สักวันฉันจะดีพอ : 5 เรื่องที่สเปอร์สต้องทำหากหวังคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก

แม้ว่าฤดูกาลที่ผ่านมาจะทำให้แฟนๆ “ไก่เดือยทอง” เซ็งไม่น้อย แต่ John Robertson คอลัมนิสต์ของเรา เชื่อว่า เหล่าขุนพล สเปอร์ส จะกลับมาแกร่งกว่าเดิม และพร้อมที่จะไล่ล่าแชมป์อีกครั้งในปีหน้า หากพวกเขาปรับปรุงสิ่งเหล่านี้ได้…

หลังจากที่พวกเขาสะดุดเสมอ เชลซี ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ จนทำให้ สเปอร์ส หมดโอกาสที่จะแซง เลสเตอร์ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ จากวันนั้น ลูกทีมของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ก็โชว์ฟอร์มออกทะเลไปไกล โดยสามนัดที่เหลือ  “ไก่เดือยทอง” ไม่สามารถเก็บชัยชนะได้เลย จนถูก อาร์เซนอล แซงขึ้นไปคว้ารองแชมป์อย่างเจ็บกระดองใจ

อย่างไรก็ตาม สเปอร์ส ทำได้ดีกว่าที่ทุกคนคิดไว้มากแล้ว และด้วยทีมวัยรุ่นกับกุนซือหนุ่มไฟแรงแบบพวกเขา รับรองว่า เหล่าไก่จูเนียร์ ยังมีอนาคตที่สดใสรออยู่

A collage of Pochettino, Dier, Eriksen, Kane and Alli

โปเช็ตติโน่และลูกทีม ทำได้ดีแล้วในปีนี้

หากเปรียบกับฤดูกาลก่อนหน้านี้ ถือว่าทีมดังแห่งนอร์ทลอนดอนมีพัฒนาการที่ดีขึ้นมาก โดยพวกเขาได้แต้มเพิ่มจากเดิม 6 คะแนน พร้อมกับเลื่อนจากอันดับ 5 มาเป็น 3 จนได้ตั๋วเล่นยูซีแอลแบบอัตโนมัติ

สถิติของสเปอร์สในซีซั่น

2014/15 vs 2015/16

  • อันดับ: 5 - 3
  • ชนะ: 19 - 19
  • แพ้: 12 - 6
  • ยิง: 58 - 69
  • เสีย: 53 - 35
  • คะแนน: 64 – 70

นอกจากนี้ในด้านสถิติ สเปอร์ส ยังกลายเป็นทีมที่ยิงประตูมากที่สุดในลีกเป็นอันดับ 2 ทั้งๆที่ปีที่แล้วยังอยู่ที่ 5 และที่ยอดเยี่ยมสุดๆคือ การกระโดดจากอันดับ 14 มาเป็นอันดับ 1 ร่วมกับ แมนฯยูไนต็ดในตารางทีมเสียประตู

ทั้งหมดคือสัญญานที่ดีที่ว่า โปเช็ตติโน่ กำลังพัฒนาทีมขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นแม้ว่าปีนี้จะชวดแชมป์ แต่ปีหน้า พวกเขาย่อมมีโอกาสอยู่

และนี่คือสิ่งที่กุนซือชาวอาร์เจนไตน์ควรจะลองพิจารณา หากหวังที่จะทำความฝันของ “ยิดโด้” ให้เป็นจริง…

คุณภาพต้องทั่วถึง

สเปอร์ส จำเป็นต้องมีขุมกำลังชุดสองที่ดีกว่ารายชื่ออย่าง ไรอัน เมสัน, นาบิล เบนทาเล็บ, ทอม แคร์โรลล์ และ นาเซอร์ ชาดลี่ ที่ไม่สามารถลงมาแก้เกมหรือทำได้ดีกว่า 11 ตัวจริงที่ลงสนามเป็นประจำ ขณะที่อีกคนที่ต้องพูดถึง ซอง เฮือง มิน ที่บทจะเล่นดีก็สุดยอด แต่บทจะหายไปจากเกม ก็เงียบไปเลย ซึ่งหาก ซุปเปอร์สตาร์แห่งแดนโสม ยังไม่สามารถรักษาฟอร์มได้ เขาก็อาจจะไม่ได้อยู่ลอนดอนในปีหน้า

อีกเรื่องสำคัญคือการหาแบ็คอัพของ แฮรี่ เคน เพราะว่าดาวรุ่งอย่าง คลินตัน เอ็นจี ยังดูไม่ได้รับความวางใจจาก โปเช็ตติโน่ ทั้งเมื่อได้รับโอกาส ดาวยิงที่เคยซัดประตูทีมชาติไทย มาแล้ว ก็ไม่สามารถทำผลงานได้เป็นชิ้นเป็นอันเท่าไร

ปริมาณก็สำคัญ

นอกจากต้องหาคุณภาพในทีมเพิ่มขึ้นแล้ว อีกสิ่งที่ โปเช็ตติโน่ จำเป็นต้องทำก็คือ การเพิ่มปริมาณผู้เล่นในทีมชุดใหญ่ เนื่องจากปีหน้า พวกเขาจะมีเกมแชมเปี้ยนลีก ซึ่งแน่นอนว่า อดีตกุนซือเซาแธมป์ตัน คงไม่สามารถเอาพวกตัวสำรองลงเล่น เหมือนที่เขาทำกับศึกยูโรป้า ลีกในปีนี้ เช่นเดียวกับ การเอาตัวหลักเล่นเกมยุโรป และปล่อยทิ้งเกมลีก ก็คงไม่ใช่เรื่องที่ใครจะบ้าทำ 

Dortmund celebrate their Europa League victory over Tottenham

ทิ้งยูโรป้า แต่ไม่ถึงฝัน

อีกทั้งแท็คติคของ โปเช็ตติโน่ ก็เน้นเรื่องพละกำลังและวิ่งกดดันตลอดทั้งเกม ซึ่งหากไม่มีการปรับปรุงทีม รับรองว่า เด็กๆสเปอร์สได้วิ่งลิ้นห้อยแน่ๆ

เพราะฉะนั้น ขนาดทีมต้องดีและใหญ่กว่าเดิม

เสริมจุดเด่น ลบจุดบอด

เรื่องดีของ “ไก่เดือยทอง” ก็คือ พวกเขามีขุมกำลัง 11 ตัวจริงที่ค่อนข้างลงตัว โดยเฉพาะในแนวรับที่มีนายทวารที่ไว้ใจได้อย่าง ฮูโก้ ยอริส ประกอบกับคู่เซนเตอร์ฮาร์ฟเบลเยี่ยมอย่าง โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ และ แยน แฟร์ตองเกน ซึ่งทั้งคู่สามารถเล่นทั้งบู๊และบุ๋นได้ดี

นอกจากนี้ในตำแหน่งตัวตัดเกม โปเช็ตติโน่ ยังมีตัวเลือกอย่าง เอริค ไดเออร์ ที่ช่วยแบ่งเบาภาระแนวรับ ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ ทีมดังแห่งลอนดอน ครองสถิติทีมที่มีเกมรับดีที่สุดในลีก

Vertonghen, Alderweireld and Dier celebrate a goal

เกมรับพา สเปอร์ส มาไกล

ส่วนแนวรุกนั้น ยังมีบางตำแหน่งที่ไม่ลงตัวหรืออาจหาคนที่ดีกว่านี้มาแทนในบางจุดได้ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ โปเช็ตติโน่ ต้องเก็บไปครุ่นคิดต่อ

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือ โปเช็ตติโน่ จำเป็นต้องจดจำความผิดพลาดและบทเรียนจากซีซั่นนี้ไปใช้ในฤดูกาลหน้า เพราะคู่แข่งของเขาจะมียอดกุนซืออย่าง โชเซ่ มูรินโญ่(ยังไงก็มาแน่ ฮา), อาร์แซน เวนเกอร์, เป๊ป กวาร์ดิโอล่า, อันโตนิโอ คอนเต้, เจอร์เก้น คล็อปป์ และ แชมป์เก่าอย่าง เคลาดิโอ รานิเอรี่

ซึ่งรับรองว่า ปีหน้าไม่ง่ายเท่าปีนี้แน่นอน…

มาตราฐานต้องได้

สิ่งที่ อดีตโค้ชเอสปันญ่อลต้องใส่ใจก็คือ การบริหารทีมให้ทำผลงานได้คงเส้นคงวาให้ได้มากที่สุด

หลายคนบอกว่าสไตล์และแผนการเล่นของ โปเช็ตติโน่ คล้ายกับรุ่นพี่ชาติเดียวกันอย่าง มาร์เซโล่ บิเอลซ่า ที่เน้นความฟิตเป็นหลัก และนั่นก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ทีมของทั้งคู่มักจะแผ่วปลายตอนใกล้จบฤดูกาล

ซึ่งสถิติฟ้องได้เป็นอย่างดี โดยตลอดชีวิตการคุมทีม 6 ซีซั่นของกุนซือดาวรุ่งนั้น มักจะทำผลงานได้ไม่ค่อยดีในช่วง 6 นัดสุดท้าย โดยผลงานที่ดีที่สุดของ โปเช็ตติโน่ คือ ชนะ 3 จาก 6 เกมกับ สเปอร์ส เมื่อปี 2014/15

ฉะนั้นสิ่งที่ อดีตโค้ชเอสปันญ่อลต้องใส่ใจก็คือ การบริหารทีมให้ทำผลงานได้คงเส้นคงวาให้ได้มากที่สุด และหากทำได้ สเปอร์ส จะน่ากลัวกว่านี้เยอะ

ยิงให้เร็วกว่าเดิม

อีกสถิติที่น่าสนใจก็คือ “ไก่เดือยทอง” เป็นทีมที่ยิงประตูแรกได้ช้ามาก โดยนับเฉพาะ 19 เกมหลังสุดในพรีเมียร์ลีก สเปอร์ส ยิงประตูใน 30 นาทีแรกของเกมได้เพียง 4 ลูก ขณะเดียวกัน พวกเขาโดนคู่แข่งส่องไปก่อนถึง 5 ประตู

อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจจะเถียงว่า ทุกทีมก็ยิงประตูในช่วงครึ่งชั่วโมงแรกได้น้อยทั้งหมด เพราะว่า ช่วงต้นเกมต่างฝ่ายต่างจะระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ แต่สถิติก็ไม่เคยโกหก เมื่อ อาร์เซนอล และ แมนฯซิตี้ ยิงได้ถึง 9 ลูกจาก 19 เกมเท่ากัน ขณะที่ เชลซี และ เลสเตอร์ ทำได้ 8 ครั้ง หรือแม้แต่ทีมอย่าง ลิเวอร์พูล(ฮา) ยังยิงได้อีก 7 ลูกเลย..

อาจเป็นเพราะแท็คติคของ โปเช็ตติโน่ ที่มักให้ลูกทีมใช้การโจมตีเร็ว ทำให้ทีมส่วนใหญ่ที่พบกับพวกเขามักจะมาตั้งรับลึก พร้อมกับไม่เปิดพื้นที่ให้แนวรุกของทีมดังแห่งกรุงลอนดอน สร้างโอกาสหรือลองส่องได้ง่ายๆ ทั้งยังพร้อมสวนกลับอยู่ตลอดเวลา จนทำให้สถิติออกมาเช่นนี้

และนี่คือสิ่งที่ กุนซือชาวอาร์เจนไตน์ ต้องเก็บไปวิเคราะห์ต่อไป โดย โปเช็ตติโน่ ต้องลองพิจารณาดูว่า จะทำยังไงถึงจะยิงหาทางเปิดแผลคู่แข่งได้ หรือลองคิดดูว่า ลูกทีมของเขาอาจจะไม่จำเป็นต้องเร่งบีบเกมเร็วตั้งแต่นาทีแรกก็เป็นได้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อสภาพร่างกายนักเตะในระยะยาวด้วย

Pochettino stares down at the ground before Tottenham's encounter with Newcastle

เกมส่งท้ายกับ นิวคาสเซิล(แพ้ 1-5) บ่งบอกชัดเจนว่า สเปอร์ส กรอบมากเพียงใด

และนั่นคือ 5 สิ่งที่ทีมงาน FFT แนะนำให้ สเปอร์ส รีบปรับปรุงและแก้ไข เพื่อเตรียมพร้อมสู่ศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาลใหม่ที่บอกได้เลยจะเป็นปีที่ดุเดือดเลือดพล่านที่สุดในประวัติศาสตร์

ซึ่งหาก “ไก่เดือยทอง” ไม่พัฒนาตาม พวกเขาก็คงกลับไปเป็นทีมลุ้นพื้นที่ยุโรปเหมือนเดิม หรืออย่างแย่ก็อาจจะกลับกลายเป็นทีมกลางตารางเหมือนเช่นหลายสิบปีก่อน

ทว่า เชื่อว่า ด้วยศักยภาพของ โปเช็ตติโน่ และลูกทีมพลังหนุ่มทั้งหมด จะทำให้พวกเขาเก็บความผิดหวังในปีนี้ แล้วมาระเบิดอีกครั้งในปีหน้า

และหากสุดท้าย “ไก่เดือยทอง” กลับมาผงาดคว้าแชมป์ได้ในฤดูกาลหน้า รับรองว่า มันจะเป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ไม่แพ้เทพนิยายของ เลสเตอร์

“สักวันฉันจะดีพอ” นักเตะสเปอร์ส คงบอกกับตัวเองในใจ

แล้วเจอกัน ปีหน้า…