สายเลือดไม่ช่วยอะไร : 4 พี่-น้องผู้จัดการทีมที่โชคชะตาแสนแตกต่างกัน

นามสกุลดังๆอย่าง เฟอร์กูสัน, ฮิดดิ้งก์, แชปแมน และ แชงคลีย์ อาจทำให้คุณคิดถึงกุนซือตำนานของแต่ละบ้าน แต่ใครจะรู้ว่า พี่น้องของพวกเขาก็เคยรับหน้าที่นายใหญ่ของหลายทีมเช่นกัน ซึ่ง FFT จะพาแฟนๆชาวไทยไปรู้จักกับทั้งหมดให้มากขึ้น..

มาร์ติน เฟอร์กูสัน

คุมทัพ: วอเตอร์ฟอร์ด ยูไนเต็ด, อีสต์ สเตอลิ่งเชียร์, อัลเบี้ยน โรเวอร์ส

“ปรัชญาของผมมีส่วนคล้าย อเล็กซ์ อยู่บ้าง” มาร์ติน เฟอร์กูสัน เคยกล่าวไว้เมื่อนานมาแล้ว “พวกเราเกลียดการอุดประตู มันมีแค่ครั้งหรือสองครั้งเมื่อปีที่แล้วที่ผมขอให้ลูกทีมเล่นเกมรับเป็นหลัก และหนึ่งในเกมนั้น เราแพ้ 0-6”

เกมที่ เฟอร์กูสันคนน้อง กล่าวถึง คือ เกมเมื่อปี 1982 สมัยเขายังคุม อีสต์ สเตอลิ่งเชียร์ ซึ่งเป็นสโมสรเดียวกับที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เริ่มต้นงานผู้จัดการทีมครั้งแรก เมื่อ 8 ปีที่แล้ว

การคุม อีสต์ สเตอลิ่งเชียร์ นั้นส่งผลให้ เซอร์ อเล็กซ์ มีโอกาสก้าวไปเป็นยอดผู้จัดการทีมในอนาคต โดย อดีตตำนานปีศาจแดง คุมทีมเล็กในแดนขี้เมาอยู่สั้นๆ 117 วัน แต่ก็ทำผลงานได้ดี ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการพา อีสต์ สเตอลิ่งเชียร์ ปราบคู่ปรับตลอดกาลอย่าง ฟัลเคิร์ก ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี จากนั้น เฟอร์กี้ ได้รับข้อเสนอจาก เซนต์ เมียร์เรน และเลือกจะย้ายออกไป

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของ มาร์ติน นั้น ต่างกับ เซอร์ อเล็กซ์ พอสมควร โดย อีสต์ สเตอลิ่งเชียร์ เป็นการคุมทีมครั้งที่สองของเขา โดยก่อนหน้านี้ อดีตดาวยิงดอนคาสเตอร์ เริ่มรับงานคุมทีมครั้งแรกตั้งแต่อายุเพียง 25 ปีกับ สโมสรในไอร์แลนด์ชื่อ วอเตอร์ฟอร์ด ยูไนเต็ด ทั้งนี้เป็นเพราะเจ้าของสโมสรในตอนนั้นเห็นแววของ มาร์ติน จึงอนุญาตให้เขาควบบทผู้เล่นกับโค้ช ในเวลาเดียวกัน

เฟอร์กูสันคนน้อง พาทีมคว้าแชมป์ลีก และเข้าชิงเอฟเอ คัพ แต่น่าเสียดายที่เขาลาออกก่อนเกมรอบชิงชนะเลิศ หลังจากมีปัญหากับประธานสโมสร

เฟอร์กูสันคนน้อง พาทีมคว้าแชมป์ลีก และเข้าชิงเอฟเอ คัพ แต่น่าเสียดายที่เขาลาออกก่อนเกมรอบชิงชนะเลิศ หลังจากมีปัญหากับประธานสโมสร และที่น่าเสียดายที่สุด คือ เขาอดพาทีมปะทะ แมนฯยูไนเต็ด ในศึกยูโรเปี้ยน คัพ อีกหนึ่งเดือนต่อมาด้วย

หลังจากนั้น อดีตแมวมองปีศาจแดง ต้องรออีกถึง 13 ปี เพื่อรับงานครั้งที่สองในชีวิต ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงเวลาใกล้ๆกับที่ เซอร์ อเล็กซ์ เพิ่งคว้าแชมป์ลีกครั้งแรกกับ อเบอร์ดีน ได้

“ผมตัดสินใจคุม อีสต์ สเตอลิ่งเชียร์ หลังจากที่คุยกับ อเล็กซ์” มาร์ติน รำลึก “เขาบอกผมว่า พวกบอร์ดนิสัยโอเค เขาจะไม่ปลดผมง่ายๆแน่นอน”

แต่อย่างที่บอกไปว่า กรณีของ มาร์ติน นั้น ต่างกับ เซอร์ อเล็กซ์ พอสมควร เนื่องจาก น้องชายของยอดคนชาวสก็อต พา อีสต์ สเตอลิ่งเชียร์ ตกชั้นทันที และจนปัจจุบัน พวกเขาก็ยังเลื่อนชั้นกลับมาไม่ได้ “ผมผิดหวังกับทัศนคติของนักเตะบางคนในทีม” มาร์ติน กล่าวหลังจากทีมตกชั้น “สิ่งที่ทำให้ผมหงุดหงิดคือ พวกเขาคิดว่าคิดว่าเขาเก่งกันฉิบหาย และนั่นทำให้ผมปล่อยพวกนั้นไปทั้งหมด”

มาร์ติน เป็นคนนำนักเตะอย่าง รุด ฟาน นิสเตลรอย และ ยาป สตัม เข้ามาที่ โอลด์ แทร็ดฟอร์ด (เช่นเดียวกับ เลียม มิลเลอร์ และ เคลแบร์สัน)

และเมื่อถูกถามว่า คุณอยากเป็นเหมือนพี่ชายของคุณไหม มาร์ติน ก็ให้คำตอบที่ไม่ค่อยชัดเจนมากนัก “ผมคุมทีมเพราะผมรักมัน ไม่ใช่เพราะเงิน” น้องชายเฟอร์กี้ กล่าว “ถึงผมจะไม่ได้คุม อีสต์ สเตอลิ่งเชียร์ ในตอนนั้น ผมก็ยังหางานที่สโมสรอื่นอยู่ดี”

“ทุกครั้งที่ผมดูพี่ชายของผมคุมทีม ผมก็อยากทำแบบเขานะ แต่คุณก็ต้องเจอสโมสรที่ใช้ด้วยเหมือนกัน”

หลังจากพาทีมตกชั้น มาร์ติน ย้ายไปคุม อัลเบี้ยน โรเวอร์ส ในปีถัดมา ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ เซอร์เฟอร์กี้ สร้างเรื่องช็อคโลกด้วยการพา อเบอร์ดีน พิชิต เรอัล มาดริด พร้อมกับคว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ วินเนอร์ คัพ มาครอง อย่างไรก็ตาม มาร์ติน ไม่ประสบความสำเร็จและคุมทีมได้เพียงปีเดียวเท่านั้น จากนั้นเขาจึงตัดสินใจยุติบทบาทในตำแหน่งผู้จัดการทีมตลอดกาล

ทว่า ด้วยความรักในเกมลูกหนัง ทำให้ อดีตดาวเตะบาร์นสลีย์ ยังจับงานโค้ชอยู่ โดย มาร์ติน อยู่ในทีมสต๊าฟของ เซนต์ เมียร์เรน และ ฮิเบอร์เนี่ยน หลายปี ก่อนที่ปี 1997 เฟอร์กี้ จะชวนเขาไปเป็นหัวหน้าแมวมองของ แมนฯยูไนเต็ด โดย มาร์ติน เป็นคนนำนักเตะอย่าง รุด ฟาน นิสเตลรอย และ ยาป สตัม เข้ามาที่ โอลด์ แทร็ดฟอร์ด(เช่นเดียวกับ เลียม มิลเลอร์ และ เคลแบร์สัน)

น้องเฟอร์กี้ ตัดสินใจประกาศยุติบาทในปี 2013 โดยสรุปแล้ว เขารับหน้าที่ดังกล่าวยาวนานกว่า 16 ปีทีเดียว และหลังจากนั้นไม่กี่วัน เซอร์ อเล็กซ์ ก็สร้างเรื่องช็อคโลกด้วยการขอยุติตำแหน่งหัวโขนของ แมนฯยูไนเต็ด เช่นกัน

มาร์ติน เป็นส่วนสำคัญในการเซ็นสัญญากับ ฟาน นิสเตลรอย

“ผมบอกกับพี่ว่า ผมรู้ว่าพี่จะพยายามทำให้ข่าวการลาออกของผมเป็นข่าวเล็กๆ” มาร์ติน กล่าวติดตลก “ตอนแรก พวกสื่อและโทรทัศน์นัดผมขอสัมภาษณ์เต็มไปหมด แต่ทันที่พี่ประกาศลาออก ทุกคนหายไปหมดเลย!!”

สรุปแล้ว ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี มาร์ติน ก็ทำได้อยู่เพียงใต้เงาของ อเล็กซ์ เท่านั้น แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องน่าเสียใจเท่าไร เพราะคงมีไม่กี่คนในวงการฟุตบอลอังกฤษ(หรืออาจไม่มีเลย) ที่จะเทียบเคียงหรือยิ่งใหญ่กว่า อัจฉริยะผู้นั้น เหมือนกัน…

เรเน่ ฮิดดิ้งก์

คุมทัพ: เอดี’69, ซินต์ จอริส, วีวีจี’25

เรเน่ เคยคุมทีมที่น้อยคนจะรู้จักอย่าง เอดี’69, ซินต์ จอริส และ วีวีจี’25 เช่นเดียวกับเป็นสต๊าฟโค้ชกับ ทีมที่ขึ้นๆลงๆในลีกสูงสุดเมืองดัตช์อย่าง เดอ กราฟสคัป

ความแตกต่างของทั้งสอง คือ คนหนึ่งเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก ขณะที่อีกคนแทบจะไม่มีใครรู้จักเลย

โดย กุส คนพี่ ผ่านประสบการณ์ทั้งในระดับชาติที่เขาพา ฮอลแลนด์ และ เกาหลีใต้ ประสบความสำเร็จอย่างเหลือเชื่อ ขณะเดียวกัน ผลงานในระดับสโมสรนั้น อดีตขวัญใจแฟนๆกิมจิ ก็ผ่านงานกับ เรอัล มาดริด, บาเลนเซีย และ เชลซี

ขณะที่ เรเน่ เคยคุมทีมที่น้อยคนจะรู้จักอย่าง เอดี’69, ซินต์ จอริส และ วีวีจี’25 เช่นเดียวกับเป็นสต๊าฟโค้ชกับ ทีมที่ขึ้นๆลงๆในลีกสูงสุดเมืองดัตช์อย่าง เดอ กราฟสคัปทั้งยังเคยเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมของ ดอร์เดรชท์ ก่อนที่จะปรับบทบาทเป็น แมวมองและทีมสเก๊าท์คู่แข่งอีกด้วย  

แอ็คชั่นสมัยคุมทีม

ในตอนที่ น้องชายของฮิดดิ้งก์ ลา ดอร์เดรชท์ เมื่อปี 2011 นั้น เขาเองก็ได้รับข้อเสนอจากสโมสรทหารบกในประเทศ รวันด้า เพื่อไปเป็น สต๊าฟโค้ช ที่นั่น

“ผมคุยกับ กุส และเขาก็แนะนำให้ผมรับงานดู” เรเน่ กล่าว “เรามีปีที่ยอดเยี่ยม ทีมของเราเก่งมาก และเราได้ดับเบิ้ลแชมป์”

อย่างไรก็ตาม แม้จะประสบความสำเร็จ แค่ ฮิดดิ้งก์ผู้น้อง ก็ต้องเจอเรื่องที่หวาดเสียวไม่น้อย

“ทุกครั้งที่เราแพ้ ผมต้องเขียนรายงานถึงท่านนายพล” เรเน่ ย้อนอดีต “พวกเขาจะถามถึงเหตุผลว่าทำไมเราแพ้ พวกเขาอยากจะชนะทุกเกมเลย แต่โชคดีที่ผมไม่ค่อยแพ้บ่อยเท่าไร ฮ่าๆ”

จากนั้น เขาย้ายไปทำงานด้านเยาวชนกับ เร้ด บูลส์ กาน่า และเป็นหัวหน้าทีมอคาเดมี่ของ เซนต์ จอร์จ เอฟซี ในลีกเอธิโอเปีย แต่น่าเสียดายที่ เรเน่ อยู่ในสองตำแหน่งดังกล่าวเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่อย่างน้อย เขาก็ได้ออกเดินทางรอบโลกเหมือนเช่นพี่ชายเช่นกัน…

Guus Hiddink successtory 'I'm a believer'

พี่ชายของ เรเน่ เป็นที่รักของแดนโสม<--pagebreak-->

แฮร์รี่ แชปแมน

คุมทัพ : ฮัลล์ ซิตี้

แฮร์รี่ แชปแมน เป็นนักฟุตบอลที่เก่งกาจกว่าพี่ชายของเขาอย่าง เฮอร์เบิร์ต แชปแมน แต่ว่าในฐานะผู้จัดการทีมแล้ว เฮอร์เบิร์ต ทิ้ง แฮร์รี่ ขาดลอย

แฮร์รี่ แชปแมน เป็นนักฟุตบอลที่เก่งกาจกว่าพี่ชายของเขาอย่าง เฮอร์เบิร์ต แชปแมน แต่ว่าในฐานะผู้จัดการทีมแล้ว เฮอร์เบิร์ต ทิ้ง แฮร์รี่ ขาดลอย

ทั้งสองเกิดในครอบครัวที่มีพี่น้องถึง 11 คน โดยนอกจากทั้งคู่แล้ว พี่น้องของเขาอย่าง ทอม และ แมตต์ ก็เป็นนักเตะอาชีพเช่นกัน

แฮร์รี่ เซ็นสัญญาอาชีพกับ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ขณะที่ เฮอร์เบิร์ต เลือก นอร์ทแธมป์ตัน ก่อนที่จะย้ายไป เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ในเวลาต่อมา และทำให้ทั้งคู่มีโอกาสเจอกันในศึกดาร์บี้แมตช์แห่งเมืองเชฟฟิลด์

และครั้งแรกที่พบกัน เป็นฝั่งของ แฮร์รี่ ที่พิชิต เฮอร์เบิร์ต ไปได้ก่อน 3-2 ก่อนที่มีโอกาสได้เล่นด้วยกันครั้งเดียวในชีวิตในเกมการกุศลระหว่าง ทีมรวมดาราเมืองเชฟฟิลด์ กับ ทีมรวมดาราเมืองกลาสโกว์ ในอีกหนึ่งเดือนต่อมา

สรุปแล้ว เส้นทางการค้าแข้งของ แฮร์รี่ โดดเด่นกว่า เฮอร์เบิร์ต มาก ถึงขนาดที่เวลานักหนังสือพิมพ์จะพูดถึง อดีตตำนานอาร์เซนอล นั้น พวกเขาใช้คำว่า “ดาวเตะที่เป็นพี่ชายของ แฮร์รี่ แชปแมน” เลยทีเดียว

ในซีซั่น 1902/03 แฮร์รี่ ยิง 12 ประตู ช้วยให้ “นกเค้าแมว” เป็นแชมป์ลีก เช่นเดียวกับอีก 17 ลูกในซีซั่น 1903/04 ที่ช่วยให้ทีมป้องกันแชมป์ไว้ได้ รวมแล้วเขายิงไป 99 ประตู จาก 298 เกมที่ลงเล่น โดยไฮไลท์สำคัญ คือ เกมรอบชิงฯเอฟเอ คัพ ปี 1907 ที่ แฮร์รี่ โชว์ฟอร์มสุดยอดจนพา เว้นส์เดย์ ปราบ “แชมป์เก่า” เอฟเวอร์ตัน ได้ 2-1

เว้นส์เดย์ ชุดแชมป์เอฟเอ คัพ ปี 1907 (แฮร์รี่ นั่งอยู่คนที่สองจากทางซ้ายในแถวแรก)

ไม่กี่วันหลังจากที่ แฮร์รี่ ได้แชมป์เอฟเอ คัพ พี่ชายของเขาอย่าง เฮอร์เบิร์ต ก็เริ่มต้นบทบาท “ผู้จัดการทีม-ผู้เล่น” เป็นครั้งแรกกับ นอร์ทแธมป์ตัน โดยหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเขียนลงไปว่า “เฮอร์เบิร์ต คือ พี่ชายของ แฮร์รี่ แชปแมน ขวัญใจของแฟนๆเว้นส์เดย์นั่นเอง” ขณะที่ แฮร์รี่ ตัดสินใจค้าแข้งต่อไปกับ “นกเค้าแมว” จนกระทั่งปี 1911 ด้วยวัย 32 ปี ทำให้ แฮร์รี่ ตัดสินใจย้ายไปอยู่กับ ฮัลล์ ซิตี้ ใน ดิวิชั่น 2 แทน

ทั้งคู่มีโอกาสได้ประลองฝีมือการจัดทัพถึงสามครั้ง และเป็น แฮร์รี่ ที่ตอกย้ำความเหนือกว่าพี่ชายได้ทั้งสามเกม

อย่างไรก็ตาม ชีวิตของ แฮร์รี่ กลับพลิกผลันอีกครา เมื่อในเดือนกรกฎาคม ปี 1914 แฮร์รี่ กลับป่วยเป็นวัณโรค และจำเป็นต้องลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมเพื่อรักษาชีวิตไว้ โดยเขาป่วยหนักถึงขนาดต้องนอนโรงพยาบาลเป็นประจำ

และในเดือน เมษายน ปี 1916 แฮร์รี่ ก็จากโลกนี้ไปอย่างสงบที่บ้านของ เฮอร์เบิร์ต ในลีดส์ ด้วยวัยเพียง 36 ปีเท่านั้น ขณะที่ภรรยาของเขา ก็เพิ่งจากโลกไปก่อนหน้าเขาเพียงไม่กี่เดือน โดย น้องชาย ได้ฝาก พี่ชาย ดูแล ลูกชายทั้งสามคนของเขา แทน ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ แฮร์รี่ จูเนียร์ พี่ชายคนโต ที่ต่อมากลายเป็นนักฟุตบอลอาชีพเฉกเช่นพ่อและลุงของตัวเอง

ไม่รู้เหมือนกันว่า หากชีวิตของ แฮร์รี่ เฮอร์เบิร์ต ยืนยาวกว่านี้ อาร์เซนอล จะได้รู้จักตำนานชื่อ เฮอร์เบิร์ต แชปแมน หรือไม่?

แต่ถ้าเลือกได้ เฮอร์เบิร์ต คงอยากให้น้องชายของตัวเอง มีชีวิตที่ยืนยาวกว่านี้ แม้ว่าตัวเขาอาจจะต้องอยู่ใต้ร่มเงาของ แฮร์รี่ เหมือนที่ผ่านมา

และไม่แน่เหมือนกันว่า เป็นเพราะพลังของน้องที่ส่งผ่านมาให้พี่หรือเปล่า ทำให้ชีวิตหลังจากนั้นของ เฮอร์เบิร์ต ถึงประสบความสำเร็จแบบสุดๆเช่นกัน…

บ็อบ แชงคลีย์

คุมทัพ : ฟัลเคิร์ก, เติร์ด ลานาร์ค, ดันดี, ฮิเบอร์เนี่ยน, สเตอลิ่ง อัลเบี้ยน

“เดอะ ค็อป” เทิดทูน บิลล์ แชงคลีย์ ปานใด สำหรับ สาวก ดันดี ก็ยกย่องพี่ชายของ บิลล์ ไม่ต่างอะไรจากพระเจ้าของพวกเขาเช่นกัน

เจ้าของวลีอมตะ “ฟุตบอลสำคัญกว่าชีวิตและความตาย” มีพี่ชายที่เป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลเช่นกัน

และหาก “เดอะ ค็อป” เทิดทูน บิลล์ แชงคลีย์ ปานใด สำหรับ สาวก ดันดี เอฟซี ก็ยกย่องพี่ชายของ บิลล์ ไม่ต่างอะไรจากพระเจ้าของพวกเขาเช่นกัน

โดย บ็อบ แชงคลีย์ คือ กุนซือคนเดียวในประวัติศาสตร์ 123 ปีของทีมเล็กๆทีมนี้ในสก็อตแลนด์ที่เคยพาทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกและครั้งเดียวของสโมสร(ซีซั่น 1961/62)

นอกจากนี้ ในฤดูกาลต่อมา บ็อบ ยังพา ดันดี ไปไกลถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลยูโรเปี้ยน คัพ ซึ่งถือว่าเร็วกว่า บิลล์ ที่ต้องใช้เวลาอีก 2 ปีในการพา ลิเวอร์พูล ไปยืนในจุดเดียวกัน

Dundee v AC Milan European Cup Semi Final 1963

พลาดท่าให้ เอซี มิลาน ในรอบรองชนะเลิศ

หลายคนคงอยากรู้ว่า ฝีมือของ บ็อบ นั้นเก่งขนาดไหน? เราบอกได้คำเดียวว่าขนาดปรมาจารย์ตลอดกาลของสก็อตแลนด์อย่าง จ็อค สตีน ผู้พา กลาสโกว์ เซลติค ได้แชมป์ยุโรป ยังเคารพนับถือในตัวเขาเลย เช่นเดียวกับ อดีตกุนซือ เซนต์ เมียร์เรน และ อเบอร์ดีน อย่าง อเล็กซ์ สมิธ ที่เคยทำงานเป็นผู้จัดการทั่วไปสมัยเดียวกับที่บ็อบ กุมบังเหียน สเตอลิ่ง อัลเบี้ยน โดย สมิธ บอกว่า สองพี่น้องแชงคลีย์ นั้นไม่ต่างกันเลย “พวกเขาโทรคุยเรื่องฟุตบอลทุกสัปดาห์” สมิธ บอกกับ FFT “และ ลิเวอร์พูล ยุคนั้นเล่นเหมือนกับปรัชญาผ่านบอลสั้นๆของ บ็อบ เลย และถ้าเขามีโอกาสไปคุมทีมในอังกฤษ ผมบอกได้เลยว่า เขาจะประสบความสำเร็จเหมือนกับ เซอร์ แม็ตต์ บัสบี้ ทีเดียว เขาเก่งขนาดนั้นแหละ”

“เดอะ ค็อป” เทิดทูน บิล แชงคลีย์ ปานใด สำหรับ สาวก ดันดี ก็ยกย่องพี่ชายของ บิล แชงคลีย์ ไม่ต่างอะไรจากพระเจ้าของพวกเขาเช่นกัน

- Kenny Ross, club historian

สองพี่น้องแชงคลีย์ ต่างเคยเป็นนักเตะอาชีพมาทั้งคู่ แต่พวกเขาไม่ได้มีพรสวรรค์ในด้านการเตะบอลมากมาย อย่างไรก็ตาม พวกเขาเกิดมาเพื่อเป็นผู้จัดการทีมต่างหาก

โดย บิลล์ เริ่มต้มคุมทีมครั้งแรกในปี 1949 กับ คาร์ไลส์ จากนั้นก็ย้ายไปคุม กริมสบี้ ทาวน์, เวิร์คกิ้งตัน และ ฮัดเดอร์ฟิลด์ ทาวน์ ส่วน บ็อบ นั้นเริ่มต้นตำแหน่งขงเบ้งในปี 1950 ที่ ฟัลเคิร์ก พร้อมกับรับงานคุมทีมนาน 7 ปี โดย บ็อบ พาทีมคว้าแชมป์ สก็อตติช คัพ ได้ด้วย จากนั้น จึงย้ายไปคุม เติร์ด ลานาร์ค แต่ช่วยให้ทีมได้เพียง รองแชมป์ลีก คัพ เท่านั้น หลังจากนั้น เขาจึงขอลาออก

ที่น่าสนใจ คือ สองพี่น้องแชงคลีย์ ล้วนอยากเข้าคุมทัพ ดันดี พร้อมๆกัน “บิลล์ ยื่นใบสมัครมาที่ ดันดี” เคนนี่ รอส นักประวัติศาสตร์ฟุตบอลสก็อต เล่าย้อนอดีต “แต่จดหมายของเขามาถึง หลังจากวันที่สโมสรแต่งตั้ง บ็อบ ไปแล้วเพียงวันเดียวเท่านั้น”

ทว่า “เดอะ ค็อป” ทุกคนอาจจะไปต้องกราบขอบคุณบุรุษไปรษณีย์ผู้นั้น เมื่อหนึ่งปีต่อมา บิลล์ เข้ารับงานที่แอนฟิลด์ และอย่างที่ทุกคนรู้กันว่า เรื่องราวหลังจากนั้น คือ ประวัติศาสตร์…

ชื่อของบ็อบ ถึงขนาดถูกตั้งเป็นชื่ออัฒจรรย์ของ ดันดี

ขณะที่ บ็อบ ก็ไปได้สวยกับ ดันดี โดยเขาพาทีมคว้าแชมป์ สก็อตติช พรีเมียร์ลีก ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ พร้อมกับส่งผลให้ พวกเขาได้ลุยถ้วยยุโรปในซีซั่นถัดไป

บ็อบ พาทีมผ่านทีมดังๆอย่าง โคโลญจน์, สปอร์ติ้ง ลิสบอน และ อันเดอร์เลชท์ ก่อนที่จะไปพลาดท่าให้ทีเด็ดของ เอซี มิลาน ในรอบรองชนะเลิศ แต่ฟอร์มของพวกเขา ถูกยกย่องจากหลายฝ่ายว่า “นี่คือทีมจากสก็อตแลนด์ที่เก่งที่สุดหลังสงครามโลกเลยทีเดียว”

ในปี 1964 บ็อบ พา ดันดี ไปถึงรอบชิงชนะเลิศ สก็อตติช คัพ แต่น่าเสียดายที่เขาพ่ายให้กับ กลาสโกว์ เรนเจอร์ส ไป อย่างไรก็ตาม พวกเขาทำสถิติยิง 100 ประตูในทุกรายการได้สำเร็จ ก่อนที่ บ็อบ จะลาทีมในเดือนกุมภาพันธ์ 1965 เพื่อไปคุม ฮิเบอร์เนี่ยน แทนเพื่อนรักอย่าง จ็อค สตีน

ไฮไลท์ตอนที่เขาคุมฮิบส์คือเกมแฟร์ส คัพ ที่ชนะนาโปลีในปี 1967 และเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศสก็อตติช ลีก คัพ ในปี 1969 ที่พ่ายให้กับเซลติก แต่สถานีสุดท้ายของ บ็อบ คือ แอนฟิลด์(ใช่ ชื่อนี้จริงๆ) อันเป็นสนามเหย้าของ สเตอลิ่ง อัลเบี้ยน ทีมเล็กๆในดิวิชั่น 2 เมืองขี้เมา

“เขาควรไปอังกฤษนะ แต่เขาไม่เคยได้โอกาส” สมิธ คนเดิมกล่าวต่อ “เหตุผลก็เพราะ เขาไม่เคยเล่นในอังกฤษมาก่อน สมัยนั้น พวกทีมในอังกฤษ ชอบแต่ผู้จัดการทีมคนสก็อตที่มีประสบการณ์ในประเทศพวกเขามาก่อน ซึ่งมันน่าเสียดายสุดๆ”

โดย อดีตกุนซือ เซนต์ เมียร์เรน และ อเบอร์ดีน เชื่อว่า หาก บ็อบ ได้โอกาส เขาจะประสบความสำเร็จสุดๆไปเลย

“ทีมของเขา นักเตะจะต้องแข็งแกร่งและเข้าใจเกมให้มากๆ” สมิธ อธิบาย “เขาเก่งและแน่พอที่จะคุมทีมไหนก็ได้ในโลก เขาเป็นคนมหัศจรรย์มากๆ”

และในปี 1999 แฟนๆดันดี ตกลงโหวตให้ชื่อของ แชงคลีย์ กลายเป็นชื่ออัฒจรรย์ด้านหนึ่งของสนาม เดนส์ พาร์ค จนถึงปัจจุบัน

น่าเสียดายแค่ว่า บ็อบ ไม่เคยได้รับโอกาสเหมือนเช่น บิลล์ เลย…