สมยศ พงษ์สุวรรณ์ : หนุ่มรากหญ้าผู้ถูกปั้นโดยน้ำมือกุนซือโอลิมเปียกอส

เขาคือนักเตะดาวรุ่งที่ โบซิดาร์ บันโดวิช อดีตเฮดโค้ช ศรีสะเกษ เอฟซี เคยกล่าวไว้ว่า “จับตาเด็กคนนี้ไว้ให้ดี”...

สมยศ พงษ์สุวรรณ์ เริ่มเส้นทางค้าแข้งจากการเป็นนักฟุตบอลเดินสาย เข้าสู่ทีม ศรีสะเกษ ยูไนเต็ด ในดิวิชั่น 2 ก่อนใช้เวลาเพียงปีครึ่ง ก้าวกระโดดขึ้นไปอยู่ในลีกสูงสุด และถูกปลุกปั้นโดยอดีตกุนซือโอลิมเปียกอสอย่าง โบซิดาร์ บันโดวิช...เขาเป็นใครมาจากไหน? ฝีเท้าเป็นอย่างไร? ติดตามได้ที่นี่

เรื่องเล่า 60 วินาที

แข้งวัย 23 ปี เป็นชาวอำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ เริ่มเล่นฟุตบอลครั้งแรกตอน ป.5 จากการไปเตะเล่นตามทุ่งนากับเพื่อนๆ โดยได้พี่ชายแท้ๆสอนพื้นฐานให้ และมีโอกาสเป็นนักกีฬาของโรงเรียนบ้านห้วยสระภูมิ

หลังจบ ป.6 “เหลิม” ย้ายเข้าไปเรียนในตัวอำเภอที่ โรงเรียนขุขันธ์ แต่ไม่ได้เป็นนักกีฬาของโรงเรียน เพราะไม่มั่นใจในฝีเท้าของตัวเอง จึงไม่กล้าไปคัดตัวเข้าทีม แต่ก็ได้สัมผัสกับฟุตบอลบ้าง ด้วยการเตะเดิมพันกับเพื่อนๆช่วงพักเที่ยง

เขาไม่ได้เป็นนักกีฬาของโรงเรียนตอนมัธยมต้น เพราะไม่มั่นใจในฝีเท้าของตัวเอง จึงไม่กล้าไปคัดตัวเข้าทีม

มีรุ่นพี่ในโรงเรียนหลายคน ที่ได้เห็นฝีเท้าของ “เหลิม” จึงชักชวนเข้าไปคัดตัวเป็นนักกีฬาของโรงเรียนตอน ม.4 และใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทีม เพราะมีบางวันที่เขาไม่ได้อยู่ซ้อมจนจบ เพราะคิวรถสองแถวกลับบ้านจะหมดตอน 6 โมง จึงจำเป็นต้องขออนุญาตโค้ชกลับก่อน

เหตุผลที่ต้องรู้จัก

ช่วง ม.6 สโมสรศรีสะเกษ เอฟซี ได้จัดการแข่งขันฟุตบอลลีกระดับโรงเรียน รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี โดยที่ “เหลิม” เป็นหนึ่งใน 3 โควต้านักเตะอายุเกิน ที่ได้เข้าร่วมแข่งขันกับทางสถาบันด้วย ก่อนจบด้วยอันดับ 5 จาก 11 ทีม ของทั้งจังหวัด

หลังจบทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว “เหลิม” ถูกเรียกตัวเข้าไปรวมกับบรรดาแข้งขาสั้นฝีเท้าดีจากทุกโรงเรียนทั่วทั้งจังหวัด ไปลงแข่งขันรายการ โค้กคัพ 2011 ที่ นครราชสีมา โดยยังไม่เคยฝึกซ้อมร่วมกันเลยสักครั้งเดียว แต่ก็ทำผลงานได้ดีเกินคาด ก่อนตกรอบรองชนะเลิศ ด้วยการพ่าย บุรีรัมย์ พีอีเอ 2-1

เสร็จสิ้นภารกิจโค้กคัพ “เหลิม” กลับไปเรียนจนจบ ม.6 และเขาศึกษาต่อที่ วพ.ศรีสะเกษ ซึ่งเขาเริ่มเตะบอลเดินสายเป็นหลัก แต่ก็ลงแข่งให้กับสถาบันบ้างเป็นครั้งคราว ซึ่งเคยคว้าแชมป์ สถาบันการพลศึกษาแห่งประเทศไทย มาแล้ว เมื่อปี 2014 และมันทำให้เขาได้ประเดิมค้าแข้งอาชีพเป็นครั้งแรก

ศรีสะเกษ ยูไนเต็ด ทีมในศึกดิวิชั่น 2 ได้เห็นผลงานของ “เหลิม” ในทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว จึงได้ติดต่อเข้าไปคัดตัวเข้าทีม โดยที่ก่อนหน้านี้เคยไปซ้อมกับ อุบลราชธานี เอฟซี (ก่อนเป็น อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด) ทว่าอยู่ๆเกิดไม่มั่นใจในฝีเท้าตัวเอง จึงต้องเก็บข้าวของหนีกลับบ้านกะทันหัน แต่คราวนี้เขาตัดสินใจคว้าโอกาสนั้นไว้ และพร้อมจะพิสูจน์ตัวเองใหม่อีกครั้ง

เขาเคยไปซ้อมกับ อุบลราชธานี เอฟซี (ก่อนเป็น อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด) ทว่าอยู่ๆเกิดไม่มั่นใจในฝีเท้าตัวเอง จึงต้องเก็บข้าวของหนีกลับบ้านกะทันหัน

ด้วยความที่ไม่เคยผ่านอะคาเดมี หรือโรงเรียนกีฬาชื่อดังมาก่อน ก้าวแรกกับ ศรีสะเกษ ยูไนเต็ด จึงเป็นเรื่องยากสำหรับเขา และใช้เวลาเกือบเดือนกว่าจะได้รับโอกาสจาก สุริยันต์ แจ่มแจ้ง เซ็นสัญญาเขาเข้าไปร่วมทีมในช่วงเลกสองของฤดูกาล 2014 ก่อนมีจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิตหลังจบฤดูกาล 2015

ช่วงปรี-ซีซัน ของฤดูกาล 2016 ศรีสะเกษ ยูไนเต็ด ต้องลงอุ่นเครื่องกับทีมชุดใหญ่ และในแมตช์นั้น “เหลิม” ก็โชว์ฟอร์มเข้าตา โบซิดาร์ บันโดวิช เฮดโค้ชคนใหม่ของ “กูปรีอันตราย” จึงได้ทำการเรียกตัวเขาขึ้นไปซ้อมกับทีมชุดใหญ่ทันที โดยที่ตัวเขาเองยังยอมรับว่ามันเกิดขึ้นเร็ว และแทบไม่เชื่อว่าโอกาสแบบนี้จะเกิดขึ้นกับเขา

"บอสโก้ จะบอกกับผมเสมอว่า ผมเล่นได้ บอกให้ผมกล้าที่จะเล่น กล้าที่จะนำสิ่งที่เขาสอนมาเล่นในเกม และที่สำคัญคือ เขาบอกว่าเขาเชื่อมั่นในตัวผม" สมยศ พูดถึงอดีตกุนซือชาวเซิร์บของ ศรีสะเกษ เอฟซี "ผมเรียนรู้จากเขาเยอะมาก ทั้งจังหวะการเล่น, การเข้าบอล, สอนทักษะทั่วไปที่ยังทำได้ไม่ดีพอ เขาก็จะช่วยแนะนำผมตลอด"

“เหลิม” ได้ลงสนามถึง 23 นัด รวมถึงเกมเปิดฤดูกาลกับ สุโขทัย เอฟซี ทั้งที่เป็นน้องใหม่ของทีม พร้อมซัดไป 2 ประตู ในฤดูกาลที่ผ่านมา กับตำแหน่งกองกลางตัวรับ แม้ปีนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าผู้ฝึกสอน แต่เขายังได้รับโอกาสลงเล่นอย่างต่อเนื่องเช่นเคย พร้อมเปลี่ยนบทบาทไปเล่นเกมรุกมากกว่าเดิม และยิงได้ 3 ประตู จาก 12 นัด ในตอนนี้

จุดแข็ง

“เหลิม” เป็นนักเตะที่โดดเด่นในเรื่องของความขยัน ทั้งวิ่งไล่บอล และตัดเกม เล่นได้ทั้งรุก-รับ ก่อนหน้านี้เขาคือจอมทำลายเกมในยุคของ บันโดวิช แต่เมื่อถูกปรับให้เล่นเกมรุกเป็นหลักภายใต้การคุมทีมของ เวลิซาร์ โปปอฟ เขาก็ทำได้แบบไร้ปัญหา และยังสามารถทำประตูได้มากกว่าเดิม

จุดอ่อน

เขายอมรับการยิงประตูของตัวเองยังไม่เฉียบคมพอ และการบริหารพละกำลังร่างกาย ที่บางเกมอาจจะหมดแรงช่วงท้าย เพราะจัดหนักจัดเต็มวิ่งตั้งแต่สิ้นเสียงนกหวีดเริ่มเกมแบบไม่มีผ่อน รวมถึงความแข็งแกร่ง ที่ยังต้องเสริมเวทเพื่อรับมือกับการเข้าปะทะบรรดาแข้งต่างชาติ

รู้หรือไม่?

ด้วยความเป็นเด็กบ้านนอก การย้ายเข้าไปเรียนในตัวอำเภอเพียงคนเดียวโดยไม่มีเพื่อน ทำให้เขาไม่มั่นใจในตัวเองเท่าไหร่นักในทุกๆเรื่อง รวมถึงการเล่นฟุตบอล ทำให้เขาไม่กล้าไปคัดตัวเข้าทีมโรงเรียน แต่กลับไปเป็นนักตะกร้อของโรงเรียนแทน ตอน ม.1 แทน และหากย้อนไปตอนประถม เขาผ่านการเล่นกีฬามาแทบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นวอลเลย์บอล, แฮนด์บอล, ฟุตบอล, ฟุตซอล และตะกร้อ

ปากคำคนใกล้ตัว

“เขามีทักษะที่ดีและสภาพร่างกายที่ยอดเยี่ยม รวมทั้งสามารถเข้าใจแทคติกการซ้อมและระบบที่วางไว้ได้อย่างรวดเร็ว” โบซิดาร์ บันโดวิช พูดถึงอดีตลูกทีม

“สิ่งที่ผมประทับใจในคือ เขาเป็นคนขยัน และมีอนาคตที่ดีรออยู่ เขาต้องทำงานให้หนักเพื่อพัฒนาตัวเองต่อไป คนเราต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดในตัวและทำให้มันดีขึ้นกว่าเดิม ผมเชื่อมั่นในตัวเขามาก ว่าเขาจะต้องทำได้”

โปรดติดตามตอนต่อไป

สถานการณ์ของ ศรีสะเกษ เอฟซี ในปัจจุบัน ถือว่ากำลังตกที่นั่งลำบากพอสมควร เพราะอยู่ในโซนตกชั้น แต่ “เหลิม” เองก็ตั้งเป้าว่าจะพัฒนาตัวเองให้ดีกว่าปีที่แล้ว เพื่อช่วยให้ “กูปรีอันตราย” อยู่รอดต่อไปในลีกสูงสุดให้ได้ ส่วนเรื่องฤดูกาลหน้าที่ต้องตกชั้นถึง 5 ทีม เขายอมรับว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวล แต่ก็กล่าวทิ้งท้ายว่า “ปีหน้าขอสู้เต็มที่ก่อนครับ ต้องรอดให้ได้ ปีหน้าค่อยว่ากัน (หัวเราะ)”