สก็อตต์ แม็คอินไตร์ : เมื่อนโยบายของทรัมป์สะเทือนถึงลูกหนังอาเซียน

โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เริ่มดำเนินนโยบายอันอื้อฉาวของตัวเองที่ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้งแล้ว ซึ่งรวมถึงการห้ามเข้าประเทศของประชากรบางชาติด้วย แล้วมันมีผลต่อฟุตบอลอย่างไร? สก็อตต์ แมคอินไตร์ คอลัมนิสต์ของเราจะมาให้คำตอบ...

ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายและความโมโหโกรธาที่เกิดขึ้นในวันแรกๆของการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ ดูเหมือนว่านโยบายห้ามคนบางชาติเข้าประเทศจะส่งผลต่อความหวังในการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2026 รวมถึงวงการฟุตบอลทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชีย

และถ้าหากรำลึกไปยังประวัติศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงกึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ก็จะพบว่ามีการแบ่งแยกเชื้อชาติและศาสนาเช่นเดียวกัน

Prior to this it had been widely assumed the US was close to an unbackable favourite to host the 2026 World Cup; today they would lose in a landslide

แม้ผลกระทบที่ระลอกแรกที่เกิดขึ้นจากนโยบายการแบนของทรัมป์จะยังไม่ชัดเจนนัก แม้แต่ผู้ออกกฎเองก็เถอะ แต่ดูเหมือนว่าใครก็ตามที่มาจาก หรือเพิ่งจะไปเที่ยว 7 ประเทศที่ถูกเอ่ยชื่อมา (ไม่ว่าจะเป็น อิรัก, อิหร่าน, ซีเรีย, เยเมน, ลิเบีย, โซมาเลีย, ซูดาน) จะต้องถูกห้ามหรือไม่ก็พบกับความยากลำบากในการเข้าประเทศสหรัฐฯ

นั่นหมายความว่าหนึ่งในรองประธานสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชียอย่าง อาลี คาฟาเชียน ชาวอิหร่าน รวมถึง 3 สมาชิกของคณะกรรมการการแข่งขันของเอเอฟซี เช่นเดียวกับสมาชิกฝ่ายการเงิน, การตลาด, การแพทย์ และเทคนิค พ่วงด้วยหนึ่งในสมาชิกผู้บริหารของซีเอเอฟ (สมาพันธ์ฟุตบอลแอฟริกา) ต่างก็ถูกห้ามเข้าแดนลุงแซมด้วยกันทั้งสิ้น

ซึ่งถ้าหากมีการโหวตเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2026 กันวันนี้พรุ่งนี้ เชื่อว่าสหรัฐอเมริกาคงแพ้อย่างราบคาบเป็นแน่

แต่ที่น่าจะมีผลกระทบเร็วกว่านั้น ก็คงจะเป็นการที่ทีมอันดับ 5 จากรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2018 โซนเอเชีย จะต้องมีคิวเตะกับทีมอันดับ 4 จากโซนคอนคาเคฟ เพื่อที่นั่งสุดท้ายในการไปรัสเซีย

What happens if Iran are drawn to face the US?

และจากการที่สหรัฐฯแพ้มา 2 นัดล่าสุด ก็ทำให้มีแนวโน้มว่าตัวแทนจากชาติเอเชียจำเป็นต้องไปเยือนอเมริกาเพื่อเล่นในเกมนั้น

ซึ่งก็มีโอกาสที่จะเจอกับ อิรัก, อิหร่าน หรือ ซีเรีย หากระยะเวลาการแบนขยายเวลาจากเดิม 90 วัน 

แล้วยังไงต่อล่ะ?

แน่นอนว่าต่อให้ทีมชาติไทยผ่านเข้าสู่รอบเพลย์ออฟและเข้าไปเจอกับอเมริกา พวกเขาก็ต้องเจอปัญหาอยู่ดี เพราะพวกเขาเคยเข้าประเทศที่อยู่ในลิสต์ดังกล่าวเมื่อปีที่แล้ว

แล้วถ้าหากเลวร้ายกว่านั้น ก็คือการแบนขยายวงกว้างไปยังประเทศอื่นด้วย?

นอกจากนี้ยังมีผลรวมถึงแฟนบอลชาติอื่นๆที่อยู่รอบคัดเลือกฟุตบอลโลก โซนเอเชีย รอบสุดท้าย ที่อาจมีแผนจะไปเยือนเตหะรานเพื่อชมเกมทีมชาติของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแฟนๆทีมชาติออสเตรเลียและญี่ปุ่นที่มีแผนจะชมเกมที่ทีมพวกเขาจะเจอกับอิรัก (ที่สนามกลาง) หรือแฟนชาวจีนที่คิดว่าจะไปเชียร์ที่อิหร่านในเดือนหน้า

ตอนนี้แฟนบอลเหล่านั้นคงรู้แล้วว่าถ้าหากไปประเทศที่ขึ้นบัญชีดำ ก็คงไม่ได้ไปสหรัฐฯในเร็ววันนี้แน่ ไม่ว่าจะเป็นการไปพักผ่อน, ทำธุระ หรือเหตุผลอื่นก็ตาม

There is an outside chance Thailand could get embroiled in the issue

แล้วอนาคตของทีมจากกวม ที่ประชากรมีสัญชาติเป็นสหรัฐฯแต่เล่นในเอเชีย แล้วจะต้องไปเยือน 4 ชาติในเอเอฟซีที่โดนแบนอีกล่ะ?

ไหนจะบรรดานักเตะกับโค้ชที่ถือสองสัญชาติแล้วลงเล่นหรือทำงานในสหรัฐฯและหนึ่งในประเทศที่ถูกแบนอีก

ไม่ว่าจะเป็น จัสติน เมรัม แข้งชาวอิรักที่เกิดในอเมริกา แดน กาสปาร์ ที่เป็นโค้ชผู้รักษาประตูของ คาร์ลอส เคยรอช กุนซือทีมชาติอิหร่าน, สตีเว่น เบตาชูร์ กองหลังชาวอิหร่าน และอื่นๆในอยู่ในระดับเยาวชน

What if Thailand manage to scrape through and then possibly get excluded from entering American soil as their team has travelled to nations on the banned list?

หล่านั้นคือคำถามที่ถูกตั้งขึ้นมาถกกันเพื่อหาความกระจ่าง และความชอบธรรมให้กับคนในโลกมุสลิม เนื่องจากมันเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องศึกประวัติศาสตร์ของชาติเอเชียหลายๆชาติด้วย

ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะมีปัญหากับอิสราเอง แม้จะนักเตะยิวในที่ค้าแข้งกับสโมสรในทวีปยุโรปยามเมื่อมาเยือนภูมิภาคนี้

 โดยในฟุตบอลโลก 1958 รอบคัดเลือก อินโดนีเซียกำลังมีลุ้นเข้ารอบสุดท้ายเป็นสมัยที่ 2 ของประวัติศาสตร์ ต้องมาเจอกับอิสราเอล ซึ่งหลังจากที่ฟีฟ่าปฏิเสธคำขอในการเล่นสนามกลาง ทัพอิเหนาก็ประกาศถอนตัวจากทัวร์นาเม้นต์ ทำให้ซูดาน (อีกหนึ่งชาติที่โดนสหรัฐฯแบน) หลุดเข้าไปชิงแชมป์โซนเอเชีย/แอฟริกากับอิสราเอล ก่อนที่ฝ่ายหลังจะพ่ายเวลส์ในรอบเพลย์ออฟ 

เช่นเดียวกับเกาหลีเหนือที่สร้างผลงานช็อคโลกในฟุตบอลโลก 1966 ก็ปฏิเสธที่จะเยือนอิสราเอลในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกในอีก 4 ปีต่อมาจนต้องถอนตัว และอีกหลายทัวร์นาเม้นต์ของเอเอฟซีที่มีอิสราเอลลงแข่งขัน จนกระทั่งจบลงด้วยการขับออกจากสมาชิกในปี 1974

FFA chief David Gallop faced criticism over the 'National Club Identity Policy'

นอกจากนี้เอเอฟซียังลบประวัติศาสตร์ของพวกเขาที่เกี่ยวข้องกับอิสราเอลด้วย โดยเมื่อ 2 ปีทางองค์กรปล่อยคลิปวีดิโอบันทึกความทรงจำในเอเชียน คัพ แต่ละทัวร์นาเม้นต์ ยกเว้นปี 1964 ที่อิสราเอลเป็นเจ้าภาพและคว้าแชมป์ในปีนั้น

เมื่อเร็วๆนี้ทางออสเตรเลียก็มีประเด็นเช่นกัน จากการที่ในปี 2015 ได้มีการประกาศใช้ ‘National Club Identity Policy’ ที่ระบุว่าสโมสรจะต้องไม่ 'ใช้, โฆษณา หรือแสดงออกถึงแบ่งแยกทางเชื้อชาติ, เผ่าพันธุ์, ศาสนา และการเมืองใดๆ' จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง 

In the light of justifiable outrage across much of the Muslim world and beyond, so too is it important to remember several Asian nations have a less than pure history on this count

เช่นเดียวกับมาเลเซียที่มีกรณีเลือกปฏิบัติที่เริ่มต้นกันมานานก่อนที่จะมีการจัดประชุมฟีฟ่า คองเกรส เมื่อปีที่แล้ว

โดยในปี 1992 ลิเวอร์พูลได้ยกเลิกแมตช์ทัวร์แดนเสือเหลือง หลังจากที่ รอนนี่ โรเซน ธาล ตัวรุกชาวอิสราเอลถูกห้ามไม่ให้เข้าประเทศ จนทำให้เกิดเป็นข่าวครึกโครมระดับนานาชาติ

แม้สิ่งนั้นจะเปลี่ยนไปเมื่อคราวที่เชลซีมาเยือนในปี 2011 แต่ ยอสซี่ เบนายูน กองกลางทีมชาติอิสราเอลก็ยังโดนเหยียด จนสมาคมฟุตบอลมาเลเซียต้องออกโรงขอโทษในภายหลัง

ดูเหมือนว่านโยบายล้าหลังของทรัมป์ ทำให้เราย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตได้เป็นอย่างดี และควรเป็นอุทาหรณ์ไม่ให้เกิดขึ้นอีก