สิทธิโชค ภาโส : นักเตะไทยในเจลีกที่อายุน้อยที่สุด

ข่าวคราวการย้ายไปค้าแข้งอาชีพที่ญี่ปุ่นของเด็กน้อยวัย 18 ปี คนนี้อาจไม่ได้เป็นเรื่องราวใหญ่โตเหมือนกับ ชนาธิป สรงกระสินธ์...แต่เขา คือ นักเตะไทยอายุน้อยที่สุดที่ได้ไปค้าแข้งแดนอาทิตย์อุทัย 

หลังจากสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น หรือ เจเอฟเอ ก่อตั้งเจลีกขึ้นเมื่อปี 1993 มีนักเตะไทยเพียงรายเดียวที่ได้ค้าแข้งในผืนแผ่นดินญี่ปุ่น คือ อดุล หละโสะ กองกลางสุพรรณบุรี เอฟซีกับ ไกนาเร่ ต๊อตตอริ ในเจลีก 3 เมื่อปี 2008…วันเวลาล่วงเลยผ่านมาเกือบ 10 ปี วันนี้ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ได้เป็นแข้งไทยคนแรกที่ได้เล่นลีกสูงสุดกับ คอนซาโดเล ซัปโปโร จนกลายเป็นข่าวใหญ่โต 
 
และถัดมาไม่นาน ชื่อของ สิทธิโชค ภาโส เด็กหนุ่มวัยยังไม่ถึง 18 ปีเต็มก็โผล่ขึ้นมา พร้อมกับการได้รับสัญญาจาก คาโงชิมา ทีมในเจลีก 3… ใช่ล่ะ! กระแสข่าวการไปแดนอาทิตย์อุทัยไม่ได้ร้อนแรงเหมือนกับซุเปอร์สตาร์หมายเลข 1 ของไทย แต่เขาก้าวไปค้าแข้งลีกอาชีพที่ญี่ปุ่นด้วยวัยที่น้อยที่สุดเท่าที่ไทยเคยมีมา และนี่คือเรื่องราวของเขา...

ชอบกอล์ฟ แต่ได้เล่นฟุตบอล

“ย้า” สิทธิโชค ภาโส เด็กน้อยผู้เกิด และเติบโตมาแถวชุมชนชานเมืองของจังหวัดสมุทรปราการในครอบครัวที่มีคุณพ่อคุณแม่เป็นเจ้าของอู่ร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ มีน้องชายหนึ่งคน แต่หันไปเอาดีด้านการเรียน และมุ่งมั่นจะเป็นทนายความ

เดิมทีในวัยเด็ก สิทธิโชค ไม่ได้ชื่นชอบฟุตบอล หากแต่เขาหลงไหลในกีฬากอล์ฟ ด้วยความที่คุณพ่อมักออกไปสังสรรค์กับเพื่อนยามดึกซึ่ง ซึ่ง สิทธิโชค ชอบตื่นขึ้นมาดูรายการกอล์ฟทางโทรทัศน์บ่อยๆจึงเป็นกีฬาที่ฝันอยากจะเล่น โดยไม่เคยคิดถึงเกมลูกหนังแม้แต่น้อย แต่ความคิดของเขาได้เปลี่ยนไปเมื่อวันหนึ่งได้ตื่นมาชมเกมฟุตบอลทางโทรทัศน์กับคุณพ่อ

“เริ่มแรกพ่อเขาชวนดูบอล น่าจะเป็นฟุตบอลโลกปี 2006 ตอนนั้นอายุประมาณ 7-8 ขวบ พ่อเขาก็อยากให้เล่นฟุตบอลเราก็บอกพ่อว่าถ้าอยากให้เตะก็ไปซื้อลูกบอลมาเดี๋ยวเอามาเตะเล่นเอง พอเขาไปซื้อของแล้วผ่านร้านอุปกรณ์กีฬาเลยซื้อมาให้ลูกหนึ่ง เรากลับมาจากโรงเรียนก็ปั่นจักรยานเอาลูกบอลไปเตะอัดกำแพงแถวโรงงานในซอย เพราะมันมีลานกีฬาที่ให้เข้าไปเล่นได้หลังจากไปเล่นสักพักก็เริ่มมีคนทำงานโรงงานแถวนั้นมาชวนเราไปเล่นด้วยกัน เพราะเห็นเราไปเตะคนเดียวทุกวัน เขาก็สอนการเตะที่ถูกวิธีให้เราเลยเตะมาตลอดตั้งแต่พ่อชวนดูฟุตบอลครั้งนั้น” สิทธิโชค เริ่มเล่าให้ FFT TH ฟัง

“ตอนนั้นผมเรียนที่โรงเรียนดิษลี เราก็เล่นฟุตบอลอยู่แถวบ้านไปเรื่อย จากนั้นมีคนทำทีมฟุตบอลเด็กเดินสายชื่ออะคาเดมี่ว่า “แพนด้า” ชวนไปเล่นให้โรงเรียนบุรารักษ์ ในจังหวัดสมุทรปราการ ตั้งแต่นั้นก็เล่นตำแหน่งศูนย์หน้ามาตลอด ตอนนั้นเราอยู่ป.4 ซึ่งการไปเล่นที่นั่นเราไปแข่งให้เขาเฉยๆไม่ได้เข้าเรียนนะก็ยังเรียนอยู่ที่เดิม เหมือนว่ามีคนมาติดต่อชวนไปแข่งให้แล้วสนามที่ไปเล่นมันเป็นสนามของสโมสรแพนด้านี่ล่ะ เขาก็เลยชวนมาซ้อมด้วย หลังจากนั้นก็คว้าแชมป์มาหลายรายการเลย”

หนึ่งในความสำเร็จเวลานั้น คือการคว้าแชมป์ไพรสมิเตอร์ คัพ และนั่นกลายเป็นรายการที่เปลี่ยนชีวิตของเขาสู่เส้นทางลูกหนังอย่างเต็มตัว

ใคร คือ โค้ชเฮง?

ในวัย 11 ขวบ สิทธิโชค ได้เป็นหนึ่งในนักฟุตบอลโรงเรียนบุรารักษ์ เป็นตัวแทนจังหวัดสมุทรปราการ ไปแข่งคัดเลือกรอบภาคตะวันออกที่จังหวัดสระแก้วในรายการไพรสมิเตอร์ คัพ รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี ซึ่ง สิทธิโชค ยิงกระจายในในรายการนี้ โดยเฉพาะเกมรอบรองที่แพ้ชลบุรี เขายิงประตูออกนำก่อนจะแพ้ 1-2 แต่ฝีเท้าอันยอดเยี่ยมของเขาไปเตะตาโค้ชเฮง วิทยา เลาหกุล ทีมงานของชลบุรี เอฟซี ที่เดินทางมาดูฟอร์มนักเตะเข้าอย่างจัง

“หลังจบเกมโค้ชเฮง (วิทยา เลาหกุล) เดินมาถามผมว่าไปอยู่ชลบุรี ด้วยกันไหม”

“ตอนแรกเราก็งงว่าเขาคือใคร ยอมรับเลยว่าไม่รู้จักขนาดชลบุรี เอฟซี ผมยังไม่ค่อยรู้จักเลย ตอนนั้นพ่อเขามาด้วยเพราะตามเชียร์เราทุกนัดผมเลยไปตามพ่อมาคุย พอตอนนั่งรถกลับพ่อเลยถามว่าอยากไปอยู่ชลบุรีไหม ผมยังตอบไม่ได้ก็เลยขอเวลาคิดก่อนคืนหนึ่ง พอตื่นเช้ามาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ผมบอกให้พ่อพาไปลาออกจากโรงเรียนวันนั้นเลย มันเหมือนอยากหาความท้าทายมากกว่าเดิม แต่เราก็ไม่ได้หาข้อมูลนะว่าชลบุรี คือทีมอะไร ซึ่งพ่อเขาก็พูดเหมือนอยากให้เราไปอยู่แล้วด้วยเลยตัดสินใจไม่ยาก แต่ตอนอาทิตย์แรกที่ไปอยู่นี่อยากกลับบ้านตลอดเลย” สิทธิโชค เล่าถึงการเจอ “โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล เป็นครั้งแรก

หลังจากนั้น สิทธิโชค ย้ายมาศึกษาต่อที่โรงเรียนบ้านศรีมหาราชาทันทีที่จบการแข่งขันวันถัดมา พร้อมฝึกฟุตบอลที่ สพล.ชลบุรี แต่เขาก็ยังร้องไห้อยากกลับบ้านตลอดเวลา ก่อนจะย้ายไปฝึกในอะคาเดมี่ที่บ้านบึง และเข้าเรียนที่ท่าข้าม ซึ่งเวลานั้นชลบุรี คว้าแชมป์ฟุตบอล 9 คน ดานอล คัพ ซึ่งหนึ่งในเกมสุดประทับใจคือการโคจรมาพบกับโรงเรียนเก่าอย่างบุรารักษ์ ที่กินกันไม่ลงจนต้องตัดสินด้วยการดวลจุดโทษ ยิงคนละ 3 ลูก ลูกสุดท้ายโค้ชเปลี่ยนให้ สิทธิโชค ลงไปเป็นประตูซึ่งเขาช่วยเซฟลูกยิงเพื่อนร่วมทีมเก่า พร้อมพาชลบุรีเข้าไปชิงชนะเลิศ และคว้าแชมป์เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันที่สเปน

“ตอนที่รู้ว่าจะได้ไปสเปนคือทุกคนตื่นเต้นมาก มันเป็นรายการใหญ่ทั้งหมดมี 32 ทีมแบ่งเป็น 4 สายนัดเราเข้าเป็นที่สองของกลุ่มไปเจอญี่ปุ่นซึ่งเกมนั้นมันมาก พอโดนบุกก็ลงกันหมดช่วยๆกันเป็นเกมประทับใจที่สุด เรายิงประตูชัย ช่วยให้ทีมชนะ 1-0 แต่ตลอดทัวร์นาเม้นต์นั้นโค้ชให้ผมเล่นเป็นเซนเตอร์นะ เพราะตัวใหญ่กว่าใครแต่ก็ยิงได้ถึง 2 ประตูในรายการนั้น (ยิ้ม)”

ทว่าสุดท้าย สิทธิโชค และเพื่อนร่วมทีมไปไม่ถึงฝันเมื่อแพ้บราซิล 0-4 ต้องกลับบ้านมือเปล่า ก่อนจะกลับมาโชว์ผลงานดีกับ “ฉลามชลจูเนียร์” จนปี 2015 ช่วงที่ถูกชลบุรี ปล่อยตัวให้พานทอง เอฟซี ยืมไปใช้งาน “เซอร์เด็จ” จเด็จ มีลาภ กุนซือชลบุรี ในเวลานั้นได้เห็นฝีเท้าของเขาจนตัดสินใจดันขึ้นสู่ชุดใหญ่ในวัยเพียง 15 ปี แม้จะไม่ค่อยได้ลงสนาม แต่ก็ถือเป็นประสบการณ์ที่ต่อยอดโอกาสพัฒนาฝีเท้ามากขึ้น รวมไปถึงการถูกคัดเลือกเป็นหนึ่งในนักเตะที่เดินทางไปทดสอบฝีเท้าในโครงการ J League open Trials ที่ประเทศญี่ปุ่นร่วมกับ “ยิม” วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ เมื่อปลายปี 2016 ที่ผ่านมา

ติดตามการผจญภัยในแดนซามูไรของ สิทธิโชค ได้ในหน้าถัดไป…..

ล่าท้าฝันในแดนซามูไร

“ตอนไปเทสต์ครั้งแรกยากมากๆ” สิทธิโชค เริ่มเล่า

“ฟุตบอลคนละแบบกับบ้านเรา บางคนถ้าใหญ่ก็ไม่เฉื่อยนะ เน้นเพรสซิ่งและปะทะแรง วันแรกที่ไปซ้อมเขาแบ่ง 2 ทีม ให้เล่นข้างละ 7 คน ให้เรายืนเป็นกองหน้า เขาจะแยกคนอายุเยอะสุดไว้คนละทีมให้คุมเด็ก  ผมกับพี่ยิมก็อยู่คนละทีม เกมที่นั่นเร็วกันเร็วมาก แต่ที่ยากสุดเรื่องภาษานี่ล่ะ เราก็ฟังคำสั่งผ่านล่าม แต่เขาก็ตะโกนสั่งตอนในสนามด้วย เราใช้ภาษาฟุตบอลเอามาเดาอีกที ซึ่งตอนแรกเขาจะให้เล่นครึ่งเดียว แต่คนที่มาทดสอบอีกคนเขาเจ็บ เราก็เลยได้เล่นต่อ แถมผมยิงได้ลูกหนึ่งด้วย” 

แม้การทดสอบฝีเท้าจะจบในวันเดียว แต่มันเป็นหนึ่งวันที่เปลี่ยนชีวิตของดาวรุ่ง “ฉลามชล” รายนี้เมื่อมีแมวมองจากเจลีก 3 เกิดสนใจในฝีเท้าของ สิทธิโชค และติดต่อให้เขาไปฝึกซ้อมด้วย ก่อนที่เขาจะตัดสินใจรับคำเชิญในที่สุด

“เขาบอกว่าทีมจะมีซ้อมช่วงมกราคม ผมเลยเรียกล่ามกับพี่ทีมงานที่ไปด้วยมาคุยว่าจะเองอย่างไรดี เขาก็แล้วแต่ ผมก็เลยโอเค แต่เขาบอกยังไม่เซ็นสัญญานะ แค่มาซ้อมเฉยๆ ถ้าไม่ได้ก็ไม่เซ็น ซึ่งเราเองก็อยากลองอะไรใหม่ๆ คิดว่าเราไม่ใช่เด็กแล้ว เลยตกลงไปซ้อมด้วย”

“แต่หลังกลับมาเมืองไทยทีแรกเหมือนเรื่องจะเงียบไป ผมก็คิดว่าคงอดแล้ว แต่วันหนึ่งโค้ชเฮงมาบอกว่า เขายื่นหนังสือมาแล้ว ผมคิดว่าแกอำเล่น พอรู้ว่าจริงแกก็บอกถ้าไปแล้วก็อยู่ให้มันได้นะ ต้องบอกก่อนว่าผมไม่รู้จักเลยว่าทีมที่สนใจดึงผมไปเขาชื่อทีมอะไรรู้แค่อยู่เจลีก 3 เพิ่งมารู้นี่ล่ะว่าคือสโมสร คาโงชิม่า เอฟซี เป็นเมืองภาคใต้ของญี่ปุ่น ผมก็ไม่รู้จะหาข้อมูลอะไรเกี่ยวกับสโมสรนี้นะ เพราะลองดูในยูทูบแต่ไม่เห็นเจอ“

“ตอนจะไปโค้ชเฮงแกก็ชอบถามว่าจะอยู่ไหวไหม (ฮา)  เพราะเด็กหลายคนที่แกเคยส่งไปไม่เคยมีใครอยู่ได้เลย ผมก็บอกว่าไม่น่าไหวตรงสั่งแทคติกเรามาแล้วจะรู้เรื่องไหม แต่เขาบอกว่าไม่ต้องกังวลอะไรเลย แค่ส่งบอลได้ ครองบอลได้ก็อยู่ได้แล้ว เพราะถ้าครองได้ก็ให้เพื่อนได้เหมือนกันไม่ต้องไปกังวลแทคติก”

ขณะเดียวกัน ยาสึโตชิ มิอูระ กุนซือของ คาโงชิม่า ที่เคยคุมเชียงใหม่ เอฟซี ได้แสดงออกถึงความชื่นชอบ และการตัดสินใจเลือก สิทธิโชค มาร่วมทีมเพียงรายเดียวโดยไม่ได้เลือก วรชิต ที่ไปทดสอบฝีเท้าพร้อมกัน

“ผมชอบสไตล์การเล่นของ ย้า เป็นการส่วนตัว ทั้งคู่ต่างก็มีมาตรฐานและทักษะสูง และพวกเขายังไปได้อีกไกลเพราะอายุยังน้อย” มิอุระ เริ่มกล่าว

“ตอนผมคุมทีมเชียงใหม่ เอฟซี ผมได้เห็นนักเตะดาวรุ่งไทยที่มีศักยภาพมากมาย ถ้าเขาได้รับการเสริมทักษะและความรู้จากโค้ชที่ดี เขาสามารถกลายเป็นตัวอันตรายของญี่ปุ่นได้ในวันข้างหน้า”

ท้ายที่สุด สิทธิโชค ภาโส ตัดสินใจให้โค้ชเฮงติดต่อกุนซือคาโงชิมา เพื่อเซ็นสัญญากับ คาโงชิมา เอฟซี เป็นเวลา 1 ปี เตรียมลุยศึกเจลีก 3 ในฤดูกาล 2017  และออกเดินทางสู่ประเทศญี่ปุ่นเป็นที่เรียบร้อย...

ตะลุยเจลีก (3) ในวัย 18 ปี

การใช้ชีวิต 1 ปี กับคาโงชิมา เอฟซี ต่างจากตอนมาทดสอบฝีเท้าเมื่อปลายปี 2016 เพราะครั้งนี้เขาต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ไม่มีเพื่อน ไม่มีพี่เลี้ยง ไม่มีล่าม ร่วมเดินทางมาด้วย แน่นอนว่าความกังวล และความกดดันยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณ

“มีกลัวเหมือนกันนะที่ต้องจากบ้านมาไกลถึง 1 ปี มีสั่นๆบ้าง” สิทธิโชค เริ่มกล่าวถึงการย้ายไปญี่ปุ่น  

“แต่เรื่องที่อยู่เขาจัดการให้ทั้งหมดไปซ้อมเสร็จก็กลับมาพักผ่อน แล้วอีกวันก็ไปซ้อมต่อผมว่ามันก็โอเคนะ ส่วนเรื่องอาหารไม่กังวลเลย แค่มีข้าวเทริยากิ หรือพวกราเมง เราก็กินได้สบายๆ เพราะเดิมทีเราชอบอยู่แล้ว"

“จะมีก็แค่เรื่องโดนดูถูกตรงนี้กลัวอยู่เหมือนกัน...เราย้ายไปที่ใหม่มันก็ต้องมีคิดบ้างว่าพวกเขาจะยอมรับเราไหม คล้ายๆกับตอนขึ้นจากอะคาเดมี่ไปชุดใหญ่ของชลบุรีนั่นล่ะ”

“โค้ชเฮงเล่าว่า ตอนแกไปเยอรมันแรกๆก็เคยโดนดูถูกถุยน้ำลายใส่หัว ถ้าเราไม่โดนเรื่องนี้เยอะไปก็อยู่ไหว ถ้าเขาต้อนรับดียังไงก็อยู่ได้ ที่สำคัญเขาบอกนี่คือจุดเริ่มต้นการไปเล่นในยุโรป เราต้องไต่จากจุดนี้ขึ้นไป อย่างน้อยที่สุดถ้าเราไม่ประสบความสำเร็จ เราก็ได้ประสบการณ์”

“แต่การไปเล่นครั้งนี้ผมตั้งใจจะทำให้ดีที่สุดเพื่อโอกาสในการลงสนาม และทำให้คนญี่ปุ่นรู้ว่าคนไทยก็ทำได้เหมือนกัน” สิทธิโชค กล่าวปิดท้ายกับ FFT TH

นี่คือเรื่องราวของเด็กหนุ่มวัย 18 ปี ที่ต้องเผชิญความท้าทายครั้งใหม่ และมีหลายสิ่งกำลังรอให้เขาพิสูจน์ตัวเองบนถนนลูกหนังสายนี้ เพื่อแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวในฐานะนักเตะไทยที่อายุน้อยที่สุดกับการค้าแข้งในลีกอันดับต้นๆของเอเชีย