สิงห์บลูส์จ่าฝูง : เมื่ออาซาร์กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง

เซ็บ สแตฟฟอร์ด-บลัวร์ ได้อยู่ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ และใช้  Stats Zone วิเคราะห์เกมที่ลูกทีมของ อันโตนิโอ คอนเต้ ถล่มเบิร์นลี่ย์แบบสบายๆ

1. นี่แหละฟอร์มพีคของอาซาร์

หนึ่งในเหตุปัจจัยแห่งความล้มเหลวของเชลซีเมื่อซีซั่นก่อนก็คือการฟอร์มตกของ เอเด็น อาซาร์ ทั้งที่โชว์ฟอร์มสุดยอดพาเชลซีเข้าป้ายแชมป์เมื่อฤดูกาลก่อนหน้าจนคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ แต่เจ้าตัวกลับฟอร์มหล่นอย่างรวดเร็วและแทบไม่ได้มีส่วนร่วมกับเกมเลย

แต่พอมาฤดูกาล 2016/17 เขาได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และดูสดชื่นมากเมื่อพิจารณาในแง่ที่ว่าเพิ่งกรำศึกยูโร 2016 มา โดยอาซาร์ได้จัดการป่วนฝั่งขวาของเบิร์นลี่ย์ ซึ่งระบบ 4-2-4 ของ อันโตนิโอ คอนเต้ ทำให้สตาร์ชาวเบลเจี้ยนได้อยู่บริเวณริมเส้นและมีพื้นที่เล่นมากขึ้นเมื่อเทียบกับยุคของ โชเซ่ มูรินโญ่ ทำให้เขาได้บอลในพื้นที่อันตรายมากกว่าเดิมด้วย 

โดยในครึ่งแรกนั้นนอกจากจะทำประตูได้แล้ว อาซาร์ยังจ่ายบอลเพื่อทำเกมรุกสำเร็จถึง 22 จากทั้งหมด 27 ครั้ง ซึ่งถือว่ามากกว่านักเตะคนอื่นๆอยู่ 7 ครั้งด้วยกัน และตอนที่เขาถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนามในนาทีที่ 82 นั้น มันก็ได้เพิ่มขึ้นจากในช่วง 45 นาทีแรกไปเป็น 38 ครั้ง ซึ่งถือว่าเยี่ยมเอามากๆแถมยังเล่นท่าราโบน่าไปหนึ่งทีด้วย นี่แหละคืออาซาร์ในวันที่เล่นได้สุดยอด ทีนี้ก็เหลือแต่ความฟิตที่ยังรอวันเต็มถังเท่านั้น

ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สมควรแล้วเพราะว่าเขาถูกจับไปอยู่ถูกที่ถูกทางมากขึ้น โดยคอนเต้กล่าวในการแถลงข่าวถึงควมสำคัญเกี่ยวกับทีมหรือความเป็น "ครอบครัว" ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับปีกตัวเก่งรายนี้ เนื่องจากเจ้าตัวต้องการสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อที่จะขับเคลื่อนฟอร์มของตัวเองไปได้ เขาต้องการได้บอลเร็วเพื่อที่จะพิจารณาทางเลือกที่อยู่ตรงหน้ามากขึ้น และนี่อาจะเป็นสัญญาณที่ชี้ได้ว่าสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเขาตอนนั้นกลับมาอยู่ในจุดที่เหมาะสมอีกครั้ง

2. เกมริมเส้นของคอนเต้ได้ผล

คอนเต้มักจะออกแอคชั่นข้างสนามอยู่ตลอดเวลา และหลายๆครั้งดูเป็นหุ่นกระบอกมากกว่าโค้ชเสียอีก เขาเดินไปเดินมาอยู่บริเวณเทคนิคัล เอเรีย อยู่ตลอด 90 นาทีในเกมกับเบิร์นลี่ย์ เพื่อกระตุ้นลูกทีมให้เล่นตามแผนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย โดยกุนซือชาวอิตาเลียนต้องเล่นทางกว้างและเขาก็ต้องการมันตลอดเวลา

ส่วนประกอบของเชลซีชุดใหม่คือ ต่อให้ปีกธรรมชาติหุบเข้ามาข้างใน ก็ต้องมีนักเตะอีกคนซึ่งก็คือ ดีเอโก้ คอสต้า, ออสการ์ หรือแบ็คเติมขึ้นมาอุดช่องว่างตรงริมเส้น ซึ่งถ้าเป็นคู่ต่อสู้ที่แข็งกว่านี้อาจจะทำได้ยาก แต่การเจอกับเบิร์นลี่ย์ที่ตั้งใจมารับเต็มที่ มันจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีการถ่างแนวรับเพื่อให้เพลย์เมคเกอร์มีช่องว่างตลอด

ซึ่งทีมของ ฌอน ไดซ์ เองก็ไม่ได้เล่นดีนัก แต่ถ้าจะพูดให้แฟร์ๆก็คือทีมหนีตายพรีเมียร์ลีกคงไม่หวังเก็บ 3 แต้มเหนือทีมใหญ่แบบนี้แน่ อย่างไรก็ตามการรับลึกชนิดที่แพ็คคนมาแน่นเกินไปแบบไม่จำเป็นของเบิร์นลี่ย์อย่างไรก็ต้องโดนเจาะอยู่ดีจากการโดนเลี้ยงกินตัวของเจ้าถิ่นจนมีพื้นที่ว่างเข้าทำ

และบรรดานักเตะพรสวรรค์สูงของเชลซีก็แสดงให้เห็นแล้วในเกมวันเสาร์ ทำให้เจ้าถิ่นจ่ายบอลสำเร็จในพื้นที่สุดท้ายถึง 190 ครั้ง นอกจากนี้ยังต่อบอลในกรอบเขตโทษได้ 31 ครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นเป็นอย่างดีถึงความสามารถในการเจาะแนวรับของสิงห์บลูส์

3. เนมานย่า มาติช vs เชสก์ ฟาเบรกาส

แม้ว่าระบบ 4-2-4 ของคอนเต้จะเน้นคุณภาพในเกมรับของมิดฟิลด์คู่กลางเป็นสำคัญ แต่ในเมื่อ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ นั้นแทบจะทำทุกอย่างอยู่แล้ว จึงกลายเป็นว่าการเลือกมาติชลงสนามคือสิ่งที่น่าสงสัย เพราะเจ้าตัวอาจทำให้เกมรับแน่นขึ้นก็จริง แต่การมิติการผ่านบอลของเขามีจำกัด และน่าจะเจองานยากกว่านั้นถ้าเกิดเจอคู่ต่อสู้ที่มีการกดดันตั้งแต่แดนกลาง

งานของเขาในเกมกับเบิร์นลี่ย์คือรักษาการครองบอลและจ่ายออกปีกเพื่อสร้างโอกาสเข้าทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเชลซีต้องการการเล่นแบบนั้นเพื่อให้บอลไปถึงข้างหน้าได้เร็วขึ้น

ซึ่งตรงจุดนี้น่าจะเป็นปัญหาล่าสุด เมื่อ เชสก์ ฟาเบรกาส ได้สร้างผลงานในตำแหน่งดังกล่าวเมื่อสัปดาห์ก่อนหลังจากลงมาแทนมาติชได้แค่ 12 นาที และแสดงให้เห็นว่าจะเป็นคนที่เหมากะกับแผนคอนเต้มากกว่า แม้มาติชจะสร้างสรรค์โอกาสให้อาซาร์ทำประตูแรกได้ก็จริง แต่เขาและฟาเบรกาสก็ยังมีสไตล์ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง 

4. เบิร์นลี่ย์ไม่ควรจะคิดมาก

เกมนี้ดูเหมืนอว่าจะทำตัวเองให้ยุ่งยาก เพราะเมื่อมารับแน่น แต่ทำไมถึงต้องเน้นครองบอล และสุดท้ายแผนก็ไม่ได้ผลจากการโดยฤทธิ์ของอาซาร์แต่หัววัน

อย่างไรก็ตาม มีจุดหนึ่งก็คือพวกเขาไม่ควรกลัวที่จะเล่นบอลยาวมากกว่านี้ แม้ไดช์จะไม่ใช่ผู้จัดการทีมที่ชอบเล่นบอลโยนตามอย่างกุนซือลีกล่างทั่วไป ซึ่งนั่นถือเป็นเรื่องน่าชื่นชม แต่การเจอกับการโต้กลับเร็วของเชลซีก็มีปัญหา แม้ว่าลูกแรกจะต้องยกเครดิตให้กับความสุดยอดของอาซาร์ไปเต็มๆ แต่ก็ต้องโทษหมากของไดช์เองด้วย เมื่อบอลไปไม่ถึง อังเดร เกรย์ และแข้งเบิร์นลี่ย์ดูจะหลงตำแหน่งกันไปหมดจนทำให้อาซาร์เจาะเข้าไปได้ มันคือค่าเสียหายจากความพยายามที่จะต่อบอลมากเกินไป

จากการที่มี แซม โวคส์ ยืนค้ำหอกและเกรย์มีความคล่องตัวสูง ทำให้เกิดคำถามว่าทำไมเบิร์นลี่ย์ถึงการทิ้งบอลยาวไปข้างหน้า เพราะมันเป็นโอกาสที่ดีที่จะคลายกดดันในแนวรับ เนื่องจากทั้ง จอห์น เทอร์รี่ และ แกรี่ เคฮิลล์ ต่างก็ไม่มีความเร็วอยู่แล้ว แต่กลับพยายามจะเก็บบอลไว้กับตัว ซึ่งก็ทำไม่ได่

แม้ว่าปรัชญาของไดช์จะน่าชื่นชม แต่เมื่อดูความเป็นจริงแล้ว พวกเขาน่าจะรับบทเรียนอันล้ำค่าจากเกมที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ว่าการเล่นให้เหมาะสมกับสถานการณ์นั้นมีค่ามากกว่าสไตล์การเล่น อย่างเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ที่พวกเขาเอาชนะลิเวอร์พูลได้ด้วยการต่อบอลเพียงแค่ 218 ครั้ง พอมาเกมนี้พวกเขาต่อบอลได้ถึง 300 แต่กลับเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เห็นได้ว่าการครองบอลควรดูสถานการณ์ด้วย

เกร็ดหลังเกม

  • เอเด็น อาซาร์ ทำได้ 6 ลูกจาก 8 นัดหลังสุดในพรีเมียร์ลีก หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทำได้เพียง 6 จาก 44 นัด
  • อันโตนิโอ คอนเต้ ไม่แพ้ใครในบ้านมา 30 นัดติดในเกมลีกที่เขาเป็นผู้จัดการทีม (ชนะ 28 เสมอ 2).
  • ดีเอโก้ คอสต้า มีส่วนร่วมกับประตูในพรีเมียร์ลีก 5 เกมหลังสุด (3 ประตู, 2 แอสซิสต์)
  • เบิร์นลี่ย์เสียประตูในเกมนี้ (3) มากกว่าที่เสียนอกบ้านพรีเมียร์ลีก 4 นัดหลังสุดรวมกัน (2).
  • สิงห์บลูส์ยุติสถิติเสียคลีนชีตในพรีเมียร์ลีกบ้านตัวเองลงไว้ที่ 13 นัด ซึ่งหนสุดท้ายที่ทำได้คือนัดที่นอริช 2-0 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2015
  • วิคเตอร์ โมเสส ยิงประตูในพรีเมียร์ลีกให้กับเชลซีได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2012
  • การยิงครั้งแรกของเบิร์นลี่ย์ในเกมนี้เกิดขึนในนาทีที่ 43
  • เดอะ คลาเร็ตส์ยังไม่ชนะที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ มาตั้งแต่เดือนเมษษยน 1971 นับัต้งแต่นั้นพวกเขาแพ้ 6 เสมอ 2

STATS ZONE Free on iOS • Free on Android

New features every day on FourFourTwo.com • Analysis