สมองพี่...มีไว้เพื่อชาติ : 9 กุนซือมือเทพยามจับทีมชาติ แต่ไม่เปรี้ยงปร้างยามคุมสโมสร

พวกเขาเหล่านี้อาจจะทำได้ไม่ดีนักยามที่ต้องพาสโมสรลงเล่นฟุตบอลลีกที่สู้ศึกกันเป็นปีๆ ทว่าหากได้ลองให้จับงานคุมทีมระดับชาติที่เน้นกันแบบนัดต่อนัดเเล้ว 9 กุนซือเหล่านี้มีดีไม่แพ้ใคร

ฟุตบอลสโมสรกับฟุตบอลทีมชาติมีรายละเอียดที่ซับซ้อนแตกต่างกันออกไป... 

โค้ชทีมชาติสามารถใช้ทรัพยาการทั้งหมดของทั้งชาติ นำมาปรุงรสให้กลมกล่อมได้ในสไตล์ของตัวเอง... ที่เหลือก็ คือ แทคติกที่จะใส่เข้าไป ทว่าโค้ชสโมสรก็มีข้อดี และข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป 

ข้อดี คือ พวกเขาสามารถเลือกนักเตะได้หลากหลายกว่าการเสาะหานักเตะจากสัญชาติเดียว ที่อาจไม่ได้มีความสามารถบางอย่างที่เหมาะสมกับสไตล์การทำทีมของโค้ชคนนั้นๆ และมีเวลาอยู่กับเด็กภายในทีมได้ตลอดทั้งสัปดาห์ ก่อนลงแข่งขันในนัดถัดไป... แต่ข้อเสียก็ คือ บางทีผู้เล่นที่ต้องการจะได้ ก็ดันไม่ยอมมาอยู่กับทีมยังไงล่ะ! โดยเฉพาะกับโค้ชที่ไม่ได้เข้ามาทำงานตั้งแต่ช่วงพรีซีซั่น โค้ชกลุ่มนี้ค่อนข้างมีข้อจำกัดในการเลือกใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในมือ และนั่นหมายถึงพวกเขาอาจต้องเจองานที่ยากสุดๆเข้าแล้ว เพราะไม่มีทางรู้ได้หรอกว่า ผู้เล่นเหล่านั้นจะตอบสนองการสไตล์การทำทีม และแผนการเล่นที่โค้ชคนนี้ถนัดได้แค่ไหน

นี่ คือ เหล่ากุนซือที่ทำผลงานได้ดีอย่างยิ่งกับการคุมทีมชาติ... แต่เมื่อคุมทีมสโมสรกลับไม่ใช่อย่างนั้น มีใครกันบ้าง? ติดตามได้ที่นี่ 

ออสการ์ ตาบาเรซ

แม้จะรับงานในระดับทีมชาติเพียงครั้งเดียวกับ อุรุกวัย แต่มันคืองานชิ้นใหญ่ที่กุนซือชาวอาร์เจนไตน์ รับหน้าที่ดังกล่าวมาถึง 12 ปี

ออสการ์ ตาบาเรซ นั้นรับแหน่งกุนซือทีมชาติ อุรุกวัย ชุดยู 20 มาตั้งแต่ปี 1983 เเล้วก่อนที่จะหันมารับงานสโมสรกับหลายๆทีมไม่ว่าจะเป็นสโมสรในประเทศอย่าง ดานูบิโอ, มอนเตวิดิโอ วันเดอร์เรอร์ส และ เปญารอล นอกจากนี้ยังรวมถึงทีมในอาร์เจนติน่าอย่าง โบคา จูเนียร์

ตาบาเรซ โดนไล่ออกจากตำแหน่งหลังจากรับงานได้แค่ไม่กี่เดือน และแม้จะเอา อาร์ริโก้ ซ้าคคี่ เข้ามารับตำแหน่งแทนแต่ก็สายเกินไป มิลาน จบฤดูกาลอย่างน่าผิดหวังด้วยการตกไปอยู่ถึงอันดับที่ 11 ของ เซเรีย อา เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามการออกนอกแผ่นดินละตินของ ตาบาเรซ กลับลงท้ายแบบไม่สวยนัก เริ่มต้นกันที่ กายารี่ ที่เขาใช้เวลาคุมทีมไป 2 ฤดูกาลก่อนจะจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 9 และ 10

แม้ผลงานจะเข้าขั้นธรรมดามากๆแต่มิลาน ก็ให้โอกาส ตาบาเรซ เข้ามาคุมทีมในฤดูกาล 1995-96 ทว่าการเจอกับความกดดันที่มากขึ้นก็ทำให้เห็นชัดว่า ตาบาเรซ ดูจะออกลูกยักแย่ยักยันตั้งแต่เริ่มรับงาน

ตาบาเรซ เข้ามาคุมทีมในฤดูกาล 1995-96  เขาเปิดหัวฤดูกาลด้วยการพา มิลาน แพ้ให้กับ ฟิออเรนติน่า ในศึกซูเปอร์โคปา อิตาเลียน่า ซ้ำร้ายเกมเปิดหัวฤดูกาลยังพ่ายคาบ้านให้กับทีมรองบ่อนอย่าง ปิอาเซนซ่า 2-3 ผลเวรผลกรรมครั้งนี้ทำให้ ตาบาเรซ โดนไล่ออกจากตำแหน่งหลังจากรับงานได้แค่ไม่กี่เดือน และแม้จะเอา อาร์ริโก้ ซ้าคคี่ เข้ามารับตำแหน่งแทนแต่ก็สายเกินไป มิลาน จบฤดูกาลอย่างน่าผิดหวังด้วยการตกไปอยู่ถึงอันดับที่ 11 ของ เซเรีย อา เลยทีเดียว

ช่วงเวลาอันล้มเหลวในยุโรปจบลง ขรัวเฒ่าก็กลับไปหากินในอเมริกาใต้ก่อนจะรับงานคุมอุรุกวัยชุดใหญ่ครั้งแรกในปี 2006 และสร้างทีมให้กับสมฉายาจอมโหดอีกครั้งโดยเฉพาะในฟุตบอลโลก 2010 ที่พาทีมคว้าอันดับ 4 มาครองได้สำเร็จ ก่อนที่หลังจากนั้นอีก 1 ปีก็ตามด้วยการคว้าแชมป์ โคปา อเมริกา 2011 มาครองได้อีกด้วย    

ถึงตอนนี้แม้จะอายุ 70 ปีแล้วแต่เขาก็ยังไม่วางมือ โดยในฟุตบอลโลก 2018 ที่จะถึงนี้ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เห็น อุรุกวัย ชุดที่สมบูรณ์แบบที่สุดก็เป็นได้

มิโลวาน ราเยวัช

กุนซือขวัญใจชาวไทยมีพัฒนาการในฐานะผู้จัดการทีมที่ก้าวกระโดดแบบสุด เพราะไม่บ่อยนักที่โค้ชจากสโมสรลีกเซอร์เบียจะสามารถจับงานในระดับชาติได้ทันที   

มิโลวาน ราเยวัช นั้นเคยเล่นฟุตบอลมาก่อนในตำแหน่งกองหลังและหลังจากที่แขวนสตั๊ดเขาก็เป็นกุนซือของทีมอย่าง สโลโบด้า อูซีซ์, เร้ด สตาร์ เบลเกรด, วอจโวดิน่า และ โบรัคคาคัช โดยตามที่สถิติบันทึกไว้คือเขายังไม่เคยมีรางวัลในฐานะแชมป์ติดมือเลยในระดับสโมสร แต่ในปี 2008 ราเยวัช ได้ย้ายสำมะโนครัวข้ามทวีปไปคุมทีมชาติกาน่า

แม้โปรไฟล์จะไม่ได้ใหญ่โตแต่ ราเยวัช ก็ติดปีกด้วยการพา กาน่า ชุดที่ตัดซูเปอร์สตาร์เจ้าปัญหาไปทำผลงานในฟุตบอลโลกปี 2010 ที่แอฟริกาใต้ได้อย่างเหลือเชื่อด้วยการพาทีมไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายและใกล้เคียงสุดๆ ที่จะเป็นทีมจากกาฬทวีปทีมแรกในประวัติศาสตร์ที่ไปถึงรอบตัดเชือกได้สำเร็จ...น่าเสียดายที่เจอหัตถ์พระเจ้าของ หลุยส์ ซัวเรซ ไปเสียก่อน

เรียกได้ว่าแนวทางการเล่นแบบตีหัวเข้าบ้าน ขอโอกาสจะๆแค่ไม่กี่จังหวะทำให้ทีมดาวดังชุดนี้ดังกระฉ่อนโลกลูกหนัง แท็คติกดังกล่าวเหมาะสมกับการทำทีมในระดับชาติชัดๆ เพราะไม่จำเป็นต้องการความต่อเนื่อง มองกันแบบเกมต่อเกม และขอให้ไม่โดนยิงไว้ก่อนเป็นใช้ได้

คุณรู้ไหม ความคิดแรกของผมตอนเป็นโค้ชสมัยก่อน คือ การสร้างทีมที่มีการเล่นที่สวยงาม แต่มันไม่ได้ผลลัพธ์การแข่งขันที่ดีสักเท่าไหร่นัก ดังนั้น ผมจึงได้ข้อสรุปว่า ถ้าผมเล่น 5 นัด แล้วชนะ 1 - 0 ทุกนัด มันย่อมดีกว่าชนะนัดนึงหลายๆลูกเพื่อความเร้าใจ แต่อีกเกมต่อมาแพ้อยู่แล้ว

- มิโลวาน ราเยวัช

อย่างไรก็ตามแนวคิดดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่ ราเยวัช เลือกใช้มาตั้งแต่ครั้งแรกๆที่เขารับงานกุนซือ ในอดีตเขาเคยเป็นกุนซือที่เน้นเกมรุกแบบเทกระจาด ทว่าในปี 2007 หลังจากที่เขาพา วอจโวดิน่า ชวดแชมป์ลีกเซอร์เบีย ก่อนจะตามด้วยการร่อแร่จะตกรอบคัดเลือกฟุตบอลยูฟ่าคัพ หลังจากที่ลงเล่นในบ้านพบกับ แอตฯ มาดริด ก่อนพ่ายเละ 0-3 เพราะหวังจะเอาชนะแต่การบุกเพียงอย่างเดียว ซึ่งนั่นทำให้เขามีปรัชญาฟุตบอลที่ต่างออกไปจนกลายเป็นกุนซือที่เน้นเเท็คติกเกมรับอย่างในทุกวันนี้

"เรามีความผิดพลาดเยอะมากในเกมเเรก มีสกอร์ที่ติดลบมาเยอะ แต่เราจะเล่นเกมบุกใส่ แอตฯ มาดริด ในรอบคัดเลือก ในเกมที่สองโอกาสเราเหลือน้อยมากแต่อย่างน้อยเราขอแค่เป็นฝ่ายชนะก็พอเเล้ว"  ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ราเยวัช กล่าวว่าเขาจะบุกแบบไม่กลัวแพ้ก่อนที่จะลงเตะกับ ตราหมีในเกมเลกที่ 2 ซึ่งท้ายที่สุดวอจโวดิน่าก็ตกรอบไปตามระเบียบ และหลังจากนั้นตาของเขาก็สว่าง

“คุณรู้ไหม ความคิดแรกของผมตอนเป็นโค้ชสมัยก่อน คือ การสร้างทีมที่มีการเล่นที่สวยงาม แต่มันไม่ได้ผลลัพธ์การแข่งขันที่ดีสักเท่าไหร่นัก ดังนั้น ผมจึงได้ข้อสรุปว่า ถ้าผมเล่น 5 นัด แล้วชนะ 1 - 0 ทุกนัด มันย่อมดีกว่าชนะนัดนึงหลายๆลูกเพื่อความเร้าใจ แต่อีกเกมต่อมาแพ้อยู่แล้ว” ราเยวัช กล่าวถึงมุมฟุตบอลของเขาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

“สมัยตอนผมคุมทีมชาติกาน่า ในฟุตบอลโลก 2010 รอบคัดเลือก พวกเราเข้ารอบหลังผ่านไป 4 เกม พร้อมทำสถิติไม่เสียประตูแม้แต่ลูกเดียว …เราจะบุกด้วยกัน รับด้วยกันทั้งทีม ”

นี่คือสิ่งที่เขาพูดหลังจากผ่านประสบการณ์การคุมทีมมากว่า 30 ปี .. น่าเสียดายหากเขารู้ซึ้งถึงสิ่งที่ตัวเองถนัดและทำได้ดีแต่แรก ราเยวัช อาจจะมีโอกาสได้คุมยักษ์ใหญ่ในยุโรปก็ได้

Pages