สิงคโปร์ vs เมียนมาร์: หรือจะเป็นนัด(รอง)สุดท้ายของแบรนด์ สตางก์?

กระชับมิตร | จาลัน เบซาร์ สเตเดี้ยม | พฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม | 18.45 น.

ก่อนเกม

นี่จะเป็นการคุมทีมในบ้านนัดสุดท้ายของแบร์นด์ สตางก์ ในฐานะโค้ชทีมชาติสิงคโปร์ (ถ้าหากรายงานของสื่อเชื่อถือได้)

วิเคราะห์เจาะลึก

หลังจากเอสลีกเปิดฉากผ่านไป 6 สัปดาห์ เราขอต้อนรับทุกท่านด้วยโปรแกรมพักเบรคทีมชาติครั้งแรกของปี เมื่อสิงคโปร์จะลงสนามเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่พ่ายให้ซีเรียไป 2-1 ในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก โซนเอเชีย เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน

ฟอร์มของสิงคโปร์

  • สิงคโปร์ 1-2 ซีเรีย (คัดบอลโลก)
  • สิงคโปร์ 0-3 ญี่ปุ่น (คัดบอลโลก)
  • สิงคโปร์ 2-1 กัมพูชา (คัดบอลโลก)
  • สิงคโปร์ 1-0 อัฟกานิสถาน (คัดบอลโลก)
  • ซีเรีย 1-0 สิงคโปร์ (คัดบอลโลก)

ฟอร์มของเมียนมาร์

  • เมียนมาร์ 3-0 คูเวต (WCQ)
  • เกาหลีใต้ 4-0 เมียนมาร์ (WCQ)
  • ฮ่องกง 5-0 เมียนมาร์ (Friendly)
  • เมียนมาร์ 3-1 ลาว (WCQ)
  • เมียนมาร์ 0-2 เลบานอน (WCQ)

ทว่าเรื่องราวนอกสนามกลับเป็นที่จับตามองในช่วงพักหลังมานี้ เมื่อมีรายงานว่าเฮดโค้ชอย่างสตางก์ และผู้ช่วยของเขา ฟานดี้ อาหมัด เตรียมลาออกจากตำแหน่งในเดือนเมษายน
 
ซึ่งแข้งซีเนียร์อย่าง ไบฮัคกี้ ไคซาน และ ฮาริส ฮารูน ต่างก็ออกโรงให้สัมภาษณ์ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกนัดสำคัญที่สิงคโปร์จะต้องเจอกับอัฟกานิสถานในวันอังคารหน้า ดังนั้นมันจึงน่าสนใจที่จะได้เห็นว่ามันเป็นแบบที่พวกเขาบอกหรือเปล่า
 
ในการเตรียมทีมสำหรับเกมไปเยือนกรุงเตหะรานนั้น สมาคมฟุตบอลสิงคโปร์ (FAS) ได้จัดโปรแกรมอุ่นเครื่องในบ้านกับทีมร่วมอาเซียนอย่างเมียนมาร์
 
เป็นเรื่องน่าบังเอิญเหมือนกันที่พวกเขาก็คือคู่ต่อสู้แรกของสตางค์ นับตั้งแต่เข้ามารับงานคุมทีมชาติสิงคโปร์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2013
 
ซึ่งทางเมียนมาร์จะลงสนามพบกับเลบานอนที่เบรุตในวันอังคารหน้า โดยที่นักเตะจากลุ่มแม่น้ำอิรวดีหมดโอกาสคว้าสิทธิ์เข้าไปเล่นในศึกเอเชียน คัพ รอบคัดเลือก รอบ 3 แล้ว อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็มองไปไกลกว่านั้นในศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ที่จะเป็นเจ้าภาพร่วมกับฟิลิปปินส์
 
และจากการที่ทั้งสองต่างก็ตั้งเป้าไว้ว่าจะคว้าแชมป์ในทัวร์นาเม้นต์ดังกล่าว ซึ่งจะเปิดฉากฟาดแข้งกันในวันที่ 19 พฤศจิกายน ถึง 17 ธันวาคม ทำให้เกมนี้อาจเรียกความมั่นใจให้พวกเขาได้มากโข

ข่าวข้างสนาม

ไม่มีอะไรน่าประหลาดใจมากนักในทีมสิงคโปร์ แม้จะมีการเรียกตัวแข้ง 6 รายกลับมาติดทีมชาติอีกครั้งก็ตาม ซึ่งประกอบด้วย อาฟิค ยูนอส, อัล-คาซิมี่ ระห์มาน, ชาห์ดัน สุไลมาน และ จูหมัด จันทัน โดยรายหลังสุดนั้นติดทีมชาติครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2014
 
ในแนวรับจะไม่มี มธู โมหะนะ เนื่องจากติดโทษแบนจากเกมกับอัฟกัน ขณะที่หัวหอกตัวเก่ง คอยรุล อัมรี่ ก็ต้องชวดลงสนามต่อไป เนื่องจากยังไม่หายเจ็บน่อง
 
ปีกพ่อมด ฟาริส รามลี่ ก็ถูกตัดออกจาก 23 ขุนพลสุดแกร่งเช่นกัน เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บโคนขาหนีบ
 
ขณะที่ปราการหลังจอมเก๋า ไบฮัคกี้ ไคซาน จะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมในเกมนี้เช่นกัน หลังจากเกิดอาการบาดเจ็บเหมือนคนอื่นๆ
 
ขณะเดียวกัน เมียนมาร์ก็ประกาศรายชื่อออกมาแล้ว ซึ่งเต็มไปด้วยแข้งดาวรุ่ง โดยมีนักเตะอายุมากกว่า 23 ปี แค่สองคนคือกัปตันทีม ยาน อาง คยอ ผู้ที่มีประสบการณ์มากที่สุด กับการรับใช้ชาติมา 37 นัด และกองหลัง อาง ซอว์ ที่ติดธงไป 15 ครั้ง
 
โดยสองคู่หูดูโอ้จากย่างกุ้ง ยูไนเต็ด อย่างคยอ โค โค ที่ซัดไป 8 ประตู จาก 32 นัด และ คยี ลิน เจ้าของผลงาน 6 ประตู จาก 28 นัด จะลงปั่นป่วนแนวรับของสิงคโปร์ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขามีดีอยู่แค่นี้
 
เพราะมีอีก 6 แข้งที่โชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจในรายการซีเกมส์ เมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน รวมถึงจอมหนึบอย่างคยอ ซิน พโย และมิดฟิลด์ เย โอ อู ที่ซัดฟรีคิกพาทีมดับสิงคโปร์ในรอบแบ่งกลุ่ม
 
ซึ่งโค้ชของทีม แกร์ด ซีเซ่ ก็ได้เรียกตัว 5 นักเตะจากฟุตบอลโลกยู-20 ที่นิวซีแลนด์ ที่เตะพร้อมกับซีเกมส์เมื่อปีก่อนมาด้วย นั่นก็คือกัปตันทีม นันดา คยอ, กองหลัง ติห์  เท็ต อาง, กองกลาง มอง มอง ลวิน และกองหน้า อาง ธุ และ ธัน เปียง

ประกบคู่ : อาฟิค ยูนอส vs คยอ โค โค

ด้วยการไม่มีไบฮัคกี้และมาดู สตางก์ต้องไว้วางใจในตัวเซ็นเตอร์แบ็คของแทมปิเนส โรเวอร์ส อย่าง อาฟิค ให้ลงบัญชาเกมรับ
 
เขาได้รับโอกาสช่วยชาติครั้งแรกนับตั้งแต่บาดเจ็บหัวเข่าอย่างน่าสยดสยองในเกมกับทีมชาติไทยเมื่อปีก่อน โดยกองหลังเจ้าของส่วนสูง 184 เซนติเมตร จะต้องรับมือกับคยอ โกลเด้น บอย แห่งวงการฟุตบอลเมียนมาร์ในตอนนี้
 
ด้วยพรสวรรค์ในการครองบอลและการจบสกอร์อย่างเฉียบคม ตัวรุกจอมวูบวาบที่มีส่วนสูงเพียง 170 เซนติเมตรรายนี้ จะสร้างความเสียหายได้อย่างมากมายแน่นอน หากไม่ถูกประกบติดจับตาย
 
โดยแข้งวัย 23 ปี เคยมีประสบการณ์ยิงประตูใส่สิงคโปร์มาแล้ว จากจังหวะจุดโทษที่โดน ซาฟุวาน บาฮารุดดิน ทำฟาล์วแล้วลุกขึ้นมาสังหารเอง ช่วยทีมเอาชนะไป 4-2 ที่สนามกีฬาแห่งชาติ ในศึกซูซูกิ คัพ ปี 2014

สองกุนซือ : ศึกศักด์ศรีโค้ชเยอรมัน

การพบกัน 5 นัดหลังสุด

  • เมียนมาร์ 2-4 สิงคโปร์ (ซูซูกิ คัพ, พ.ย. 14)
  • เมียนมาร์ 0-2 สิงคโปร์ (กระชับมิตร, มิ.ย. 13)
  • เมียนมาร์ 1-1 สิงคโปร์ (กระชับมิตร, ก.ย. 12)
  • สิงคโปร์ 2-1 เมียนมาร์ (ซูซูกิ คัพ, ธ.ค. 10)
  • สิงคโปร์ 3-1 เมียนมาร์ (ซูซูกิ คัพ, ธ.ค. 08)

นี่จะเป็นการปะทะกึ๋นกันระหว่างสองโค้ชที่มีสัญชาติของทีมที่เป็นแชมป์โลกเมื่อปี 2014
 
โดยเส้นทางการคุมทีมของแบร์นด์ สตางก์ กับทีมชาติสิงคโปร์ ใกล้มาถึงจุดจบ เพราะเขาไม่ค่อยได้พาทีมไปถึงจุดสูงสุดได้มากเท่าไหร่ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา แม้จะเคยคุมทีมชนะซีเรียได้แบบสุดช็อค 2-1 เมื่อเดือนตุลาคม 2013 และเสมอญี่ปุ่น 0-0 ที่ไซตามะ เมื่อเดือนมิถุนายนก็ตาม
 
ซึ่งกุนซือวัย 68 ปี มีสถิติการทำทีม ชนะ 14 เสมอ 4 แพ้ 5 จากทั้งหมด 33 เกมทีมชาติ
 
ขณะเดียวกัน เพื่อนร่วมชาติอย่างแกร์ด ซีเซ่ ที่เพิ่งสานงานต่อจาก รัดดี้ อัฟราโมวิช เมื่อ 5 เดือนก่อน เพิ่งแพ้ไปแค่สองครั้งเท่านั้นจนถึงตอนนี้
 
อย่างไรก็ตาม โค้ชวัย 63 ปี ก็เป็นที่ชื่นชอบของแฟนบอลเมียนมาร์อย่างมาก เพราะโด่งดังจากการพาทีมยู-19 ไปสู้ศึกฟุตบอลโลก ยู-20 เมื่อเดือนมิถุนายน ปีก่อน

ข้อมูลและสถิติน่าสนใจ

  • ทั้งคู่อยู่ห่างกัน 6 อันดับ ในฟีฟ่า แรงกิ้ง โดยสิงคโปร์อยู่อันดับที่ 148 ขณะที่เมียนมาร์ อยู่อันดับที่ 154
  • สิงคโปร์มีสถิติเฮด-ทู-เฮด ที่เหนือกว่า การพบกัน 5 นัดหลังสุด สิงคโปร์ชนะ 4 เสมอ 1
  • เมียนมาร์ เป็นคู่ต่อสู้ทีมแรกของสตางก์ ตอนรับเผือกร้อนเข้าคุมทีมครั้งแรกเมื่อปี 2013 พวกเขาเอาชนะได้ 2-0 ที่ย่างกุ้ง จากประตูในครึ่งแรกของของ อัมรี่ และ ไชฟูล เอซาห์

FFT ฟันธง

สิงคโปร์เฉือนชนะ 2-1 แม้ผู้มาเยือนจะเป็นคู่ต่อสู้ที่กล้าหาญ แต่สิงคโปร์จะเป็นฝ่ายเอาชนะได้ในเกมที่สูสีครั้งนี้