สมองเพชรแท้...หรือเทียม? : เช็คผลงาน 12 กุนซือต่างชาติทีมชาติไทยชุดใหญ่

ตลอด 40 ปี ที่ผ่านมา มีกุนซือต่างชาติ 12 ราย ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาคุมทัพ “ช้างศึก” ประกอบด้วยเยอรมัน 8 คน บราซิล 1 คน และอังกฤษอีก 3 คน

พวกเขาเหล่านั้นผลงานเป็นอย่างไร? ทำได้ดีมากน้อยแค่ไหน? และสอบผ่านหรือไม่กับทีมชาติไทยชุดใหญ่? ติดตามได้ที่นี่

กุนเธอร์ กลอมบ์ (เยอรมัน)

ปี 1968 – 1975

เขาคือกุนซือชาวต่างชาติรายแรกเข้าที่เข้ามาคุมทีมชาติไทยอย่างเป็นทางการ

หลังสิ้นสุดยุคของ พลเอก ประเทียบ เทศวิศาล ในปี 1968 โค้ชชาวเยอรมันอย่าง กุนเธอร์ กลอมบ์ กลายเป็นกุนซือต่างชาติคนแรกที่เข้ามาสานงานต่อ โดยมีดีกรีเป็นอดีตนักเตะของเอฟซี เนิร์นแบร์ก และอดีตทีมชาติเยอรมันชุดบี และภารกิจแรกของเขา ก็ต้องเจอกับงานใหญ่ทันที คือการทัพ “ช้างศึก” ลุยฟุตบอลโอลิมปิค รอบสุดท้าย 1968  ที่ประเทศเม็กซิโก

แม้ว่าการแข่งขันครั้งนั้น ไทยจะจบด้วยการเก็บแต้มไม่ได้เลย แต่ก็มีสกอร์เดียวที่พอให้ชื่นใจ จาก อุดมศิลป์ สอนบุตรนาค ในเกมที่พ่าย กัวเตมาลา 1-4 และอย่างน้อยแฟนบอลชาวสยาม ก็ได้เห็นการนำเอาศาสตร์ฟุตบอลเยอรมัน มาผนวกกับของไทยได้อย่างเนียนตา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่อย่างมาก

ผลงานในศึกโอลิมปิกรอบสุดท้ายทั้ง 3 นัด ไทยพ่ายให้กับ บัลแกเลีย 0-7, แพ้ กัวเตมาลา 1-4 และ แพ้ เช็คโกสโลวาเกีย 0-8 แต่หลังจากนั้นมาก็พัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่องภายใต้ร่มเงาของกุนซือจากเมืองเบียร์ ในช่วงเวลา 7 ปีเศษ จนขยับเทียบชั้นยอดทีมในย่านอาเซียนอย่างเมียนมาร์ (ที่ในขณะนั้นมีโค้ชต่างชาติเข้ามาบริหารทีม เพราะตกเป็นเมืองขึ้นของชาติมหาอำนาจ) ได้สูสีขึ้น

ในช่วงปี 1968–1975 กุนเธอร์ กลอมบ์ นำทัพ “ช้างศึก” ลงแข่งหลายรายการ เริ่มตั้งแต่ โอลิมปิค  เม็กซิโก 1968 ต่อด้วยอันดับ 2 ซีเกมส์ ปี 1969, อันดับ 3  ซีเกมส์ ปี 1971 และ ปิดท้ายด้วยอันดับ 3 เอเชียน คัพ ปี 1972 ก่อนที่จะอำลาแดนสยามไปในท้ายที่สุด

ปีเตอร์ ชนิตต์เกอร์ (เยอรมัน)

ปี 1976–1978

หลังจากเริ่มติดใจผลงานของกุนซือต่างชาติ สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ยังคงเลือกใช้บริการโค้ชสัญชาติเยอรมันเช่นเคย เพราะมองว่าสไตล์ฟุตบอลเมืองเบียร์มีความแข็งแกร่ง และเปี่ยมไปด้วยระเบียบวินัย

ปีเตอ ชนิตต์เกอร์ กุนซือดอยช์แลนด์ หอบความสามารถติดตัวมามากมาย จนกลายเป็นตัวเลือกสำคัญที่สมาคมฟุตบอลฯหวังให้เขาเปลี่ยนความผิดหวังจากยุคก่อนหน้า ที่ทำได้แค่เฉียดๆคำว่ามหาอำนาจลูกหนังอาเซียน แถมยังมีประสบการณ์ในการคุมทีมชาติ ไอวอรี่ โคสต์ และ แคเมอรูน ซึ่งอาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ไทยไปโลดแล่นในระดับเอเชียได้

และเขาก็ไม่ทำให้แฟนบอลต้องผิดหวัง เมื่อพาไทยประเดิมคว้าแชมป์คิงส์คัพ ทันที ในปี 1976 พร้อมกับพัฒนาทีมได้ดีอย่างต่อเนื่อง จนพาไทยเข้าสู่ไปล่าแชมป์แห่งชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งตอนนั้นเป็นรายการใหญ่ให้ชิงชัยกันเพียงแค่รายการเดียวเท่านั้น

แม้จะพลาดท่าพ่ายเกมในรอบแรกพ่ายให้กับเมียนมาร์ ที่ยุคนั้นแข็งแกร่ง เต็มไปด้วยดาราเอเชียหลายคนถึง 0-3  แต่ก็ยังผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศด้วยการเป็นอันดับสองของกลุ่ม ก่อนเอาชนะอินโดนีเซีย และได้เข้าไปเจอกับมาเลเซียในเกมชิงแชมป์ พร้อมชี้วัดว่าไทยดีพอจะก้าวผ่านระดับอาเซียนไปสู่เอเชียหรือยัง ทว่าทุกอย่างกลับไม่เป็นใจ เมื่อทัพ “ช้างศึก” พลาดท่าพ่าย “เสือใต้” ไป 0-2 คว้าตำแหน่งรองแชมป์ไปครองแบบน่าเจ็บใจ

Pages