Supporter - จิตวิญญาณแฟนบอลนาวีและนิยามแห่งดอกประดู่

“พวกเราทุกลำ จำเช่นดอกประดู่.. วันไหนวันดี บานคลี่พร้อมอยู่.. วันไหนร่วงโรย ดอกโปรยตกพรู.. ทหารเรือเราจงดู ตายเป็นหมู่เพื่อชาติไทย” นี่คือท่อนหนึ่งในบทเพลงพระราชนิพนธ์ ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ชื่อเพลงว่า “ดอกประดู่” 

ความหมายในเนื้อเพลง ดอกประดู่ บ่งบอกถึงอัตลักษณ์ของทหารเรือไทย นั่นคือความสามัคคี กลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียว เฉกเช่นสโมสรฟุตบอลอันเป็นสัญลักษณ์ของกองทัพเรือ อย่างราชนาวีสโมสร ที่แม้จัเจอพายุคลื่นลมมรสุมไทยลีกซัดโหมกระหน่ำสักเพียงใด แต่ด้วยจิตวิญญาณแห่งชาติทหาร พวกเขาก็สามารถฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านั้นออกมาอย่างสง่างาม

และผู้ที่จะมาเล่าขานถึงเส้นทางการต่อสู้ร่วมกันของเหล่ากองเชียร์ทีมตะหานน้ำ คือ พี่สุริยา บุญสรวง ประธานกองเชียร์ของราชนาวีสโมสร กับหลากหลายเรื่องราว ตลอดการเดินทางบนเกลียวคลื่นแห่งทะเลลูกหนัง ถ้าพร้อมแล้ว ขอนำผู้อ่านไปออกเดินเรือสู่เรื่องราวของพวกเขา “แฟนคลับราชนาวี”

“ผมเริ่มเชียร์ทีมนี้ เพราะตัวผมเองรับราชการเป็นทหารเรือ มีโอกาสติดตามนายไปดูฟุตบอลบ้าง ตอนนั้นยังใช้ชื่อทีมว่า ราชนาวี-ระยอง ลงเล่นที่สนามกีฬากลาง จ.ระยอง แต่คุณเชื่อไหม? กองเชียร์ทั้งสนาม ตะโกนคำว่า ราชนาวี ราชนาวี กระหึ่มทั้งสนามตลอด 90 นาทีไม่มีหยุดพัก”

“พวกเขาส่วนใหญ่คือคนระยอง ไม่ใช่ทหารเรือ ยังตะโกนไม่หยุด ผมก็ย้อนกลับมามองตัวเอง เราเป็นทหารเรือแท้ๆ คำว่าราชนาวี มีความหมายกับตัวผมมาก นั่นคือแรงบันดาลใจในการหันมาเชียร์ของผมครับ” ประธานแฟนคลับราชนาวีเล่าถึงจุดเริ่มต้น

เมื่อทีมฟุตบอล "ตะหานน้ำ" โยกย้ายถิ่นฐานไปเล่นที่จังหวัดระยอง สร้างฐานแฟนบอลให้คนในจังหวัดตื่นตัวกับฟุตบอลลีกสูงสุด ในยุคที่ทีมองค์กร หรือทีมกองทัพต้องการสร้างฐานแฟนคลับ แต่แล้ววันหนึ่ง ราชนาวี ตัดสินใจกลับมายังบ้านของตัวเอง ที่สนาม กม.5 สัตหีบ พร้อมทิ้งอดีตความทรงจำไว้ที่ระยอง แน่นอนว่าการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะการหากองเชียร์กลุ่มใหม่

“ผมเข้ามาเชียร์ในช่วงปลายของทีมราชนาวี-ระยอง จากนั้นเราย้ายกลับมาใช้สนาม กม.5 ในปี 2012 ซึ่งเราโชคไม่ดีที่ช่วงนั้นสนามกำลังปรับปรุง ต้องโยกไปเล่นที่ สนาม สพล.ชลบุรี อยู่ 1 เลก”

“พอเราย้ายสนาม มันยากมากเลยที่แฟนคลับจากระยองจะมาเชียร์ เราเริ่มจากคน 4 คนประชุมกัน ทหารเรือ 3 คน คนนอก 1 คน ถามกันว่าใครร้องเพลงได้ ใครตีกลองได้ ใครช่วยอะไรได้บ้าง ทำกันเองหมดทุกอย่าง จาก 4 คนก็เพิ่มมา 10 คน 20 คน ตอนนั้นไม่มีเป็นประธานเชียร์ เขาก็เลยเลือกผม”

ด้วยความรักที่มีต่อสโมสร ทำให้พี่สุริยา ต้องเริ่มต้นหาแฟนคลับใหม่ด้วยตัวเอง ทั้งข้าราชการกองทัพเรือ และครอบครัว หรือแม้แต่เด็กๆเยาวชนในพื้นที่ ให้มาช่วยกันเชียร์ ...มีครั้งหนึ่ง ราชนาวีต้องขึ้นไปเล่นที่ภาคเหนือ ด้วยความที่ทีมมีงบเพียงน้อยนิดและเดินทางไกล ไม่สามารถหาที่พักได้ ต้องขอเจ้าอาวาสวัด นอนค้างคืนกันที่ วัดโขลงขาว จ.เชียงใหม่ เหลือเชื่อที่ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้น ทุกวันนี้ก็ยังเชียร์ทีมอยู่กันครบทุกคน

“ราชนาวีเป็นทีมไม่ใหญ่ เล่นกับใครก็เป็นรองเขาตลอด แต่สิ่งหนึ่งที่นักฟุตบอลราชนาวีทุกคนมีคือ การเล่นแบบไม่เคยยอมแพ้ใคร ไม่ว่าคุณจะเป็นทีมยักษ์ใหญ่แค่ไหน เราฮึดสู้ตลอด มันกลายเป็นเสน่ห์ของทีมเรา ผมกล้าพูดเลยว่า ถ้าคุณไม่เคยดูราชนาวีเล่น คุณอาจจะเฉยๆกับทีมเรา แต่ขอแค่ลองเข้ามาชมสักเกมหนึ่ง คุณจะต้องชอบราชนาวีแน่นอน”

ฤดูกาลที่ผ่านมา นับเป็นอีกหนึ่งซีซั่นที่ ราชนาวี ต้องต่อสู้อย่างหนัก หลังจากเลื่อนจากลีกล่างขึ้นมาไทยลีก พี่สุริยา ยอมรับว่าในช่วงต้นฤดูกาลทีมมีปัญหามากมาย ทั้งตัวผู้เล่น และผลการแข่งขันที่ไม่เป็นใจ จนต้องปลดโค้ชถึง 2 คน ทั้ง “โค้ชหมี” สุรศักดิ์ ตังสุรัตน์ กุนซือขวัญใจของพี่สุริยา รวมถึง “ขงเบ้งลูกหนัง” อาจหาญ ทรงทรัพย์งาม

“หลังเกมที่แพ้เมืองทอง 0-7 อ.อาญหาญ ประกาศลาออกทันที ตอนนั้นทุกคนคิดว่า ราชนาวี ไม่รอดแน่ เพราะเล่นก็มีแต่แพ้ สุดท้ายสโมสรลองใช้โค้ชบราซิลอย่างเตโก้ (สเตฟาโน่ คูกูร่า) เพราะน่าจะสื่อสารกับตัวต่างชาติเราได้ดี ซึ่งถือว่าเตโก้ มาได้ตรงเวลาพอดี”

“จุดเปลี่ยนของทีมคือเกมที่เราเอาชนะ สุพรรณบุรี เอฟซี ในบ้านของเขา 4-2 แมตช์นั้นครึ่งแรกเราถูกสุพรรณฯ ยำอยู่ข้างเดียว และโดนนำไปก่อน 2-0 แต่ราชนาวีฮึดกลับมายิง 4 ประตูพลิกกลับมาชนะ เราคว้า 3 แต้มสำคัญมาได้จากนั้นเราก็ชนะติดต่อกันอีกหลายนัด”

“กล้าพูดได้เลยว่า เรารอดตกชั้นเพราะ 3 คะแนนในวันนั้น นี่คือเกมที่ผมประทับใจที่สุดตั้งแต่เชียร์มา”

ด้วยความที่เป็นทีมกองทัพ การเล่นฟุตบอลแบบสุภาพบุรุษตามสโลแกน “NAVY SMART TEAM” คืออีกหนึ่งสิ่งที่แฟนบอลอย่างสุริยา ภูมิใจในทีมรักของเขา และมองเห็นอนาคตที่สดใสของราชนาวี พร้อมเชื่อว่าทีมจะสามารถยืนหยัดอยู่บนลีกสูงสุดได้ในฤดูกาล 2016 นี้

“ศักยภาพของทีมราชนาวีปีนี้สูงกว่าปีก่อน ดังนั้นความคาดหวังของแฟนคลับ ย่อมอยากเห็นทีมจบอันดับด้วยเลขตัวเดียว ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของผู้บริหาร ทีมเราเปลี่ยนแนวทางจากเดิมที่ต้องมีผู้เล่นที่เป็นทหารเรืออยู่ในทีมถึง 80-90% มาเหลือแค่ 20-30% เท่านั้น เพื่อเปิดโอกาสให้นักฟุตบอลฝีเท้าดีเข้าสู่ทีมเพิ่มมากขึ้น”

“แฟนบอลกับทีมราชนาวีก็เหมือนเพลงของทหารเรือ(เพลงดอกประดู่) ถึงเวลาบานก็บานพร้อมกัน โรยก็โรยพร้อมกัน ฟุตบอลเรา ถึงจะแพ้เราก็แพ้ด้วยกัน กอดคอร้องไห้ ให้กำลังใจกัน เวลาชนะเราก็ชนะ มีความสุขไปด้วยกัน พวกเราเป็นเหมือนในเพลง ไม่ทอดทิ้งกันครับ” ผู้นำเชียร์ทีมลูกประดู่ กล่าวทิ้งท้าย