อดึงตัวเขามาชุบเลี้ยงใหม่ ซึ่งเขาก็ทำสำเร็จ เมื่อเขาปรับสไตล์การเล่นของดัฟฟ์ที่โดยปกติแล้วจะพยายามหาช่องและใช้ความเร็วเอาชนะกองหลังคู่แข่ง เป็นปีกผู้เล่นได้ทั้ง 2 เท้าและมีลูกจ่ายที่แม่นยำ

ดัฟฟ์โชว์ผลงานได้ดีอีกครั้งและสามารถพาทีมผ่านเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอล ยูโรป้า ลีกได้สำเร็จ อีกทั้งในวันที่ทีมเปลี่ยนกุนซือ เจ้าตัวก็ยังโชว์ฟอร์มเก่งได้อย่างต่อเนื่อง

5. อลัน เชียเรอร์

ปัญหาอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้าของเชียเรอร์ ทำให้ในฤดูกาล 1997/98 นั้น เขาแทบจะโชว์ฟอร์มเก่งตั้งแต่สมัยอยู่แบล็คเบิร์นไม่ออกเลยทีเดียว

อย่างที่รู้ๆ กันว่ากองหน้ารายนี้ นั้นเปี่ยมไปด้วยความกระหายและการจบสกอร์ที่ยอดเยี่ยม มันทำให้เขาเป็นนักเตะที่มีคุณภาพคับแก้วคนหนึ่งของวงการฟุตบอลอังกฤษ แต่เชื่อหรือไม่ ว่าครั้งหนึ่ง เจ้าตัวก็เคยมีช่วงเวลาทีฟ่อร์มตกจนแทบจะไม่มีที่ว่างในทีมชาติอังกฤษให้เขา เพราะต้องถูกกองหน้าคนอื่นๆ ในยุคนั้นแซงหน้าไปจนหมด ไม่ว่าจะเป้นร็อบบี้ ฟาวเลอร์, เควิน ฟิลลิปส์, แอนดี้ โคล และ เลส เฟอร์ดินาน

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่นิวคาสเซิลแต่งตั้ง เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน มานั่งแท่นกุนซือใหญ่ของทีม บวกกับการที่เชียเรอร์ตัดสินใจอำลาทีมชาติหลังจากศึกยุโรปี 2000 ทำให้เขาค่อยๆ ปรับสไตล์การเล่นของตัวเองให้เหมาะกับกับความเร็วที่หดหายไปของเขา ซึ่งมันส่งผลให้เขาสามารถเล่นได้อย่างท็อปฟอร์มอีกครั้งตั้งแต่ฤดูกาล 2001/02 ทำให้ในช่วงเวลา 3 ฤดูกาล เชียร์เรอร์สามารถทำประตูได้ถึง 80 ลูก จน ทอร์ด กริป ผู้ช่วยผู้จัดการทีมชาติอังกฤษเคยเสนอให้เรียกตัวกองหน้าวัย 33 กะรัตรายนี้กลับมาติดทีมอีกครั้งในศึกยูโร 2004 ด้วย

ทว่าสุดท้ายเชียร์เรอก็บอกปฏิเสธไป ทำให้อิริคส์สันหันไปใช้บริการของดาวรุ่งอย่าง เวย์น รูนีย์ แทน ซึ่งในตอนที่รูนีย์กำลังผิดฟอร์มและเข้าสู่ช่วงบั้นปลายชีวิตค้าแข้ง เชียเรอร์เองก็ได้แนะนำให้เจ้าตัวอำลาทีมชาติเสีย เพื่อที่จะช่วยให้เขาสามารถเล่นในระดับสโมสรได้นานยิ่งขึ้น เหมือนที่เจ้าตัวเคยทำได้สมัยยังเป็นนักเตะ

New features on FourFourTwo.com every day • More England content