สงครามผ่าเมือง : 10 สุดยอดแมนเชสเตอร์ดาร์บี้แห่งความทรงจำ

FFT รวบรวม 10 สุดยอดเกมแมนเชสเตอร์ดาร์บี้ตลอดกาล มาไว้ให้สาวก “ปีศาจแดง” และ “เรือใบสีฟ้า” ได้รำลึกกัน…

1. แมนฯ ยูไนเต็ด 0-1 แมนฯ ซิตี้, เมษายน 1974

เกมแห่งประวัติศาสตร์ลูกหนังผู้ดี เมื่อตอนนั้น “ปีศาจแดง” กำลังต้องสู้เพื่อหนีตกชั้นอยู่ และต้องการสามคะแนนเพื่อต่อลมหายใจในการอยู่ต่อ ทว่าสุดท้ายพวกเขาทำไม่ได้ และต้องตกชั้นครั้งแรกในรอบ 36 ปี จากประตูชัยของตำนานทีมตัวเองอย่าง เดนิส ลอว์ ที่ย้ายข้ามฟากไปอยู่กับ “ซิตี้” ในต้นฤดูกาลนั้น

หลังจากตอกส้นประตูประวัติศาสตร์เข้าไปแล้ว ลอว์ ไม่แสดงอาการดีใจอะไร พร้อมกับเดินออกจากสนามทันที และหลังจากนั้น อดีตกองหน้าบัลลังดอร์ ก็ไม่เคยลงสนามให้กับ “เรือใบสีฟ้า” อีกเลย

โดย ลอว์ อยู่กัน “ยูไนเต็ด” มาตั้งแต่ปี 1960 ก่อนรับใช้สโมสรมาตลอด พร้อมกับทำสถิติยิง 237 ประตู จาก 404 เกม และเป็นหนึ่งในตำนานสามทหารเสือเคียงข้าง เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน และ จอร์จ เบสต์

Denis Law, Manchester City vs Manchester United

United fans put a scarf around Law, moments after the Scot's winner

2. แมนฯ ยูไนเต็ด 4-3 แมนฯ ซิตี้, กันยายน 2009

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน บอกว่าเกมนี้คือ ศึกดาร์บี้แมตช์เมืองแมนเชสเตอร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล และ การแข่งขันนัดนี้คือจุดเริ่มต้นของศึกสายเลือดร่วมเมืองยุคใหม่ที่ฝั่งสีฟ้ามีเงินทุนหนากว่าสีแดงเสียอีก

โดยซัมเมอร์ปีนั้น แมนฯ ซิตี้ ที่ร่ำรวยแล้วคว้านักเตะมีระดับมาหลายคน และที่สำคัญที่สุดคือ พวกเขาพรากตัว คาร์ลอส เตเบซ จากเพื่อนบ้านมาได้ จนทำให้ “เฟอร์กี้” และ “เร้ด เดวิลล์” กริ้วแบบสุดๆ

โดยในเกมนั้น เวย์น รูนี่ย์ ยิงให้เจ้าถิ่นขึ้นนำไปก่อน 1-0 ก่อนที่ทีมเยือนจะมาตีเสมอ 1-1 จาก แกเร็ธ แบร์รี่ 

ในช่วงครึ่งหลัง แมนฯ ยู ยิงขึ้นนำอีกถึง 2 รอบจากการเหมาคนเดียวของ ดาร์เรน เฟลตเชอร์ นาทีที่ 48 และ 80 แต่ แมนฯ ซิตี้ ก็ไม่ยอมแพ้ ฮึดตามตีเสมอได้ทั้ง 2 ครั้งจาก เคล็ก เบลลามี่ ที่เหมาคนเดียวเช่นกัน

สุดท้าย ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 6 ไมเคิ่ล โอเว่น ที่เพิ่งย้ายทีมเข้ามาในปีนั้น และถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรอง กลับพังประตูชัยให้กับ “ปีศาจแดง” เอาชนะ “เรือใบสีฟ้า” ไปได้อย่างสุดมัน พร้อมกับสร้างความชอกช้ำดังสนั่นไปถึง แอนฟิลด์ เลยทีเดียว(ฮา)

Michael Owen vs Manchester City

Owen endears himself to Old Trafford in the best way possible

3. แมนฯ ยูไนเต็ด 1-1 แมนฯ ซิตี้, เมษายน 2001

เกมนี้ไม่ใช่เกมลูกหนังที่สวยงาม ทั้งยังเป็นเกมอัปยศที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ หลังเรื่องราวของ รอย คีน และ อัล์ฟ อิงเก้ ฮาแลนด์

โดย ความแค้นระหว่างนักเตะทั้งสองรายทั้งคู่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น 4 ปี สมัยที่ อดีตดาวเตะทีมชาตินอร์เวย์ เล่นให้ ลีดส์ ยูไนเต็ด และทำให้ กัปตันทีม “ปีศาจแดง” ต้องเจ็บหนัก และยิ่งเป็นเรื่องไปกว่านั้นเมื่อ ฮาแลนด์ กล่าวหาว่า คีน แกล้งสำออย

ดังนั้น เมื่อมีโอกาสในเกม คีน จึงเอาคืนด้วยการเข้าสกัดแบบโหดสุดๆ จนให้เขาโดนใบแดงไล่ออกจากสนามในทันที ก่อนที่จะมีการสารภาพในอัตชีวประวัติส่วนตัวของตัวเองว่า เป็นการล้างแค้นที่เขารอมานาน

และหลังจากนั้น ฮาแลนด์ ไม่เคยได้ลงเล่นครบ 90 นาทีอีกเลย ก่อนต้องแขวนสตั๊ดถาวรในอีกหนึ่งปีต่อมา

Roy Keane, Alf Inge Haland

Keane berates Haland for kneeing his studs

4. แมนฯ ซิตี้ 2-3 แมนฯ ยูไนเต็ด, พฤศจิกายน 1993

“แพ้ 2-0 และพวกเอ็งตกรอบว่ะ” เหล่าแฟนๆ “ซิตี้” ต่างกันตะโกนสุดเสียงตลอดเกม หลังจากที่ก่อนหน้านี้ 4 วัน แมนฯ ยูไนเต็ด เพิ่งตกรอบ แชมเปี้ยนลีก มา

อีกทั้งเกมในสนามก็เป็นใจให้กับ “เรือใบสีฟ้า” เหลือเกิน หลังพวกเขาขึ้นนำทีมเยือน 2-0 จนทำให้เสียงล้อเลียนดังขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่จะเบาลงเมื่อ เอริค คันโตน่า ยิงตีตื้นขึ้นมา

เกมเดินมาถึงช่วงสำคัญ เมื่อ “เดอะ คิง” คนเดิม ยิงตีเสมอในนาที 78  ก่อนที่อีกสามนาทีต่อมา รอย คีน ที่ลงสนาม แมนเชสเตอร์ดาร์บี้ ครั้งแรกในชีวิต จะยิงประตูชัยให้จนทำให้แฟนๆทั้งสนามเงียบหมด

เรียกว่า ยิงกลบปาก อย่างแท้จริง

Roy Keane vs Manchester City

A sprightly Keane wheels away after his winner

5. แมนฯ ยูไนเต็ด 1-6 แมนฯ ซิตี้, ตุลาคม 2011

ชื่อว่านัดนี้คงจะอยู่ในความทรงจำของ “เร้ด เดวิลล์” และ “เดอะ ซิตี้เซ่นส์” เช่นเดียวกับ แฟนบอลทีมอื่น ๆ ที่ยังชอบหยิบเอาเกมนี้มาล้อ แมนฯ ยูไนเต็ด แทบจะทุกครั้งที่มีศึกผ่านเมือง

“นี่คือวันที่แย่ที่สุดในชีวิตการคุมทีมผม” เฟอร์กี้ กล่าว

โดยเกมนี้มีเรื่องราวให้พูดถึงและจดจำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นใบแดงโดยตรงของ จอนนี่ อีแวนส์ หรือ จังหวะรัวท้ายเกม 3 ลูกรวดในนาทีที่ 90 ของแมนฯ ซิตี้ และที่เป็นสนใจมากที่สุดคือ “เกรียนโอ้” มาริโอ บาโลเตลลี่ ที่เจ้าตัวฉลองโดยการโชว์ข้อความบนเสื้อว่า “Why Always Me?” จนติดตาไปทั่วโลก

สุดท้าย ฤดูกาลนั้นเป็น “เรือใบสีฟ้า” ที่คว้าแชมป์ โดยชนะ “ปีศาจแดง” เพียงแค่ลูกได้เสีย

ซึ่งไม่ต้องสืบเลยว่า ผลต่าง 10 ลูกในวันนั้น ส่งผลกับ สีแดง มากแค่ไหน

Mario Balotelli: Why Always Me?

We can't think why, Mario...