สโต๊ค..ผู้หยุดสถิติ 11 ปีอันน่าภูมิใจของไก่เดือยทอง

11 ปีแล้วที่ไก่เดือยทองชนะรวดเมื่อขึ้นนำสองลูก และหลังจากพวกเขาเพิ่งจะพังสถิติตัวเองไปเมื่อคืนนี้ คอลัมน์นิสต์ของเราก็วิเคราะห์ว่าอะไรคือสาเหตุของผลการแข่งขันอันสุดน่าผิดหวัง

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ส ลงเล่นสองครึ่งเวลาด้วยรูปแบบและโมเมนตั้มที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ในครึ่งแรกพวกเขาคือทีมที่สร้างสรรค์เกมรุกได้สุดอันตราย และแทบจะเป็นฝ่ายครองบอลเข้าใส่คู่แข่งอยู่ฝ่ายเดียว แต่ครึ่งหลังกลับกลายเป็นหนังคนละม้วนเมื่อ สโต๊ค ซิตี้ ใช้เวลาเพียง 10 นาทีในช่วงท้ายเกมทำ 2 ประตูรวดและตีเสมอทีมดังถิ่นลอนดอนเหนือได้แบบเจ็บแสบ

ก่อนเกมการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้น เมาริซิโอ โปเช็ตติโน ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่นจากนัดก่อนที่เปิดบ้านพ่ายให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด บางตำแหน่ง โดยส่งเอา ไรอัน เมสัน ลงมาคุมจังหวะแดนกลางแทน นาบิล เบนทาเล็บ ขณะที่ อีริค ดายเออร์ ยังคงได้รับบทบาทใหม่ให้ยืนเป็ากองกลางตัวรับปัดกวาดบอลหน้าแผงกองกลัง ซึ่งเกมนี้เขาก็ตอบแทนความไว้ในใจของผู้จัดการทีมด้วยลูกโขกสุดสวยในช่วง 20 นาทีแรก

ช่วงครึ่งแรกนั้นทุกสถิติชี้ตรงกันว่า ท็อตแนม คือทีมที่เหนือกว่า "เดอะ พ็อตเตอรส์” ในทุกๆ ด้าน และอีกหนึ่งประตูจากลูกยิงฮาล์ฟ วอลเลย์ของ เนเซอร์ ชาดลีย์ ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บก่อนหมดครึ่งเวลาก็ดูเหมือนจะสร้างความสบายใจให้กับแฟนๆ คลับไก่ได้มากพอสมควร ยื่งเมื่อมองตัวเลขการครองบอลของไก่เดือยทองที่มากถึงร้อยละ 64 และโอกาสยิงตรงกรอบ 5 ครั้ง แล้วหลายๆ คนน่าจะคิดว่าเกมนี้พวกเขาคงได้สามแต้มกลับบ้านแบบสุดแฮปปี้

อย่างไรก็ตามเมื่อครึ่งหลังเริ่มต้นขึ้น เกมที่เหนือกว่าของ สเปอร์ส ก็เริ่มเฉื่อยชาลง สวนทางกับการเล่นของ สโต๊ค ซิตี้ ที่เพิ่มเข้าดุดันในการเข้าบอลและความเร็วการขึ้นเกมแบบทวีคูณ และเพียง 15 นาทีหลังเริ่มเสียงนกหวีดครึ่งเวลาหลัง แผนการโฉมใหม่ของ มาร์ค ฮิวส์ ที่ตัดสินใจเปลี่ยนเอา สตีเวน ไอร์แลนด์ และ โจเซลู ลงสนามก็ได้ผลทันทีเมื่อกองหน้าตัวใหม่เรียกจุดโทษให้กับทีมก่อนที่จะเป็น มาร์โก้ อาร์เนาโตวิช รับหน้าที่สังหารไม่พลาด จากนั้นแค่ 5 นาทีต่อมา ไอร์แลนด์ก็วางบอลยาวแบบน้ำหนักสุดพอดีให้ มาเม่ บิรัม ดิยุฟ ยิงตีเสมอเป็น 2-2

ส่วนช่วงเวลาที่เหลือนั้นเกมทั้งหมดกลายเป็นของฝั่งทีมเยือนที่ทำเกมบุกเข้าใส่จนแฟนเจ้าบ้านได้แต่นั่งภาวนาไม่ให้พวกเขาโดนยิงเพิ่มอีกหนึ่งลูก และโชคดีที่คำขอของพวกเขาเป็นผลเมื่อ ไอร์แลนด์ เกือยจะพังประตูชัยได้สำเร็จแต่สุดท้ายก็ได้แค่ฉิวเฉียดก่อนเกมจะจบลงด้วยผลเสมอแบบสุดระทึก สโต๊คโฉมใหม่ของ มาร์ค ฮิวส์ ดูจะเป็นทีมที่อันตรายมากขึ้นจากฤดูกาลที่แล้ว และพวกเขายังจะมีแข้งความหวังตัวใหม่อย่าง เซอร์ดาน ชากิรี ที่จะสลัดโทษแบนเข้ามาเป็นตัวหลักให้กับพวกเขาในช่วงเลวาที่เหลือของฤดูกาล

ทางด้านของสเปอร์สนั้น เมาริซิโอ โปเช็ตติโน อาจจะเสียดายที่ตัดสินใจเปลี่ยนเอา แฮร์รี เคน กองหน้าตัวเก่งของทีมออกตั้งแต่ก่อนผ่านหนึ่งชั่วโมงของเกม ซ้ำร้ายตัวสำรองที่ลงมาแทนที่อย่าง อีริค ลาเมลา ก็โชว์ฟอร์มไม่ออกและกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้เกมรุกของพวกเขาถดถอยลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งหากฟอร์มของสเปอร์สยังดูไม่รุ่ง ขณะที่ผลงานสโต๊คดีวันดีคืนขึ้นเรื่อยๆ ก็น่าสนใจระหว่งคู่นี้ใครกันที่จะเป็นผู้จบด้วยอันดับหกของตารางคะแนน

สถิติในเกมที่น่าสนใจ

  • 3 ประตูของ อีริค ดายเออร์ กับ สเปอร์ส มาจากแมตช์ในเดือนสิงหาคมทั้งหมด

  • เนเซอร์ ชาดลีย์ ยิงประตูใส่ สโต๊ค ซิตี้ ยามได้ลงเล่นในบ้านมา 2 นัดติดต่อกันแล้ว

  • นับตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้วจนถึงตอนนี้ สเปอร์สกลายเป็นทีมที่เสียจุดโทษมากที่สุดในลีกที่ 8 ครั้งด้วยกัน

  • 2 ประตูของ มาร์โก้ อาร์เนาโตวิช ตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้วจนถึงตอนนี้มาจากเกมที่เล่นในลอนดอนทั้งหมด (อัพตัน พาร์ค และ ไวท์ ฮาร์ท เลน)

  • นับแต่ปี 2004 เป็นต้นมา สเปอร์สชนะรวดมา 74 นัดติดต่อกันแล้วในเกมลีกเมื่อพวกเขาขึ้นนำ 2-0 แต่ผลการแข่งขันนัดล่าสุดหมายความว่าสถิติยาวนาน 11 ปีได้ถูกทำลานเรียบร้อย

  • เกมนี้เป็นครั้งที่ 14 ในประวัติศาสตร์สโมสรของสเปอร์สที่เก็บชัยชนะไม่ได้เมื่อขึ้นนำ 2-0

  • ครั้งสุดท้ายที่ช่างปั้นหม้อสามารถพลิกกลับมาคว้าแต้มจากการถูกนำ 2-0 ได้สำเร็จคือเมื่อ 2 ปีที่แล้วที่พบกับ เซาแธมป์ตัน

  • สโต๊คยิงตรงกรอบไปทั้งหมด 7 ครั้งในเกมนี้ และเป็นสถิติสูงสุดของพวกเขาเทียบเท่ากับที่เคยทำได้ในเกมที่เจอ วีแกน เมื่อปี 2012