สมบัติ 2 ชิ้นสุดท้ายที่ ฟาน กัล ทิ้งให้กับ... แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

คริส ฟลานาแกน คอลัมนิสต์โฟร์โฟร์ทู ได้อยู่ที่บ็อกซ์นักข่าวที่เวมบลีย์เพื่อวิเคราะห์เกมที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีชัยเหนือคริสตัล พาเลซ ในเกมเอฟเอ คัพ นัดชิงชนะเลิศ

ในเดือนสิงหาคม 2014 ไลน์อัพแรกของ หลุยส์ ฟาน กัล ในฐานะบิ๊กบอสของแมนฯยูไนเต็ด ได้มีชื่อของเด็กหนุ่มชื่อไม่ค่อยคุ้นหูรายหนึ่งในตำแหน่งวิงแบ็คขวา ชื่อนั้นคือ เจสซี่ ลินการ์ด ทั้งที่เจ้าตัวเป็นนักเตะในแนวรุก แต่ด้วยปัญหาอาการบาดเจ็บภายในทีมทำให้ต้องเข็นเจ้าหนูรายนี้ลงมา

และลินการ์ดก็ได้ลงเล่นเพียงแค่ 24 นาทีในวันนั้นก่อนจะได้รับบาดเจ็บเสียเอง แต่การเลือกทีมของเขาได้แสดงให้เห็นตั้งแต่นัดแรกๆว่าฟาน กัล ยินดีที่จะให้โอกาสเด็กปั้นจากอะคาเดมี่เสมอ ซึ่งในรอบสองฤดูกาลที่ผ่านมานั้น กุนซือดัตช์แมนได้ให้โอกาสดาวรุ่งจากทีมเยาวชนลงเล่นทีมชุดใหญ่ไปแล้วถึง 14 รายด้วยกัน

ฟาน กัล คือคนที่พร้อมจะสร้างทีมในระยะยาว แม้ว่าบ่อยครั้งจะเป็นการทำลายตัวเองก็ตาม โดยแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แพ้คาบ้านต่อสวอนซี 2-1 ในนัดแรกที่เขาเป็นนายใหญ่ และตอนนี้เขาเพิ่งจะได้ถ้วยแชมป์มาประดับบารมี ซึ่งต้องขอบคุณลูกวอลเล่ย์ของลินการ์ด 1 ใน 14 นักเตะจากอะคาเดมี่ที่ไม่เคยเสื่อมศัรทธาในตัวเขา

ไม่ว่าโทรฟี่นั้นจะมาช้าไปหรือไม่ หรือนี่จะเป็นเกมสุดท้ายของฟาน กัล ในฐานะกุนซือยูไนเต็ด ซึ่งยังคงต้องดูกันต่อไปในอีกไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า แต่ถ้าเขาไม่อำลาทีมในซัมเมอร์นี้ ยูไนเต็ดก็ยังได้รับประโยชน์จากนโยบายปั้นเด็กของเขาต่อไป

เจสซี่ ลินการ์ด ฉลองประตูชัยที่ตัวเองทำได้

ใครบ้างที่ฟาน กัล ให้โอกาส

ฟาน กัล ไม่เคยได้แชมเปี้ยนส์ ลีก ในการคุมบาร์เซโลน่าทั้ง 2 หนของเขา ซึ่งหนแรกนั้นมันจบลงด้วยประโยคง่ายๆที่ว่า “เพื่อนๆนักข่าวครับ ผมกำลังจะไปแล้ว ยินดีด้วย”

แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็ได้ทิ้งมรดกไว้ที่คัมป์ นู นั่นก็คือการให้โอกาสชาบี, อันเดรส อิเนียสต้า, คาร์เลส ปูโยล และ บิคตอร์ บัลเดส ได้ลงสนาม ซึ่งมรดกชิ้นดังกล่าวก็ได้พาทีมซิวแชมป์ยุโรปได้ถึง 4 หนในรอบ 9 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากที่เขาลาทีมไปนานแล้ว

ที่อาแจ็กซ์ เจ้าตัวมอบโอกาสให้กับ เอ็ดการ์ ดาวิดส์, พาทริก ไคลเวิร์ต และคลาเรนซ์​ เซดอร์ฟ ส่วนที่บาเยิร์น มิวนิค ก็เป็น ดาวิด อลาบา

ถึงลินการ์ดอาจไม่ได้เทียบเคียงกับที่ว่ามา แต่มันก็ไม่ใช่จะเป็นไปไม่ได้กับ มาร์คัส แรชฟอร์ด วัย 18 ปี ที่แสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์นับตั้งแต่ถูกส่งลงเล่นในทีมชุดใหญ่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์

แม้แรชฟอร์ดจะยิงประตูไม่ได้ในนัดชิงชนะเลิศ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงเซ้นส์บอลที่ดี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการเล่นกับ มารูยาน เฟลไลนี่ ก่อนจะถูกเปลี่ยนตัวออกเนื่องจากบาดเจ็บในครึ่งหลัง

มาร์คัส แรชฟอร์ด ทำผลงานได้น่าประทับใจในแดนหน้า

ที่จริงฟาน กัล รู้ดีถึงความสามารถของแรชฟอร์ดอยู่แล้ว ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน ตอนที่มีกระแสเรียกร้องให้ เจมส์ วิลสัน ได้ลงสนามบ้าง แต่เจ้าตัวกลับเลือกที่จะใส่ชื่อของแรชฟอร์ดเป็นตัวสำรองในเกมกับวัตฟอร์ดแทน แม้จะไม่ได้ลงสนามก็ตาม

“วันนี้ ผมมีแรรรรรรชฟอร์ด มาร์คัส แรรรรรรรรชฟอร์ดอยู่บนม้านั่งสำรอง” เขากล่าวด้วยสำเนียงกระดกลิ้นรัวๆ ขณะที่ไม่มีสื่อเจ้าไหนสนใจที่จะเขียนถึงศูนย์หน้าที่ไม่มีใครรู้จักแถมยังไม่ได้ลงสนามอีกต่างหาก “เขามีพรสวรรค์อันน่าทึ่ง” ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามีใครสนใจถึงความเก่งกาจของแรชฟอร์ดหรือไม่ แต่แน่นอนว่ามีฟาน กัล คนหนึ่งล่ะที่สน

ถ้วยเอฟเอ คัพ ไม่เพียงพอต่อความชอบธรรม

ชัยชนะเหนือคริสตัล พาเลซ นั้นไม่ได้เป็นฟอร์มที่ดีที่สุดของยูไนเต็ดเลย และยังไม่ใช่นัดชิงที่ตื่นตาตื่นใจผู้ชมอีกด้วย สำหรับบางคนแล้วพวกเขาเบนความสนใจไปตั้งแต่เกมเริ่มด้วยซ้ำ ในบ็อกซ์นักข่าวมีคนเปิดดูนัดชิงชนะเลิศโคปปา อิตาเลีย ระหว่างมิลานกับยูเวนตุส ขณะที่อีกคนก็ดูฮาโปเอล เบียร์ ชีว่า คว้าแชมป์ลีกอิสราเอล ซึ่งภาพความยินดีของเขาที่เห็นได้ไม่บ่อยครั้งนักได้ถูกผสมปนเปกันไปกับคนอื่นๆที่อยู่รอบกายเขา หลายๆสิ่งดูกลืนกันไปเหมือนไม่มีอะไรเด่นขึ้นมาในสนามเวมบลีย์

และต่อให้เขาคว้าแชมป์ก็ยังมีเสียงโห่จากแฟนยูไนเต็ดตอนที่ภาพของฟาน กัล ถูกโชว์ขึ้นจอขนาดใหญ่ขณะเดินขึ้นบันไดกับลูกทีมไปรับถ้วยรางวัล ตรงกันข้าม การปรากฏตัวของ อเล็กซ์ ​เฟอร์กูสัน บนจอยักษ์กลับเรียกเสียงไชโยโห่ร้องได้มากกว่า

สดชื่นหน่อยหลุยส์ คุณได้แชมป์เอฟเอ คัพ นะ

ทั้งที่นี่คือโทรฟี่แรกของยูไนเต็ดนับตั้งแต่ที่เฟอร์กูสันรีไทร์ไป แต่กลับต้องให้ฟาน กัล เน้นย้ำหลังจบเกมอีก

“ผมรู้สึกภาคภูมิใจมากที่ผมเป็นผู้จัดการทีมคนแรกหลังจาก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ได้ชูถ้วยแชมป์ที่นี่” เขากล่าว “ผมได้ถ่ายรูปกับเขาด้วย เพราะนั่นคือประวัติศาสตร์”
แต่คุณคงรู้สึกได้ว่ามันไม่น่าจะเพียงพอสำหรับยูไนเต็ดยุคใหม่ที่จะออกจากร่มเงาของเฟอร์กูสัน มีเพียงแชมป์ลีกเท่านั้นที่ทำให้รู้สึกได้ และยูไนเต็ดก็ไม่ได้ทำให้มันใกล้เคียงเลยในซีซั่นนี้

และการจบอันดับ 5 ก็ไม่ใช่สิ่งที่แฟนบอลเตรียมใจมาก่อน ไม่ว่าฟาน กัล จะบอกกับพวกเขาว่าให้ลดความคาดหวังลงมาบ้างก็ตาม

การแถลงข่าวแห่งความทรงจำ

ฟาน กัล มาถึงห้องแถลงข่าวพร้อมด้วยสายตาของสื่อที่จ้องเขม็ง พวกเขามองไปที่ถ้วยเอฟเอ คัพ ที่เงินวาวที่อยู่ข้างหน้าเขา
“คุณมีความสุขใช่ไหม?” นี่คือคำถามแรกๆที่ยิงใส่กุนซือชาวดัตช์ “ว่าไงนะ?” เขาถาม หมายถึงแมตช์น่ะหลุยส์ นัดที่คุณเพิ่งชนะมา

แล้วคำถามเกี่ยวกับอนาคตของเจ้าตัวก็ตามมาหลังจากนั้นไม่นาน “ผมโชว์ถ้วยให้คุณเห็นแล้วนี่” เขาตอบ “ผมจะไม่พูดกับมิตรสหายนักข่าวของผมที่ปลดผมไม่ตั้งแต่ 6 เดือนก่อนหรอกนะ มีผู้จัดการทีมคนไหนบ้างที่สามารถทำอย่างที่ผมทำได้ ผมไม่ต้องการพูดถึงเรื่องการออกจากสโมสร”

ฟาน กัล ชอบการเผชิญหน้าอยู่เสมอ ทุกๆการแถลงข่าวมักจะไปในทิศทางเดิมนั่นก็คือนักข่าวผิดส่วนตัวเขาถูก และบ่อยครั้งก็นำมาซึ่งความตลกขบขัน ไม่มีการแถลงข่าวไหนที่เหมือนของฟาน กัล อีกแล้ว พวกเขาไม่เคยรู้สึกว่ามันน่าเบื่อเลย

เมื่อคิดถึงในแง่ที่ว่าสื่อต้องเป็นคนพยายามที่จะตบให้เข้าประเด็นแล้ว มันก็เป็นไปไม่ได้เลยสำหรับจอมคนทิวลิปเหล็กที่ชอบด่าและเบี่ยงประเด็นอยู่เสมอ และคราวนี้ขณะที่นักข่าวพยายามจะเข้าประเด็น เจ้าตัวก็ได้แสดงความหงุดหงิดกับข่าวที่ออกมาก่อนเกมว่า เมมฟิส เดปาย ตัดสินใจที่จะไม่เดินทางไปเวมบลีย์ หลังจากถูกตัดออกจากทีม แต่สุดท้ายก็ถูกจับภาพว่าปีกชาวดัตช์ได้เดินทางไปลอนดอนด้วยจริงๆ

“มีมิตรสหายนักข่าวบางคนเขียนว่าเมมฟิสไม่ได้อยู่ที่นี่” เขาบ่น “พวกเขาไม่รู้ แต่ดันทู่ซี้เขียน พวกเขาต้องการเลื่อยขาเก้าอี้ผม ที่จริงเขาอยู่ที่นี่”

“คุณสามารถเขียนข่าวได้แต่คุณต้องถามก่อน ซึ่งคุณไม่ได้ทำอย่างนั้น คุณส่งตากล้องไปถ่ายแล้วพูดว่า ‘เฮ้ยเมมฟิสไม่ได้อยู่ที่นั่น’ บอร์ธวิค-แจ็คสันก็ไม่ได้อยู่ที่นั่นเช่นกัน พวกเขานั่งรถไฟตามไปทีหลัง เพราะผมต้องการจะโฟกัสอยู่กับแต่ทีมของผมเท่านั้น”

แน่นอนว่า เมมฟิส เดปาย อยู่ที่เวมบลีย์

นี่แหละฟาน กัล เวอร์ชั่นคลาสสิค ที่พาสื่อออกทะเลตอนที่บรรดาฟูลแบ็คต่างเจ็บเกลี้ยงในช่วงปลายปี 2015

“ผมได้เสี่ยงที่จะไม่ซื้อใครมาในตอนนี้ ผมของเดิมพันกับนักเตะเยาวชน” เขากล่าว ทุกๆครั้งที่พูดคำว่า ‘ผม’ เสียงจะยิ่งดังขึ้น, เน้นขึ้น และแข็งขืนยิ่งขึ้น “ตอนนี้ผมสามารถมีความสุขได้เพราะเราได้แชมป์แล้ว”

และขณะที่เขาลุกขึ้นพร้อมกับถ้วยหลังจากเสร็จการแถลงข่าว ก็ยังไม่วายพูดแดกดันว่า “ขอบคุณสำหรับคำยินดี” แล้วก็เดินจากไป

ถ้าคำพูดเหล่านั้นคือถ้อยคำสุดท้ายในฐานะบอสของยูไนเต็ด ก็ถือว่าเป็นการเหมาะสมแล้ว เพราะมันเป็นถ้อยคำจิกกัดจนหยดสุดท้ายจริงๆ แต่ความตั้งใจที่จะใช้ดาวรุ่งก็คงยังเป็นนโยบายที่ไม่น่าจะเห็นผลในซีซั่นหน้า ไม่ว่าฟาน กัล จะอยู่ต่อหรือไม่ก็ตาม