สังเวียนที่ไม่ใช่ : 11 แข้งฟอร์มเทพทีมชาติแต่ล้มเหลวในพรีเมียร์ลีก

Sergei Rebrov

ใช่ว่าดาวดังทุกคนจะสามารถโชว์ฟอร์มเทพในระดับสโมสรได้เหมือนยามช่วยทีมชาติ และในวันนี้ FFT ได้รวบรวมเอา 11 แข้งที๋โชว์ฟอร์มหรูในทีมชาติ แต่กลับล้มเหลวไม่เป็นท่าบนเวทีพรีเมียร์ลีกมาไว้ที่นี่แล้ว จะมีใครบ้าง ติดตามได้เลย 

ดิเอโก้ ฟอร์ลัน

ฟอร์ลัน ตัดสินใจอำลาวงการลูกหนังพร้อมกับทิ้งสถิติสุดหรูในทีมชาติไว้ให้ดูต่างหน้า โดยเขาคือนักเตะที่ได้โอกาสติดธงรับใช้อุรุกวัยมากที่สุดเป็นอันดับ 2 (112 นัด) พร้อมทั้งยังเป็นดาวยิงตลอดกาลอันดับ 3 (36 ประตู) ด้วย นอกจากนั้น ในศึกฟุตบอลโลก 2010 เขายังโชว์ฟอร์มเทพจนซัลโวไป 5 ประตู คว้ารางวัลดาวซัลโวร่วมของรายการ พ่วงด้วยรางวัลลูกบอลทองคำ อย่างไรก็ตาม ชีวิตของเขาในสีเสื้อแมนฯ ยู นั้น ช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว

ดาวยิงรายนี้ตัดสินใจย้ายไปร่วมทัพปีศาจแดงในวัย 22 ปีเมื่อปี 2002 ก่อนที่เขาจะได้ใช้เวลาอยู่ในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แค่ 2 ปีครั้งเท่านั้น เพราะตลอด 63 เกมที่ลงสนาม ฟอร์ลันหาตาข่ายเจอแค่ 10 ครั้ง แถมกว่าประตูแรกของเจ้าตัวจะมา ก็ปาเข้าไปเกมที่ 24 ของตัวเองกับแมนฯ ยูแล้ว

Forlan

Diego Forlorn

แม้จะล้มเหลวกับพรีเมียร์ลีก แต่น่าแปลกใจที่กับสโมสรอื่นๆ ที่เขาเคยย้ายไปนั้น ฟอร์ลันก็สามารถทำประตูได้เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นในอาร์เจนตินา, สเปน, อิตาลี, บราซิล, ญี่ปุ่น, อุรุกวัย และล่าสุดคืออินเดีย ที่ปัจจุบันเขาในวัย 37 กะรัตค้าแข้งอยู่กับสโมสรมุมไบ ซิตี้

โรบินโญ

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตัดสินใจควักเงิน 32.5 ล้านปอนด์เพื่อซื้อตัวดาวเตะชาวบราซิลรายนี้มาร่วมทีมเมื่อปี 2008 ทว่าด้วยค่าตัวที่สูงลิบในเวลานั้น ทำให้โรบินโญกลับไม่สามารถเค้นฟอร์มเก่งของตัวเองออกมาได้เหมือนกับก่อนหน้าที่จะย้ายมาอังกฤษ โดยนี่คือนักเตะที๋โชว์ฟอร์มได้ดีจนได้โอกาสติดทีมชาติบราซิลไปแล้ว 100 นัด ยิงได้ 28 ประตู และเล่นฟุตบอลโลก 2 หนแล้วในตอนนั้น

ตัวรุกแซมบ้ารายนี้ได้ลงวาดลวดลายในลีกสูงสุดแดนผู้ดีไป 41 นัด ทว่ากลับสามารถยิงได้แค่ 14 ประตูเท่านั้นเอง (ทุกประตูเกิดขึ้นในฤดูกาลแรก) โรบินโญอยู่กับทัพเสือใบสีฟ้าไม่จบฤดุกาลที่ 2 ด้วยซ้ำ เพราะเจ้าตัวได้รับบาดเจ็บจนหลุดจากตำแหน่งตัวจริง ก่อนที่จะถูกปล่อยตัวให้สโมสรซานโต๊สยืมตัวไปใช้งานในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง

Robinho

เริ่มต้นได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ก็หายเข้ากลีบเมฆอย่างรวดเร็วเช่นกัน

“ผมคิดว่าผมเริ่มต้นได้ดีนะ แต่โชคร้ายที่ทีมของเราในตอนนั้นไม่ได้เต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์เหมือนตอนนี้” ดาวเตะชาวบราซิเลี่ยนกล่าวกับ FFT “แมนฯ ซิตี้ คือสโมสรเดียวที่ผมจากมาทั้งๆ ที่ยังไม่เคยได้แชมป์เลย”

ปัจจุบัน โรบินโญในวัย 33 กะรัตกำลังค้าแข้งอยู่กับสโมสร แอตเลติโก มิเนโร่ ในบ้านเกิด โดยฤดูกาลที่แล้วเจ้าตัวก็โชว์ฟอร์มได้ดีจนกลับมาติดทีมชาติอีกครั้งหลังจากยิงไป 12 ประตูในลีก

อังเดร เชฟเชนโก้

เชฟเชนโก้ คือกองหน้าที่สมควรจะถูกยกย่องให้เข้าขั้นตำนานของวงการลูกหนังมากที่สุดคนหนึ่งของวงการ โดยเขาคือดาวยิงตลอดกาลของทีมชาติยูเครน (48 ประตู) พร้อมทั้งยังเป็นนักเตะที่ติดทีมชาติมากที่สุดอันดับ 2 อีกด้วย (111 นัด) นอกจากนั้น ในระดับสโมสร เจ้าตัวก็ยังสามารถพาเอซี มิลาน ยักษ์ใหญ่ของอิตาลีคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้สำเร็จ พร้อมทั้งยังครองตำแห่นงดาวซัลโวตลอดกาลอันดับ 2 ของทีมด้วย

เจ้าตัวก็ยังสามารถพาเอซี มิลาน ยักษ์ใหญ่ของอิตาลีคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้สำเร็จ พร้อมทั้งยังครองตำแห่นงดาวซัลโวตลอดกาลอันดับ 2 ของทีมด้วย

ในปี 2006 ‘เชว่า’ ตัดสินใจเก็บข้าวของย้ายมาร่วมทัพเชลซีด้วยค่าตัวถึง 30.8 ล้านปอนด์ ซึ่งแน่นอนว่าค่าตัวมหาศาลแบบนี้ต้องมาพร้อมกับคาดคาดหวังที่สูงลิบจากแฟนๆ ทว่าสุดท้ายหัวหอกรายนี้ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่ากับยอดทีมจากลอนดอน

เชฟเชนโก้ ยิงได้แค่ 9 ประตูเท่านั้นตลอดการลงสนาม 48 นัด ซึ่งมันส่งผลให้เจ้าตัวค่อยๆ กระเด็นหลุดจากทีมและกลายเป็นส่วนเกินที่รอโอกาสข้างสนามมากกว่า และในที่สุด ฤดูกาล 2008/09 เชฟเชงโก้ก็ถูกส่งกลับไปให้ทัพปีศาจแดงดำยืมตัวใช้งาน จากนั้นในปี 2009 เขาก็กลับไปร่วมทัพสโมสรยักษ์ใหญ่ในบ้านเกิดอย่างดินาโม เคียฟ ซึ่งที่นั่นเองที่เขาสามารถเค้นวิญญาณเพชฌฆาตจอมซัลโวประตูกลับมาได้อีกครั้ง

Shevchenko

ยังคงเป็นปริศนาถึงทุกวันนี้ว่าทำไมเชฟเชงโก้ถึงล้มเหลวในแดนผู้ดี

ปี 2012 กองหน้ารายนี้ตัดสินใจแขวนสตั๊ดในฐานะ 1 ในกองหน้าที่ดีที่สุดในยุโรป และปัจจุบันก็หันไปรับงานกุนซือทีมชาติยูเครนแล้ว  

เซอร์เก เรบรอฟ

มีชายเพียง 3 คนเท่านั้นที่สามารถยิงประตูให้กับตินาโม เคียฟ ได้มากกว่าเชฟเชงโก้ ซึ่ง 1 ใน 3 คนนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคู่หูของเชว่านั้นเอง

เรบรอฟ โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมกับทีมชาติยูเครนยามที่จับคู่กับเชฟเชงโก้ โดยเขายิงไป 15 ประตูจากการลงสนาม 75 นัด สร้างชื่อให้ตัวเองเป็นกองหน้าตัวสนับสนุนที่ดีที่สุดคนหนึ่งของวงการ ทว่ากระนั้น เจ้าตัวก็ยังหนีไม่รอดจากความล้มเหลวบนเวทีพรีเมียร์ลีกหลังจากเคยลิ้มรสลีกสูงสุดแดนผู้ดีกับเวสต์แฮมและสเปอร์ส

เรบรอฟย้ายมาร่วมทัพไก่เดือยทองเมื่อปี 2000 ด้วยค่าตัว 11 ล้านปอนด์ ซึ่งแม้จะได้ลงสนามไป 59 นัดตลอด 2 ฤดูกาลกับทีม เขากลับทำประตูได้แค่ 10 ลูกเท่านั้นเอง และนั่นจึงเป็นเหตุให้เขาถูกส่งตัวไปให้เฟเนร์บาห์เช่ยืมตัวใช้งานก่อนจะแยกทางกับทีมดังแห่งลอนดอนเหนือแบบไร้ค่าตัว และเซ็นสัญญาร่วมทัพเวสต์แฮมที่อยู่ลีกรอง (ผลงาน 29 นัด 1 ประตู)

เรบรอฟตัดสินใจแขวนสตั๊ดเมื่อปี 2009 โดยสโมสรสุดท้ายของเขาคือรูบิน คาซานในรัสเซีย ชณะที่ในตอนนี้ เจ้าตัวรับบทเป็นกุนซือใหญ่ของ ดินาโม เคียฟ อดีตต้นสังกัดของเขานั่นเอง