ศึกชิงดำ ACL : บทเรียนที่ทีมอาเซียนจะได้เห็น

กวางโจว เอเวอร์แกรนด์ ยอดทีมแห่งไชนีส ซูเปอร์ลีกของจีน จะดวลกับ อัล อาห์ลี ทีมแกร่งจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในศึกเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก รอบชิงนัดแรก วันเสาร์นี้ ...คอลัมนิสต์ของเรามีเรื่องราวที่น่าสนใจก่อนเกมซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสโมสรในอาเซียนที่จะร่วมวงฟาดแข้งชิงถ้วยใบใหญ่ของเอเชียในฤดูกาลหน้า

กุมภาพันธ์ แฟนบอลของตัวเองแทบไม่คาดคิดว่า อัล อาห์ลี จะมาไกลได้ถึงขนาดนี้  หลายคนแทบไม่คิดด้วยซ้ำไปว่าทีมของพวกเขาจะเอาตัวรอดจากรอบแบ่งกลุ่ม  แต่ อัล อาห์ลี  ก็ฟันฝ่าจนทะลุเข้าถึงรอบไฟนอล เหลืออีกแค่ 2 เกมในรอบชิง แบบเหย้า-เยือน ซึ่งสโมสรจากยูเออี อาจจะได้สัมผัสกับเกียรติยศในฟุตบอลถ้วยสโมสรเอเชียอีกครั้ง
 
เมื่อย้อนดูผลงานของสโมสรจากอาเซียน ครั้งหนึ่ง "มังกรไฟ" บีอีซี เทโรศาสน เกือบสร้างปรากฏการณ์คว้าแชมป์รายการนี้ในฤดูกาล 2002-2003 แต่น่าเสียดายที่รอบชิง 2 นัด แพ้ อัล ไอน์ อีก 1 ทีมจากยูเออี ด้วยสกอร์รวม 1-2  พลาดโอกาสคว้าโทรฟี่มาประดับสโมสร หลังจากก่อนหน้านั้น "ทีมตรารวงข้าว" สโมสรธนาคารกสิกรไทย อีก 1 ยอดทีมของไทยในอดีต  เคยโชว์ผลงานกระหึ่ม คว้าแชมป์ถ้วยใบใหญ่สุดของเอเชีย ซึ่งสมัยนั้นใช้ชื่ออว่า เอเชียน คลับ แชมเปี้ยนชิพ 2 ฤดูกาลติดต่อกันในซีซั่น 1993-1994 และ 1994-1995 
 
ระยะเวลานับตั้งแต่ บีอีซี เทโรศาสน สร้างชื่อให้กับวงการลูกหนังไทย ด้วยการผ่านเข้ารอบชิงฟุตบอลสโมสรเอเชีย รูปแบบการแข่งขันในอีก 13 ปีต่อมา มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก เมื่อทีมสโมสรในเอเชีย ถูกแบ่งออกเป็นโซนเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันตก ตามภูมิศาสตร์และที่ตั้ง ซึ่งส่งผลต่อผลงานของทีมจากอาเซียน เพราะต้องอยู่ในสายเดียวกับยอดทีมจากทั้งญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ รวมทั้งจีน และผลงานโดยรวมมักจะเป็นสโมสรจากชาติเหล่านี้ที่ทำผลงานได้ดี ครองความยิ่งใหญ่ในหลายๆฤดูกาล 
 
สำหรับรอบชิงในปีนี้ อัล อาห์ลี และกวางโจว เอเวอร์แกรนด์ กำลังจดจ่อสมาธิกับเกมรอบชิงนัดแรกที่จะแข่งกันวันเสาร์นี้ที่ดูไบ ก่อนจะเตะนัด 2 ที่จีนในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า เส้นทางของทั้งสองทีมคู่ชิงปีนี้น่าสนใจ เพราะเชื่อว่าหลายทีมน่าจะได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง โดยเฉพาะ อัล อาห์ลี ที่ยกระดับตัวเองขึ้นมา จนสามารถผ่านเข้าถึงรอบชิงได้แบบเซอไพรส์

Al Ahli's decision to stick with Cosmin Olaroiu has paid off

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้จากทีมฟุตบอลในย่านอาเซียนคือ ความไม่มั่นคงของอาชีพกุนซือ เพราะหากสโมสรผลงานไม่ดี เฮดโค้ชคือคนแรกที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งเราเห็นได้ว่าหลายสโมสรเลือกที่จะปลดกุนซือมากกว่าจะให้โอกาสพิสูจน์ตัวเองต่อไป แต่สำหรับ คอสมิน โอลารู เฮดโค้ชชาวโรมาเนียของ อัล อาห์ลี แม้จะไม่สามารถพาทีมรักษาแชมป์อาราเบียน กัลฟ์ ลีก ในซีซั่นที่แล้วเอาไว้ได้ แต่สโมสรยังมอบความไว้วางใจให้คุมทีมต่อไป 
 
ก่อนหน้าที่ศึกเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลนี้จะเริ่มเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ มีแรงกดดันและคำถามเกี่ยวกับอนาคตของกุนซือชาวโรมาเนียรายนี้มากมาย หลายคนเชื่อว่า โอลารู มีโอกาสถูกปลด หากพาทีมตกรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งสถานการณ์ช่วงแรกก็ไม่สู้ดีนัก เพราะทำผลงานได้ไม่ดี ก่อนที่ โอลารู จะเร่งฟอร์มกระทั่งพาทีมผ่านเข้าชิงได้แบบหักปากกาเซียน 
 
การเลือกซื้อนักเตะเข้าสู่ทีมถือเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ นักเตะอย่าง ลิมา จากเบนฟิก้า, เอเวอร์ตอน ริไบโร  จาก ครูไซโร และ ควอน ยุง วอน นักเตะเกาหลีใต้จาก ชนบุค ฮุนได ถูกดึงเข้ามาเสริมความแข็งแกร่ง และเมื่อมาผสมผสานกับนักเตะยูเออีในทีม กลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัว จนส่งผลให้ "อัศวินแดง" อัล อาห์ลี กลายเป็นทีมที่น่ากลัวทั้งลีกในประเทศ และถ้วยเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก
 
ขณะที่ กวางโจว เอเวอร์แกรนด์ คู่ต่อกรในรอบชิงปีนี้ มีแนวทางการทำทีมคล้ายๆ กัน โดยเฉพาะการให้โอกาสนักเตะเลือดมังกรลงเล่นสนามร่วมกับนักเตะต่างชาติฝีเท้าดี ถือเป็นการปั้นนักเตะและส่งผลดีกับตัวเลือกทีมชาติจีนชุดใหญ่ไปด้วย
 
แนวทางการสร้างทีมของคู่ชิง เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องของงบประมาณการทำทีมเหนือกว่าสโมสรในอาเซียน แต่ทีมในอาเซียนก็สามารถนำแนวทางนี้มาประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะนักเตะต่างชาติที่สามารถยกระดับและสร้างความแตกต่างให้กับทีม  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ "ปราสาทสายฟ้า" บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่เคยสร้างผลงานโดดเด่นในปี 2012 เคยบุกชนะ กวางโจว เอเวอร์แกรนด์ ได้ถึงแผ่นดินจีน 2-1 แต่ก็จอดป้ายแค่รอบแบ่งกลุ่ม จากนั้นฤดูกาลถัดมา ปี 2013 ทีมแชมป์เซาะกราว ถูกจับให้อยู่ในกลุ่มอี. ร่วมกับ เอฟซี โซล ของเกาหลีใต้,เจียงซู ซานตี้ ของจีน และเวกัลตะ เซนดาอิ จากญี่ปุ่น แม้จะเจอคู่แข่งที่มีผลงานและชื่อชั้นเหนือกว่า แต่ บุรีรัมย์ ก็สามารถผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ ก่อนชนะ บุนยอดกอร์ ในรอบ 16 ทีม  

Could JDT follow up their AFC Cup win with a Champions League run? Photo: WSG

ขุมกำลังของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ยุคนั้นนำทัพโดย ธีราทร บุญมาทัน แบ็คซ้ายทีมชาติไทย, คู่แฝด สุรีย์ และสุรัต สุขะ รวมทั้ง สุเชาว์ นุชนุ่ม และการได้ประสานงานกับตัวต่างชาติอย่าง ออสมาร์ อิบันเญซ ปราการหลังสเปนที่คุมแนวรับได้อย่างแข็งแกร่ง, การ์เมโล กอนซาเลซ มิดฟิลด์สเปนอีกคนที่แม้จะไม่ใช่นักเตะดัง แต่มีส่วนสำคัญกับทีม รวมทั้ง ไค ฮิราโนะ ตัวรุกชาวญี่ปุ่น  ถือเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างนักเตะในประเทศกับนักเตะต่างชาติ และเมื่อบวกกับมันสมองการทำทีมของ "โค้ชแต็ก" อรรถพล ปุษปาคม ยอดโค้ชผู้ล่วงลับ ส่งผลให้ ทีมปราสาทสายฟ้า ยกระดับเป็นทีมแถวหน้าของเอเชียขึ้นมาทันที 
 
น่าเสียดายที่เส้นทางของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในซีซั่นนั้นต้องยุติลงเพียงแค่รอบ 8 ทีมสุดท้าย ด้วยน้ำมือของ เอสเตกอล ยักษ์ใหญ่จากอิหร่าน โดยนัดแรกบุกไปแพ้มา 0-1 แม้เกมนัด 2 นักรบประสาทสายฟ้า จะสู้สุดใจจนถึงนาทีสุดท้าย แต่ก็แพ้ไป 1-2 ตกรอบอย่างน่าเสียดายด้วยสกอร์รวม 1-3
 
ส่วนผลงานในฤดูกาลนี้ ทีมแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก ยังโชว์ฟอร์มน่าประทับใจ แต่โชคร้ายที่ไม่สามารถผ่านรอบแบ่งกลุ่ม แม้จะเก็บได้ถึง 10 คะแนนเท่ากับ ซองนัม อิลวา และกัมบะ โอซาก้า และมีผลต่างประตูได้เสียที่ดีกว่า แต่จบอันดับ 3 ของกลุ่ม  ตกรอบด้วยกฏเฮด ทู เฮด แบบน่าเจ็บใจ  ทว่าหากมองผลงานในช่วง หลัง บ่งบอกว่า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มีอนาคตที่สดใสกับถ้วยใบนี้ ขณะที่ทีมเพื่อนบ้านอย่าง บิน เยือง จากเวียดนาม ในซีซั่นนี้ก็มีเกมที่น่าสนใจคือการเสมอ ชนบุค ฮุนได จากเกาหลีใต้ รวมทั้งพลิกล็อกชนะ คาชิวะ เรย์โซล สโมสรจากญี่ปุ่นที่ที่เคยเข้าถึงรอบตัดเชือกปี 2013 และเข้ารอบก่อนก่อนรองชนะเลิศในฤดูกาลนี้
 
ปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับสโมสรฟุตบอลจากย่านอาเซียนคือเรื่องของความเชื่อมั่น จะเห็นได้ว่าทีมที่ได้สิทธิ์โม่แข้งในเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก จากย่านนี้ มีแนวทางการพัฒนาที่ชัดเจน และสอดคล้องกับเป้าหมายในเวทีสโมสรเอเชีย ไม่แน่ว่าในฤดูกาล 2016 ทีมจากย่านอาเซียน อาจพาเหรดกันเข้าถึงรอบน็อกเอาต์พร้อมๆกันก็เป็นได้ เพราะในโลกของฟุตบอล อะไรก็เกิดขึ้นได้