สุรา/นารี /ใบแดง : ชำแหละชีวิตแข้งคนเถื่อนลูกหนังผู้ดี...รอย แม็คโดนาฟ

เขาอาจไม่ถูกจดจำมากเท่า ช็อปเปอร์ แฮร์ริส, บิลลี เบรมเมอร์ หรือ วินนี โจนส์ แต่ รอย แม็คโดนาฟ เป็นคนบ้าสุดอึดที่ไม่มีใครเหมือน เพราะคุณคงไม่มีสถิติโดนใบแดง 13 ใบ หากคุณเหมือนกับผู้อื่น

รอย แม็คโดนาฟ หยุดคิดอยู่นานกับคำถามที่ว่า “ผมจะจัดการกับเกมนี้อย่างไร?” จากนั้นอดีตแข้งจอมเก็บฝ่ายตรงข้ามของวอลซอลล์, โคลเชสเตอร์, เซาธ์เอนด์, เอ็กเซเตอร์ และ แคมบริดจ์ ตอบว่า “ผมจะไม่รอให้มันผ่านช่วงอบอุ่นร่างกายด้วยซ้ำ”

โดนัต(ชื่อเล่น)ได้รับใบแดง13 ใบเฉพาะการลงเล่นฟุตบอลในระดับอาชีพ แต่หากนับรวมระดับอื่นด้วยแล้วเขาได้รับถึง 22 ใบ ดังนั้นเขาจึงตั้งชื่อหนังอัตชีวประวัติของตัวเองว่า “Red Card Roy”

คำบรรยายในหนังสือเล่มนี้ช่วยอธิบายภาพให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น เซ็กซ์(Sex), เครื่องดื่มแอลกอฮอล์(Booze) และ โดนใบแดงอย่างรวดเร็ว(Early Baths) แม้ว่าแม็คโดนาฟจะคุ้นเคยกับการถูกจดชื่อลงในสมุดของผู้ตัดสิน และ ขึ้นชื่อลือชาเรื่องความเป็นคาสโนวาตัวพ่อ แต่สิ่งที่ทำให้ใครหลายคนรู้สึกประหลาดใจในตัวเขามากที่สุดคงหนีไม่พ้นพฤติกรรมการดื่มอันเลื่องชื่อ

เขาสามารถดื่มเบียร์ได้มากถึง 70 ไพท์ต่อ 1 สัปดาห์, 24 ไพท์ต่อ 1 ครั้ง และ 12 ไพท์ในคืนก่อนแข่ง ทริคเด็ดของเขาคือกระดกเบียร์หมด 1 ไพท์ในเวลาเพียง 7 วินาที “ผมเคยเห็นเขาทำแบบนั้นบนรถไฟ มันน่าประทับใจมากจริงๆ” เพอร์รี โกรฟส์ อดีตเพื่อนร่วมทีมแม็คโดนาฟกล่าวกับ FFT

เขาสามารถดื่มเบียร์ได้มากถึง 70 ไพท์ต่อ 1 สัปดาห์, 24 ไพท์ต่อ 1 ครั้ง และ 12 ไพท์ในคืนก่อนแข่ง ทริคเด็ดของเขาคือกระดกเบียร์หมด 1 ไพท์ในเวลาเพียง 7 วินาที

เบื้องหลังความอวดกล้าและพฤติกรรมอันหยาบคายของแม็คโดนาฟ แท้จริงแล้วเขาเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนโยนและต้องการอ้อมแขนของใครสักคนโอบกอด แต่เขากลับถูกวาดภาพว่าเป็นบุคคลโมโหร้ายและอันตรายเพียงด้านเดียว ผู้เล่นที่ทำอาชีพของตัวเองพังเพราะการตัดสินใจผิดพลาด, สัมผัสแต่เหตุการณ์เลวร้าย และ ไม่ยี่หร่ะกับคำว่าเสียใจ

เขาเติบโตขึ้นพร้อมกับการแบกรับคำตำหนิมากมายตั้งแต่สมัยวัยรุ่น โดยโกรฟส์กล่าวถึงเพื่อนเก่ารายนี้ว่า “เขาคือร็อตไวเลอร์เมื่ออยู่ในสนาม แต่เมื่ออยู่นอกสนามเขาเป็นเพียงพุดเดิล”

เสียสูญกับเบอร์มิงแฮม

ผมมาทำบ้าอะไรอยู่ที่นี่ ย้ายออกจากเบอร์มิงแฮมและมาเล่นกับวอลซอลล์? ไม่ถึงสัปดาห์หลังจากนั้นฟรานซิสกับเบอร์ชินได้รับบาดเจ็บรุนแรงทั้งคู่ มันคือโอกาสของผม แต่มันสายไปเสียแล้ว

แม็คโดนาฟโดนใบแดงไล่ออกจากสนามครั้งแรกตอนอายุ 16 หลังไปดึงคอเสื้อเอาเรื่องผู้ตัดสินระหว่างเกมรอบชิงชนะเลิศบอลถ้วยของโรงเรียนเบอร์มิงแฮม

เขาเกิดและเติบโตในย่านโซลิฮัลล์ทางตะวันตกของมิดแลนดส์ เขามีคุณสมบัติพร้อมทุกอย่างสำหรับการเป็นศูนย์หน้าตัวเป้าระดับท็อป “ฟุตบอลคือหอยนางรมของเขา” เอียน แอตกินส์ อดีตผู้จัดการของแม็คโดนาฟเผยกับ FFT “เขาเร็วมาก, สูงเกิน 180 ซม. และ มีความเป็นผู้นำ กองหน้าแบบนั้นยังต้องการอะไรเพิ่มอีกล่ะต่อให้เล่นยุคนี้ก็เถอะ”

แม็คโดนาฟตัดสินใจร่วมทีม เบอร์มิงแฮม ซิตี้ หลังเคยถูก แอสตัน วิลลา ทีมคู่ปรับร่วมเมืองปฏิเสธสมัยเป็นเยาวชน เขาลงประเดิมสนามช่วยต้นสังกัดนัดแรกเมื่อปี 1977 ด้วยวัยเพียง 18 ปี โดยยืนจับคู่กับ เทรเวอร์ ฟรานซิส อดีตดาวยิงคนดังทีมชาติอังกฤษที่เขาคอยเช็ดสตั๊ดให้เมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้

"You looking at me?" 18-year-old Roy at Birmingham

แม็คโดนาฟยิงประตูแรกในฐานะนักเตะอาชีพในเกมสองกับทีมลูกโลก หลังโหม่งประตูตีเสมอช่วยทีมในนัดสุดท้ายของฤดูกาลดังกล่าว ระหว่างเดินทางกลับบ้านโดยรถบัสในวันนั้นเอง เขาได้ลองลิ้มกับคำว่าเมาเป็นครั้งแรกในชีวิต

เขากล่าวหลังจบเกมนั้นว่า “ฤดูกาลหน้า ผมจะรักษาตำแหน่งตัวจริงในทีมและกลายเป็นสตาร์ดังให้ได้” แต่ความจริงเขากลับไม่ด้สัมผัสฟุตบอลระดับดิวิชัน 1 อีกเลยนับตั้งแต่ตอนนั้น

เซอร์ อัลฟ์ แรมซีย์ ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษชุดแชมป์โลก ตกลงร่วมบอร์ดบริหารของเบอร์มิงแฮมในช่วงซัมเมอร์นั้น พร้อมทั้งแนะทีมเซ็นสัญญาคว้า คีธ เบิร์ตชิน กองหน้าดีกรีทีมชาติอังกฤษชุดยู-21ร่วมทัพทันที ทำให้แม็คโดนาฟต้องกลับไปเล่นในทีมสำรองเหมือนเดิม สถานการณ์ของเขายังไม่ดีขึ้นจนกระทั่ง จิม สมิธ เทรนเนอร์คนใหม่บอกกับเขาว่า เขาสามารถพูดคุยกับสโมสรอื่นได้อย่างอิสระ ทำเอาดาวรุ่งรายนี้ถึงกลับเสียสูญเลยทีเดียว

วอลซอลล์ ทีมในระดับดิวิชันสามไม่น่าใช่ที่สำหรับแจ้งเกิดในอาชีพนักฟุตบอล แต่แม็คโดนาฟต้องการอยู่ใกล้บ้านและเชื่อว่าคงใช้เวลาอีกไม่นานในการกลับไปยืนจุดเดิม ทว่าเขากลับต้องเสียใจอย่างรวดเร็วกับการตัดสินใจครั้งนั้น “ผมมาทำบ้าอะไรอยู่ที่นี่ ย้ายออกจากเบอร์มิงแฮมและมาเล่นกับวอลซอลล์? ไม่ถึงสัปดาห์หลังจากนั้นฟรานซิสกับเบอร์ชินได้รับบาดเจ็บรุนแรงทั้งคู่ มันคือโอกาสของผม แต่มันสายไปเสียแล้ว”

Jim Smith at Brum: "The best manager I ever played for"

แอตกินส์กล่าวเสริมว่า “นับตั้งแต่เขาย้ายออกจากเบอร์มิงแฮม หลายสิ่งหลายอย่างเริ่มผิดพลาดไปหมด” แม็คโดนาฟโชว์ฟอร์มไม่ออกกับทีมใหม่และตกเป็นเป้ารุมโห่จากแฟนบอล จนกระทั่งเกมหนึ่งเขาทนไม่ไหวและพยายามกระโจนเข้าไปเอาเรื่องกับกองเชียร์กลุ่มนั้น ทว่าถูกเพื่อนร่วมทีมและเจ้าหน้าที่ในสนามห้ามปรามได้ทัน

วอลซอลล์ตกชั้นในฤดูกาลนั้นและแม็คโดนาฟได้รับใบแดงแรกในอาชีพจากการทำฟาวล์ใส่ ทอมมี สมิธ ตำนานฮาร์ดแมนของลิเวอร์พูล “บอลอยู่บริเวณริมเส้นและเขามีแนวโน้มไปถึงตรงนั้นได้ก่อน” แม็คโดนาฟ ย้อนความหลังถึงเสียงดังสนั่นที่เขาส่งสมิธลงไปนอนจมกับหิมะ

แม้ว่าวอลซอลล์สามารถเลื่อนชั้นกลับมาได้ภายใน 1 ปี ทว่าแม็คโดนาฟกลับสร้างปัญหานอกสนามมากขึ้น ชื่อเสียงในฐานะตัวสร้างปัญหาของเขาเริ่มเป็นที่รู้จัก อย่างไรก็ดี วอลซอลล์ยังยื่นสัญญาใหม่แต่ขอปรับลดค่าเหนื่อยให้กับแข้งจอมแสบพิจารณา แต่เขาตอบกลับมาว่า “เก็บไว้ในก้นแกเถอะ”

เจฟ เฮิร์สต์ คือตัวตลก

มองย้อนกลับไปผมคิดว่าตัวเองคงได้นั่งพูดคุยกับจิตแพทย์ เพราะผมสูญเสียความเคารพต่อตนเองและความรักต่อเกมฟุตบอลทั้งหมด ตั้งแต่ตอนนั้นผมก็กลายเป็นนักดื่มและเสือผู้หญิงตัวยง

แม็คโดนาฟตัดสินใจย้ายไปเล่นกับเชลซีในเดือนกันยายนปี 1980 และตั้งเป้าช่วยทีมเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุด แต่เขาไม่รู้เลยว่า เจฟฟ์ เฮิร์ส ฮีโรทีมชาติอังกฤษชุดแชมป์โลก 1996 คือเจ้านายคนใหม่ของตัวเอง “เชลซีเหมือนกับคณะละครสัตว์ และ เจฟ เฮิร์สต์ คือตัวตลก” เขากล่าว “เขาคือผู้จัดการทีมที่ห่วยที่สุดที่ผมเคยลงเล่นให้”

แม็คโดนาฟเล่าต่อว่า เฮิร์สต์ไม่เคยเห็นเขาเล่นก่อนย้ายมาร่วมทีมสิงห์บลูและยังไม่เคยมาดูเขาลงเล่นกับทีมสำรองของสโมสรอีกต่างหาก หลังแทบไม่ได้รับโอกาสในทีมชุดใหญ่เลยในอีก 18 เดือนต่อมา

แมทช์หนึ่งในเกมชุดใหญ่เขาถูกส่งลงเล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟและคอยรับหน้าที่ตามประกบ ร็อบ เรนเซนบริงค์ ดาวยิงทีมชาติฮอลแลนด์ชุดฟุตบอลโลกในระหว่างเกมอุ่นเครื่องกับ เอฟซี ดอร์เดรชท์ “เหงื่อเขาออกน้อยมาก” แม็คโดนาฟย้อนถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น “โยฮัน ครัฟฟ์ ยืนในตำแหน่งหลังศูนย์หน้าทั้งสอง ดังนั้นผมจึงแอบทิ้งเรนเซนบริงค์ในบางโอกาสเพื่อเข้าสกัดครัฟฟ์ ผมพอใจมากที่สกัดครัฟฟ์ได้ถึง 2 ครั้ง แม้ว่าจะโดนเขาหลอก 39 ครั้งก็ตาม”

Hurst should have realised signing Viv Richards was a bad idea

เชลซีเป็นฝ่ายคว้าชัยในเกมนั้นด้วยสกอร์ 4-2 แต่เฮิร์สต์กลับตำหนิแม็คโดนาฟใน 10 นาทีที่ทีมเล่นแย่ เขากล่าวด้วยควงามเสียใจหลังรู้ว่าไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมของโค้ชในเวลาต่อมาว่า “เชลซีทำร้ายจิตใจผม มองย้อนกลับไปผมคิดว่าตัวเองคงได้นั่งพูดคุยกับจิตแพทย์ เพราะผมสูญเสียความเคารพต่อตนเองและความรักต่อเกมฟุตบอลทั้งหมด ตั้งแต่ตอนนั้นผมก็กลายเป็นนักดื่มและเสือผู้หญิงตัวยง ผมคิดว่าอยากปาร์ตี้เพียงอย่างเดียว”

แม็คโดนาฟตัดสินใจย้ายไปเล่นกับสโมสรที่ใกล้ที่สุดที่แสดงความสนใจในตัวเขา “พวกเราอยู่ในดิวิชันไหนหรอ?” เขาถามคนในสโมสรในวันแรกที่ย้ายมาอยู่กับ โคลเชสเตอร์ ทีมระดับดิวิชันสาม เมื่อปี 1981 อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เลย เพราะตอนนั้นผู้หญิงกับแอลกอฮอล์สำคัญกับเขามากกว่า คืนหนึ่งเขามีโอกาสสังสรรค์กับ เทอร์รี บุทเชอร์ กองหลังคนดังของทีมชาติอังกฤษที่แก้ผ้ากระโดดขาเดียวและเอามือปิดตาข้างหนึ่งในบาร์ “เทอร์รีคือเพื่อนที่ดี แต่เขาไม่ได้อยู่ในระดับของพวกเรา เพราะพวกเราคือปีศาจ” แม็คโดนาฟกล่าวถึงเพื่อนคนดัง

Winning the Conference with Colchester in 1992

จากนั้นไม่นานแม็คโดนาฟต้องพบกับเรื่องสะเทือนใจ เมื่อ เดวิด ลียงส์ กองหน้าเพื่อนร่วมทีมที่เพิ่งดื่มด้วยกันไม่กี่ชั่วโมงก่อนเกิดเสียชีวิตหลังงานวันเกิดอายุครบ 26 ปีของเขาเพียง 3 วัน เขาตัดสินใจใส่เสื้อหมายเลข 9 ของเพื่อนรักในเกมกับทรานเมียร์ใน 2 วันต่อมา ก่อนแสดงความดีใจสุดเหวี่ยงหลังยิงประตูช่วยทีมขึ้นนำหลังเกมเริ่มไปเพียง 45 วินาที หลังจากนั้นไม่นานเขาก็กลับสู่สภาพเดิมและถูกส่งลงไปเล่นในทีมสำรองจนต้องย้ายออกจากโคลเชสเตอร์ในที่สุด ต่อมาเขาย้ายไปเล่นกับ เซาธ์เอนด์, เอ็กเซเตอร์ และ แคมบริดจ์ โดยอยู่กับทุกสโมสรไม่ถึง 1 ฤดูกาล และ 2 ใน 3 ทีมนี้มีอันต้องตกชั้น

มอยส์? ไอ้หนุ่มบ้านนอกตัวใหญ่จาก กลาสโกว์ เซลติค ลงเล่นโดยไร้ความก้าวร้าวได้อย่างไรกัน เขาหมดพลังไปกับการทำเสียงแกะถึงพระเจ้าอยู่หรอ?

เขาหมดอนาคตกับเซาธ์เอนด์หลังจากไปชกหน้า โคลิน ฮาร์เปอร์ ผู้ช่วยผู้จัดการทีมในระหว่างลงทีมข้างละ 5 คน จากนั้นเขาปฏิเสธข้อเสนอของมิลวอลล์และเลือกย้ายไปเล่นกับ เอ็กเซเตอร์ ที่มี เจอร์รี ฟรานซิส อดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษคุมแทน ในระหว่างนี้แม็คโดนาฟมีโอกาสดวลแข้งกับ เดวิด มอยส์ พร้อมกล่าวถึงคู่แข่งรายนี้ว่า “ไอ้หนุ่มบ้านนอกตัวใหญ่จาก กลาสโกว์ เซลติค ลงเล่นโดยไร้ความก้าวร้าวได้อย่างไรกัน เขาหมดพลังไปกับการทำเสียงแกะถึงพระเจ้าอยู่หรอ?”

ส่วนวีรกรรมสมัยอยู่กับแคมบริดจ์ของเขาส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการดื่ม คืนหนึ่งหลังจากฉลองคริสต์มาสในผับแห่งหนึ่ง เขาเมามากและใส่เหรียญในตู้เก็บเงินเพื่อเข้าไปในลานจอดรถไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจย่อตัวลงก่อนกระโดดข้ามมันไปเสียเลย

กระโดดถีบพูลิส

แม็คโดนาฟกระโดดถีบ โทนี พูลิส ในเกมเอฟเอ คัพ จนโดนไล่ออกจากสนาม เนื่องจากฝังใจเจ็บจากการเผชิญหน้ากันนัดก่อนที่ถูกคู่กรณียั่วยุ

“นายโอเคใช่มั้ยเพื่อนตัวยักษ์?” บ็อบบี้ มัวร์ ผู้จัดการทีมเซาธ์เอนด์ถาม “นายจะไม่ทำให้ฉันผิดหวังใช่มั้ย?”

“แน่นอน เจ้านาย” แม็คโดนาฟตอบกลับ แต่หลังจากนั้น 7 นาที เขากลับต้องกลับเข้ามาอาบน้ำก่อนใครเพื่อนเพราะโดนไล่ออกจากสนาม นั่นคือใบแดงใบแรกจาก 7 ใบที่เขาได้รับสมัยอยู่กับเซาธ์เอนด์ และเป็นหนึ่งในไม่กี่ใบที่เขารู้สึกเสียใจ แม็คโดนาฟได้ลงเล่นกับผู้จัดการทีมที่เขาถวิลหา ดังนั้นเขาจึงหันมาให้ความสำคัญกับการลดน้ำหนักและเร่งความฟิต ตอนนี้เหตุผลในการดื่มของเขามีไว้เพื่อเข้าสังคมเท่านั้น

แต่อดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษชุดแชมป์โลกกลับเห็นลูกทีมรายนี้ฟิวส์ขาดเหมือนเดิม หลังแม็คโดนาฟกระโดดถีบ โทนี พูลิส ในเกมเอฟเอ คัพ จนโดนไล่ออกจากสนาม เนื่องจากฝังใจเจ็บจากการเผชิญหน้ากันนัดก่อนที่ถูกคู่กรณียั่วยุ เขารู้สึกเสียใจที่ทำให้มัวร์ต้องผิดหวัง

เดฟ เว็บบ์ เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมเซาธ์เอนด์แทนมัวร์ แต่แม็คโดนาฟกลับไปทำตัวเหมือนเดิมอีกครั้ง ในระหว่างเกมอุ่นเครื่องกับ คริสตัล พาเลซ เขาพยายามหักนิ้ว เชน เวสต์ลีย์ หลังไม่พอใจที่ เอียน ไรท์ ย่ำนิ้วเพื่อนร่วมทีมของเขาก่อน สุดท้ายเวสต์ลีย์เอ็นนิ้วมือฉีกและต้องเข้ารับการผ่าตัดนานถึง 5 ชั่วโมง

There were some... er, meaty challenges

เซาธ์เอนด์มีอันต้องร่วงตกชั้นในฤดูกาลรองสุดท้ายของแม็คโดนาฟกับสโมสร แต่พวกเขาสั่งลาซีซั่นนั้นนั้นด้วยการตะลุมบอนกับแข้งฝ่ายตรงข้าม หลังเกิดมีปากเสียงกับ เอียน ฮอลโลเวย์ ผู้เล่นบริสตอล โรเวอร์ส ในสนาม จนเรื่องราวบานปลายผู้เล่น 16 คนของทั้งสองทีมยกพวกอัดกันในห้องแต่งตัว เขามีบทบาทน้อยลงในปีสุดท้ายกับต้นสังกัด แต่ยังโดนไล่ออกจากสนามบ่อยเช่นเดิม เริ่มจากในเกมลีกคัพกับสเปอร์ส จากนั้นเขาโดนใบแดงอีกครั้งจากการถูกหาว่าย่ำใส่ โรเจอร์ เอลี แข้งของเบิร์นลีย์ “ใบแดงส่วนใหญ่ของผมยุติธรรมดี แต่ใบแดงนั้นมันผิดพลาดสิ้นดี เพราะผมไม่โดนตัวเขาเลย” เขากล่าวถึงจังหวะนั้น

ในเดือนกันยายนปี 1990 แม็คโดนาฟย้ายกลับมาเล่นกับโคลเชสเตอร์เป็นคำรบสองและโดนใบแดงทันทีในเกมแรก แต่หลังจากนั้นเขาไม่เคยโดนไล่ออกอีกเลยเป็นเวลานานถึง 2 ปี ทุกสิ่งทุกอย่างแตกต่างไปนับตั้งแต่เขาแต่งงาน ตอนนั้นเขาในวัย 32 ปี รู้ดีว่า การลงเล่นในลีกสมัครเล่นคือโอกาสสุดท้ายสำหรับการหวนคืนวงการลูกหนัง ไม่มีใครสามารถเดาได้เลยว่าเขาจะทำอะไรต่อไป

เอียน แอตกินส์ อยู่กับโคลเชสเตอร์เพียงฤดูกาลเดียวก่อนลาออกไปรับงานคุมทีมเบอร์มิงแฮม แต่สิ่งที่น่าแปลกใจกว่าคือแม็คโดนาฟได้รับการแต่งตั้งเป็นกุนซือคนใหม่ของทีมต่อจากเขา นี่คือสิ่งที่พิสูจน์ว่าบุคลิกภายนอกของเขาไม่ได้บอกทุกอย่าง

“สิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างแรกคือรอยยังเป็นนักเตะและยังอยู่แถวหน้าเสมอเมื่อถึงเวลาดื่มและหยอกล้อ” มาร์ค คิงเซลลา กองกลางทีมชาติไอร์แลนด์ซึ่งเคยเป็นเด็กปั้นของโคลเชสเตอร์ กล่าวย้อนความหลัง “เขาดูแลนักเตะดาวรุ่งในทีม, คอยสอนเรื่องการใช้ชีวิตและฟุตบอล และ ต้องการให้ทุกคนทุ่มเทเต็มร้อยขณะซ้อมเหมือนตอนลงแข่ง ในลีกที่เต็มไปด้วยการเตะและการถูกจู่โจม เขายังคงต้องการเล่นฟุตบอล” โคลเชสเตอร์ทำสถิติซิวดับเบิลแชมป์ทั้งลีกสมัครเล่นและถ้วยเอฟเอ โทรฟี่ โดยแม็คโดนาฟซัลโวไปถึง 29 ประตู ขณะที่สไตล์คุมทีมของเขานั้นไม่เป็นไปตามแบบแผน เขาเคยสั่งให้ลูกทีมเลิกซ้อมและเล่นคริคเก็ตแทน แถมยังเคยเปิดวีดีโอโป๊บนรถของทีมอีกต่างหาก แต่สิ่งเหล่านี้มันกลับได้ผล

Winning the 1992 FA Trophy

สิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างแรกคือรอยยังเป็นนักเตะและยังอยู่แถวหน้าเสมอเมื่อถึงเวลาดื่มและหยอกล้อ แต่เขาก็ดูแลนักเตะดาวรุ่งในทีมด้วย

- มาร์ค คิงเซลลา

สิ่งที่น่าขำที่สุดคือเขาวิ่งเข้าไปกอดกับ มาร์ติน โอนีล เทรนเนอร์ของวีคอมบ์ วันเดอร์เรอร์ ทีมคู่แข่งในลีกสมัครเล่น แม็คโดนาฟเอาจริงเอาจังกับการแข่งขันในทุกโอกาสและมีความรอบคอบในเวลาเดียวกัน ครั้งหนึ่งเขาเคยสั่งให้ลูกทีมบุกเต็มกำลังทั้งที่มีสกอร์นำวีคอมบ์ฯ 3-0 อีกครั้งหนึ่งเขาถูกเตือนว่าจะโดนปรับเงินหากส่งผู้เล่นชุดสำรองลงสนามในเกมที่ไร้ความหมายในถ้วยบ็อบ ลอร์ด โทรฟี ดังนั้นเขาจึงใส่ชื่อนักเตะชุดใหญ่ลงเล่นแบบฟูลทีม แต่กลับเปลี่ยนตำแหน่งการยืนของทุกคนและสั่งห้ามเข้าสกัดคู่แข่งแม้แต่ครั้งเดียว ผลปรากฎว่าโคลเชสเตอร์แพ้ 6-1 ในเกมนั้น

ความเป็นศัตรูระหว่าง โคลเชสเตอร์ กับ วีคอมบ์ฯ ยังคงดำเนินต่อไป หลังฝ่ายหลังได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่ฟุตบอลลีกอาชีพในฤดูกาลต่อมา  แม็คโดนาฟยั่วยุแฟนบอลในสนามอดัม พาร์ค หลังนำทีมบุกถลุงคู่ปรับถึงถิ่น 5-2 ถึงขนาดผู้อำนวยการของวีคอมบ์ และ อลัน ฟาร์รี ผู้บรรยายเกมทางทีวี ต่างเรียกร้องให้เขาโดนจับฐานจุดชนวนให้เกิดจลาจล

แต่จนแล้วจนรอดแม็คโดนาฟกลับไม่เป็นที่ต้องการบอร์ดบริหารสโมสร ทั้งที่นำทีมขึ้นสู่ดิวิชันสี่ด้วยงบประมาณอันน้อยนิด โดยคิงเซลลากล่าวว่า “ก่อนเกมหนึ่งเขาพูดว่า ‘มีหลายสิ่งหลายอย่างรบกวนจิตใจเรา แต่อย่าตอบโต้ จงอดกลั้น เล่นในเกมของเรา และ ออกจากที่นี่พร้อมกับ 3 คะแนน’ แต่เขากลับโดนไล่ออกภายในเวลา 10 นาที”

ผมไม่เคยหาข้ออ้างเพื่อทำร้ายใคร

ในขณะที่แม็คโดนาฟไม่เคยเสียใจกับใบแดงมากมายที่ได้รับและให้ความสนใจกับแอลกอฮอล์กับผู้หญิง เขารู้ดีว่าอาชีพของตัวเองนั้นสุดโต่งแค่ไหน

หลังจากโดนปลดจากตำแหน่งกุนซือโคลเชสเตอร์ในช่วงซัมเมอร์ปี 1994 แม็คโดนาฟกลับไปเล่นฟุตบอลอีกครั้งกับสโมสรระดับนอกลีกและยังได้รับใบแดงเหมือนในอดีต

“ผมยังคงต้องการเล่นอยู่ แต่ผมกลายเป็นคนไร้งานหลังจากทำผลงานไม่ดีเพียงไม่กี่นัด แฟนบอลกลับกลับเรียกร้องสโมสรให้คนอื่นเข้ามาแทนทั้งที่ผมพาโคลเชสเตอร์ขึ้นมา” เขาอธิบาย “ถ้าผมยังเล่นต่อไป มันคงง่ายกว่าเดิมมากกับการหวนกลับไปรับงานคุมทีมอีกครั้ง”

Over the top: the headlines...

หลังจากประสบความสำเร็จกับการหันมาเอาดีในอาชีพเซลขายรถยนต์ แม็คโดนาฟตัดสินใจย้ายไปอยู่ในสเปนและหันไปเอาดีกับการขายอสังหาริมทรัพย์รอบๆรีสอร์ทลา มังก้า แทน

ในขณะที่แม็คโดนาฟไม่เคยเสียใจกับใบแดงมากมายที่ได้รับ (ผมเต็มใจทำ ผมไม่เคยหาข้ออ้างเพื่อทำร้ายใคร) และ ให้ความสนใจกับแอลกอฮอล์และผู้หญิง (มันไม่ได้สำคัญและไม่ได้ฉลาด แต่มันทำให้ผมสนใจ) เขารู้ดีว่าอาชีพของตัวเองนั้นสุดโต่งแค่ไหน

“ในคืนวันเสาร์ ผมดูรายการเอ็ก แฟ็คเตอร์ และ เห็นผู้เข้าแข่งขันหลายคนต้องตกรอบ น้ำตาไหลของผมลงมาตามแก้ม ผมรู้ดีว่าเป็นเพราะอะไร ผู้คนเหล่านั้นต่างมีชีวิตอยู่เพื่อความฝันเหมือนกับผม จากนั้นเกมกลับทำให้ผมต้องเป็นคนบ้าบอ” แม็คโดนาฟ ทิ้งท้าย