สถานีต่อไปของมูรินโญ: หลังสร้างความวอดวายแล้วทุกแห่ง

กุนซือจอมอหังการได้อำลา “สิงโตน้ำเงินคราม” หลังจากมีผลงานเข้าขั้นเลวร้ายในพรีเมียร์ลีก แต่ด้วยความแสบของเจ้าตัวจะทำให้สามารถหางานใหม่ได้โดยเร็วงั้นหรือ?

ตอนที่ข่าวออกมานั้น ได้สร้างความประหลาดใจและไม่ประหลาดใจระคนกัน

เมื่อ โชเซ มูรินโญ เจ้าของฉายา “สเปเชียล วัน” ผู้ดูจะไม่เคยทบทวนความผิดพลาดของตัวเองเลยได้ออกจากถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ หลังจากพาเชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่ 4 และเป็นสมัยที่ 3 ของตัวเองเพียงไม่กี่เดือนก่อนหน้า

แม้การแถลงข่าวอย่างเป็นทางการจะออกมาว่าเป็น “การยินยอมพร้อมใจของทั้ง 2 ฝ่าย” แต่จากการเปิดเผยก่อนหน้านี้ของมูรินโญที่ว่าเขาจะไม่ลาออก ทำให้มีการคาดกันว่าการตัดสินใจนั้นมาจากบอร์ดบริหารมากกว่าผู้จัดการทีม โดยเจ้าตัวยังคงไม่สามารถอยู่กับสโมสรไหนได้ถึง 4 ฤดูกาล และความตั้งใจที่จะอยู่โยงกับ “สิงห์บลู” เพื่อสร้างชื่อเสียงในการเป็นผู้จัดการทีมขึ้นมาใหม่มีอันต้องกลายเป็นหมันไป

มูรินโญมีสีหน้าเคร่งเครียดมาตลอดทั้งฤดูกาลนี้

บาปบริสุทธิ์

ความตกต่ำของแชมป์เก่าที่มาถึงอย่างรวดเร็วและรุนแรงนับเป็นเรื่องผิดปกติอย่างแท้จริง เพราะเมื่อมูรินโญลาถิ่นสแตมฟอร์ดบริดจ์เป็นหนแรกเมื่อเดือนกันยายน 2007 เชลซีพบว่าตัวเองอยู่อันดับ 5 โดยมีแต้มตามหลังจ่าฝูงแค่ 2 คะแนน แต่กลายเป็นว่าก่อนกุนซือชาวโปรตุกีสจะไปทีมหล่นไปอยู่ที่ 16 และมีแต้มมากกว่าทีมโซนตกชั้นแต้มเดียวแถมยังตามหลังเลสเตอร์ ซิตี้ ที่กุมบังเหียนโดย เคลาดิโอ รานิเอรี ผู้ส่งมูรินโญตกนรกทั้งเป็นถึง 20 คะแนนหลังจากที่เปิดรังคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม เอาชนะทีมเก่าของตัวเองได้ 2-1 ในเกมมันเดย์ไนท์

แต่รานิเอรีไม่ใช่ผู้จัดการทีมคนเดียวที่ต้องการจะเหยียบมูรินโญให้จมดิน เพราะกุนซือชาวโปรตุกีสสร้างศัตรูไว้มากมายเหลือเกินตลอดอาชีพการคุมทีม เขาตั้งใจสร้างความบาดหมางอยู่บ่อยครั้งเพื่อสร้างแรงผลักดันให้กับลูกทีมของเขา

ความปราชัยต่อเลสเตอร์คือฟางเส้นสุดท้าย

ซึ่งวิธีการดังกล่าวนับว่าเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จมาเป็นเวลานาน แต่บ่อยครั้งความเป็นปฏิปักษ์และความเกรี้ยวกราดก็ได้สร้างบรรยากาศที่ตึงเครียดจนต้องมีการเปลี่ยนแปลง มูรินโญเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ด้วยการตำหนิสต๊าฟฟ์ทีมแพทย์คนดังว่าไม่มีความเข้าใจในเกม และล่าสุดก็กล่าวหาว่าลูกทีมเป็นคน ‘หักหลัง’ ตัวเองในเกมมันเดย์ไนท์ที่พ่ายต่อเลสเตอร์ ซิตี้ จนทำให้การสร้างความขัดแย้งอย่างต่อเนื่องได้เกิดผลลัพธ์ตามมา

นั่นก็คือความยิ่งใหญ่ของเขาได้ล่มสลายลง ถึงแม้นักเตะในทีมเชลซีจะต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วยเช่นกันก็ตามที มันเลยเกิดคำถามที่ว่า แล้วกุนซือชาวโปรตุกีสผู้ชอบสร้างความแตกแยกและปัญหาจะไปอยู่ไหนหลังจากนี้?

เศษซากความขัดแย้ง

แทบไม่น่าเชื่อว่ากุนซืออย่างมูรินโญที่คว้าแชมป์ลีก 8 ครั้ง, บอลถ้วย 7 ครั้ง, ยูฟ่าคัพ 1 สมัย และแชมเปี้ยนส์ลีกอีก 2 หนจะกลายเป็นผู้จัดการทีมที่ไม่มีใครต้องการ โดยตอนนี้เขาไม่มีงานรองรับอยู่เลย

ที่เรอัล มาดริด รอยร้าวที่เขาสร้างขึ้นแน่นอนว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่จะรีเทิร์นแม้ผ่านมา 3 ปีแล้วก็ตาม ขณะเดียวกันก็ไม่มีที่ว่างให้เขาในอิตาลี ที่ซึ่งเจ้าตัวเป็นไม้เบื่อไม้เมากับสื่อส่วนใหญ่ของที่นั่นสมัยคุมอินเตอร์ มิลาน 

มูรินโญลาเรอัล มาดริด แบบไม่ติดเผาผีกันอีกเลย

ขณะที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ดูจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด หลังจากที่ทำการปลด หลุยส์ ฟาน กัล ไปหมาดๆ ขณะที่การคุมทีมชาติก็มีความเป็นไปได้แม้จะรู้สึกว่ามันน่าจะเกิดขึ้นหลังจากที่โค้ชวัย 52 ปีอิ่มตัวกับงานสโมสรแล้วก็ตาม

ความสำเร็จกลายเป็นหอกทิ่มแทง

มูรินโญคือผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์ของเชลซีก็จริง แต่ก็ยังไม่วายที่จะโดนขับออกจากถิ่นลอนดอนตะวันตก 2 ครั้ง 2 ครา เขาคือชายที่สามารถการันตีแชมป์ให้กับทีมที่ตัวเองคุมได้ตลอดไม่ว่าจะไปที่ไหน น่าเศร้าที่เขามีอันต้องจบแบบไม่สวยนักใน 3 จาก 4 งานล่าสุดที่เขารับหน้าที่กุมบังเหียน

เขาคือโค้ชที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคปัจจุบัน บางทีเขาคือหนึ่งในสุดยอดกุนซือบนพงศาวดารลูกหนังด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตามเขาอาจพบว่าเป็นการยากที่จะรู้ว่าสถานีต่อไปที่เหมาะกับตัวเองคือที่ไหน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนั้นเป็นสิ่งที่ใครๆต่างไม่ได้คาดคิดเลยแม้แต่น้อยเมื่อ 2-3 เดือนก่อน เพราะแม้จะเกิดวิกฤติขึ้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม มูรินโญก็ยังสามารถมีข้ออ้างได้อยู่บ้าง แต่จากความสำเร็จทั้งหมดที่เคยทำเมื่อถูกเปรียบเทียบผลงานอันย่ำแย่อย่างต่อเนื่อง มันเลยแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าหลายๆอย่างเริ่มเลวร้ายเมื่อช่วงเวลาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์หมดลง บางทีตอนนี้ต่อให้มีข่าวอะไรเกิดขึ้นมาก็คงจะไม่ทำให้ประหลาดใจอีกแล้วก็ได้