SUSI : แบรนด์ (ไม่ดัง) คนไทย ที่ได้หนุนทีมฟุตบอลของ ‘เคซุเกะ ฮอนดะ’

นี่ คือ แบรนด์เสื้อผ้ากีฬาหัวใจอินดี้สัญชาติไทย “SUSI”  พวกเขาไม่ต้องการต่อกรกับผลิตภัณฑ์กีฬายักษ์ใหญ่อย่าง ไนกี้, อาดิดาส, แกรนด์สปอร์ต หรือกระทั่ง วอริกซ์ แต่พวกเขา คือ แบรนด์เล็กๆ ที่ต้องการสร้างความแปลกแหวกแนวให้กับวงการเสื้อผ้ากีฬาไทย และอาเซียน ก่อตั้งในลักษณะ SME คิดเอง, ออกแบบเอง, กำหนดเนื้อผ้าที่อยากได้เอง และขายด้วยตัวเองจากแนวคิดของชายเพียง 2 คน

FFT TH ได้พูดคุยกับหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง “SUSI” ...อะไร คือ จุดเริ่มต้นของแนวคิดอันแหวกกระแสเสื้อผ้ากีฬาในสังคมไทย และอะไรทำให้ทีมฟุตบอลของ เคซุเกะ ฮอนดะ ต้องใช้ผลิตภัณฑ์ของเขาและหุ้นส่วน

ปอ-จุมพน มั่งคั่ง จะมาเล่าให้คุณฟัง...

จุดเริ่มต้น

จุดเริ่มต้นของธุรกิจนี้ คือ ผมอยากทำอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับ ‘ฟุตบอล’ และผมชอบเสื้อบอลอยู่แล้ว ก็เลยทำคุยกับ พี่กอล์ฟ-ภูเบศ ศุภพิพัฒน์ (อดีตผู้จัดการทีมฟุตบอลลาวโตโยต้า เอฟซี) ซึ่งเรารู้จักกันมานานและเคยทำงานร่วมกันในทีมบีอีซี เทโรศาสน เขาบอกว่า “งั้นเรามาทำจริงจังดีกว่า” ก่อนมาตั้งชื่อแบรนด์ของเราได้ว่า ‘SUSI’

ความจริงผมเป็นมนุษย์ที่ชื่นชอบ และบ้าเสื้อบอลมาก ผมจำได้ว่าการออกเดทครั้งแรกกับแฟนเก่าของผม พยายามแต่งตัวให้ดีที่สุด...สุดท้ายผมต้องเดินกลับมาห้องแล้วใส่ชุดบอลออกไป เพื่ออยากให้เขารู้ว่า เราเป็นคนแบบนี้ แต่ผมก็รู้สึกว่าอย่างคนญี่ปุ่น เขาก็ใส่เสื้อฟุตบอลออกไปเที่ยวโน่นนี่กันได้ และก็เคยคิดว่ามันน่าจะมีชุดฟุตบอลที่เหมือนเป็นชุดไปเที่ยวจริงๆ มีลายอะไรที่แหวกแนว ผมก็เลยคิดว่า ถ้าจะทำเสื้อบอลขายผลิตภัณฑ์ของผม มันต้องใส่เที่ยวได้จริงๆ คือ ได้อารมณ์เหมือนกับเป็นชุดธรรมดาๆ ที่ใส่แล้วเท่ๆ แนวๆ ได้จริง หลุดจากคอนเซ็ปต์เสื้อกีฬาไปเลย   

ผมเริ่มออกแบบมาชุดแรก ตั้งแต่ประมาณกลางปี 2016 และก็เปิดขายทางออนไลน์ล้วนๆ ไม่มีหน้าร้าน เริ่มแรกก็มีพวกคนที่รู้จักมาสั่งซื้อ น่าจะประมาณ 60 - 70 ตัว จากนั้นก็เริ่มมีทีมฟุตบอลพวกอะคาเดมี่ฟุตบอลหรือทีมเล็กๆมาสั่งเพิ่มขึ้นให้เราออกแบบเสื้อฟุตบอลให้ รวมถึงพวกโรงเรียนสอนฟุตบอลเล็กๆบ้าง มันยังไม่มีทีมอาชีพจากลีกล่างๆเข้ามาหรอก แต่ก็ถือว่าโอเคกับการเริ่มต้น

ลวดลายที่แฝงความหมายถึงความสงบและอิสระเสรี

ที่มาของชื่อ ‘SUSI’ สุดคลาสสิค

ผมโทรศัพท์คุยกับพี่กอล์ฟ (ภูเบศ ศุภพิพัฒน์) เราต่างถามกันว่าชีวิตเรามาอยู่จุดนี้ได้อย่างไร? ผมก็เลยบอกแกว่า เอางี้...งั้นชื่อแบรนด์เราชื่อว่า ‘สู้สิ’ (SUSI) ละกัน มันเป็นความหมายที่ดีสำหรับคนกีฬาที่จะต่อสู้กับเกมการแข่งขัน และมันถ้าอ่านเป็นภาษาอังกฤษ มันจะฟังดูคล้ายๆภาษาญี่ปุ่นด้วย ก็ดูอินเตอร์ไปอีกแบบ…

แต่ความจริงแล้ว นายไบรอัน แอล มาร์คา (อดีตประธานสโมสรฟุตบอลบีอีซี เทโรศาสน) คือ แรงบันดาลใจของการคิดชื่อแบรนด์ของผมขึ้นมา ท่านมักพูดว่า “สู้สิ ครับ สู้สิ” เวลาลงไปให้กำลังใจนักฟุตบอล เอาจริงๆ คือ ตอนแรกพี่กอล์ฟเองก็ไม่รู้ความหมาย...

จนกระทั่งผมบอกแกก่อนวางสาย...แกฮาเลย!  

คอนเซ็ปต์

ลายเสื้อผ้าเราจะแหวกแนวแหวกกระแส แต่ก็มี ‘แนวคิดหลัก’ ในตัวมันเอง ผสมผสานระหว่าง ‘กีฬา’  กับ ‘สตรีท’ และก็เราไม่ได้ผลิตขึ้นมาทีละเยอะๆ...

ผมเริ่มทำคอลเลคชั่น (Collection) ใหม่ๆต่อๆมาขายผ่านออนไลน์ เป็นชุดเป็นสีชมพูลายทหาร,  มีแนวเสื้อบอลย้อนยุค และตัวหนึ่งที่ผมชอบมากคือลาย ‘ราสต้า’ เป็นเสื้อบอลแนวเรกเก้ ตัวนี้กระแสดีมากคนสั่งเยอะมาก...ถามว่าทำไมถึงเอาลายกัญชามาใส่ในเสื้อบอล?  ไม่ใช่ว่าเราสนับสนุนสิ่งมึนเมาอะไร แต่บางทีมันก็อาจสื่อถึงอิสระเเละเสรีภาพ มันเป็น Peace Logo แฝงด้วยความสดใส ความสนุกสนานของเพลงเรกเก้ มันก็เหมือนเเบรนด์ของเรานั่นแหละ...เวลาใส่ไปสถานที่ท่องเที่ยวที่มีคนต่างชาติเยอะๆ ฝรั่งก็มักเข้ามาถามนี่มันเสื้ออะไร? มีทีมฟุตบอลทีมนี้ด้วยเหรอ?

แบรนด์ผมยังไม่ใช่แบรนด์ที่ใหญ่อะไร แต่ก็ถือว่าดีในระดับหนึ่งสำหรับการเริ่มขายของบนอินเตอร์เน็ต เสื้อคอกลมผมขายอยู่ 450 บาท คอปก 580 บาท มันอาจค่อนข้างสูงสำหรับเสื้อกีฬา แต่อย่างที่บอกว่าคอนเซ็ปต์ของมันคือการผสมผสานระหว่างเสื้อผ้าแนว สตรีทกับกีฬา มันไม่ใช่กีฬา 100 เปอร์เซนต์เหมือนกับผลิตภัณฑ์กีฬาทั่วไป คือถ้าเราไปกดราคาให้มันถูกเกินไป มันจะไม่ต่างกับแบรนด์กีฬาอื่นๆ ส่วนเนื้อผ้าดีไหม? ผมขอบอกเลยว่าเสื้อผ้าของเราใช้ผ้าเนื้อที่ใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์กีฬายักษ์ใหญ่ยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งเขาขายกันประมาณ 2,000 บาทขึ้นไป...

บอกตามตรงว่าตอนแรกที่ทำมันไม่ได้กำไรเท่าไหร่หรอก เหมือนทำเอาความสนุก ตอบสนองความชอบมากกว่า

เสื้อลาย "ราสต้า" ที่ขายดิบขายดี

เป็นกระแส (เล็กๆ)

ผมเริ่มทำคอลเลคชั่นหลากหลายมากขึ้น และผมออกแบบเสื้อสำหรับกองเชียร์ทีมชาติไทยขึ้นมา ไม่ใช่ว่าไม่อุดหนุนเสื้อเชียร์ทีมชาติไทย หรือ เสื้อแข่งทีมชาติไทยนะ แต่มันเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่แฟนบอลจะได้ใส่เสื้อเชียร์ในสไตล์ของตัวเอง พอทำปุ๊ปมีพี่คนหนึ่งเขาถูกใจ...

คุณอาจเคยเห็นพี่ที่ไปยืนเชียร์คนเดียวที่ฮานอย ประเทศเวียดนาม (ชื่อ พี่หลิ่ม-วิรุฬห์ วิเชียรวัฒนชัย) ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ระหว่างไทยกับกัมพูชา เกมนั้นแกก็ใส่ชุด  ‘SUSI’ ของเราไปเชียร์อยู่คนเดียว จนกลายเป็นกระแสในโลกโซเชียล คนก็มาถามกันว่า นี่มันเสื้ออะไร? ตอนนั้นก็เลยมีคนทักมาสั่งกันมากขึ้น ขายได้ประมาณ 50 - 60 ตัว ถือว่าเยอะทีเดียว

แต่ทุกอย่างก็เงียบและซาลงไปหลังเกิดเหตุการณ์ในหลวง รัชกาลที่ 9 สวรรคต

พี่หลิ่ม กองเชียร์ไทยที่ทำให้แบรนด์ SUSI เริ่มเป็นที่คุ้นหูคุ้นตาบนโลกโซเชี่ยลขึ้นมา 

เปิด AEC อิน เมืองมรดกโลก

หลังจากนั้นผมมาคุยกับพี่กอล์ฟเล่นๆว่า...ถ้าเราจะทำให้มันโตกว่านี้ เราควรไปจับเป็นสปอนเซอร์ หรือสนับสนุนชุดแข่งขันให้กับทีมฟุตบอลใดทีมหนึ่ง จริงๆการเป็นสปอนเซอร์ ถ้ามีเงินถึงมันก็สามารถเข้าไปอ้มชูได้เลย แต่เราไม่ใช่ไง…

เราก็เลยมาคิดว่า ถ้าเราไม่เลือกทีมใหญ่ แต่เลือกทีมในประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ในเมืองที่มีเอกลักษณ์ มีความพิเศษ มันก็พอเป็นไปได้ และอยู่ๆผมก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า ที่กัมพูชา ฟุตบอลกำลังเริ่มบูมขึ้นมา ผมเลยถามพี่กอล์ฟว่า ที่เมืองเสียมเรียบ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ‘นครวัด’ หนึ่งในมรดกโลก มีทีมฟุตบอลรึเปล่า เพราะความเป็นเมืองมรดกโลก ทุกๆคนย่อมอยากจะไปเที่ยวอยู่แล้ว และทุกๆคน ก็ต้องรู้จัก ‘นครวัด’  

นักเตะทีมเสียมเรียบ อังกอร์ เอฟซี กับชุดสุดแหวกแนว ที่พอใส่แล้วก็ดูอินดี้ขึ้นมาไม่หยอก

ตอนนั้นผมคิดว่า สมมติคุณไปเป็นสปอนเซอร์ทีมๆหนึ่งในกัมพูชา ที่ไม่ได้มีสิ่งดึงดูดใดๆ ต่อให้เป็นทีมที่เก่ง มันก็ยังเป็นแค่ทีมๆหนึ่งในกัมพูชา แต่ถ้าผมเป็นสปอนเซอร์ให้ทีมในเมืองที่มี ‘นครวัด’ มันมีคุณค่ามากกว่านะ ปรากฏว่าที่เมืองเสียมเรียบ มีทีมฟุตบอลอยู่ทีมหนึ่งจริงๆ เป็นทีมในลีกรอง และเป็นทีมประจำเมืองด้วย (ชื่อทีมว่า เสียมเรียบ อังกอร์ เอฟซี) ผมก็มาคิดว่านี่แหละ ใช่เลย! มันเจ๋งนะ ถ้าเราไปโปรโมตแบรนด์ของเราที่นั่น และการสนับสนุนเขาก็เหมือนเป็นการช่วยพัฒนาไปได้อีกทาง

พี่กอล์ฟ...ด้วยความที่แกมีเครือข่ายในอาเซียนเยอะ ก็หาทางติดต่อไป ปรากฏว่าพวกเขาสนใจ และลองให้ผมออกแบบเสื้อแข่งไปให้ ผมออกแบบเสื้อทีมของพวกเขาเป็นลาย ‘ปราสาทนครวัด’ พาดกลางหน้าอก พวกเขาตอบอีเมล์ตกลงร่วมงานกับพวกผมทันที เพราะคนที่นั่นเขาภูมิใจในตัวปราสาทนครวัดอยู่แล้ว ทีมออกแบบทีมอื่นๆเขาไม่ได้ใส่ตรงนี้ลงไป แต่พอเขาเห็นของเรา พวกเขาโอเคเลยทันที และก็ทำการตกลงกันว่าจะให้เราผลิตเสื้อแข่งให้พวกเขาในจำนวนที่เราพอสู้ได้

ผมไม่รู้หรอกว่าพวกเขาจะเป็นทีมที่เก่งที่สุดในกัมพูชารึเปล่า… แต่พวกเขามีเสื้อฟุตบอลที่แหวกแนว และสวยที่สุดในกัมพูชาแน่นอน

คุณปอ-จุมพน (ซ้ายสุด) และคุณกอล์ฟ-ภูเบศ (คนใส่แว่น) ไปเปิดตัวเป็นผู้สนับสนุนเสื้อผ้าให้กับทีมเสียมเรียบอย่างเป็นทางการ

เติบโตไปกับ ‘เคซุเกะ ฮอนดะ’

หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ พี่กอล์ฟ ไลน์มาบอกผมว่า ‘ฮอนดะ’ มาซื้อทีม

ตอนนั้นผมคิดว่า คงเป็นคนชื่อ ‘ฮอนดะ’ เหมือนกันแล้วเขามาอำผม...สรุปเป็น ‘เคซุเกะ ฮอนดะ’ กองหน้าทีมชาติญี่ปุ่นจริงๆ

บอกตามตรงว่าตอนแรกผมกลัวว่าทางทีมเสียมเรียบ เขาจะเทผมซะแล้ว เครียดอยู่ว่าพวกเขาจะทิ้งดีลกับพวกผมไหม เพราะคิดว่าได้นักเตะอย่าง ฮอนดะ มาเป็นเจ้าของใหม่ เขาอาจต้องการผลิตภัณฑ์ของญี่ปุ่น หรือแบรนด์ดังๆเจ้าไหนมาทำการตลาดด้วยตัวเอง พวกผมเลยรีบสั่งทำกางเกงส่งไปให้พวกเขาแล้วมัดมือชกก่อนเลย (ฮา)

แต่ปรากฏว่า ‘เปล่าเลย’ พวกเขาไม่ได้มีความคิดว่าจะเปลี่ยนไปใช้เสื้อผ้าแบรนด์อื่นด้วยซ้ำ

สำหรับฮอนดะเนี่ย...ผมถามทางผู้จัดการทีมเสียมเรียบว่า ทำไมอยู่ดีๆถึงมาซื้อทีมนี้ เขาบอกว่าตอนฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก ที่ญี่ปุ่นมาเตะที่กัมพูชา เขาตกใจว่าทำไมชาวกัมพูชาคลั่งไคล้ฟุตบอลขนาดนี้ ตัวเขาเองก็มีอะคาเดมี่อยู่ที่นั่น เขาเลยอยากมาซื้อทีมฟุตบอล และร่วมพัฒนาฟุตบอลให้กับประเทศกัมพูชาไปเลย

ส่วนตัวผมมีความคิดว่า ‘ฮอนดะ’ ก็คงคิดเหมือนผมคือเสียมเรียบเป็นเมืองที่มีคาแรคเตอร์อยู่แล้ว ทีมนี้เป็นทีมที่กำลังพัฒนาเข้าสู่การเป็นมืออาชีพ แต่ก็ครอบครองทีมทั้งหมดไม่ได้ เพราะเป็นทีมประจำเมือง เลยไปซื้อหุ้นได้เพียง 50 เปอร์เซนต์... ทางทีมเสียมเรียบยังไม่ได้เป็นมืออาชีพมากนัก แต่ที่น่าประทับใจ คือ เขากำลังพยายามผลักดันตัวเองเป็นมืออาชีพจริงๆจังๆ พวกเขาก็มีแผนจะปรับโครงสร้าง และพอ ‘ฮอนดะ’ เข้ามา จึงช่วยปรับโครงสร้างทีมเพื่อก้าวไปสู่ท็อปลีกของกัมพูชาให้ได้ ขณะที่ ‘SUSI’ ได้พูดคุยกับทางทีมบริหารเสียมเรียบตั้งแต่เริ่มแรกไว้อยู่แล้วว่าจะมาช่วยถ่ายทอดและแบ่งปันประสบการณ์ ตลอดจนความรู้เกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์สโมสร ซึ่งผมก็คิดว่า ทั้งทาง ฮอนดะ และ SUSI ก็สามารถเดินหน้าไปด้วยกันได้ดี เพราะทางเขาจะเน้นโฟกัสที่เรื่องการพัฒนาฟุตบอลเป็นหลัก และให้อิสระในการทำงานของส่วนงานอื่นๆ

เสื้อสายทหารสีชมพู ที่ คาซูโอะ ฮมมะ นักฟุตบอลชาวญี่ปุ่นรับอาสาเป็นนายแบบให้

วันนี้และอนาคต

จริงๆการที่ผมแค่ได้มาสนับสนุนทีมนี้ผมก็โอเคและรู้สึกว่าเจ๋งมากอยู่แล้วนะ... พอ ‘ฮอนดะ’ มานี่ผมรู้สึกว่ายิ่งเจ๋งเข้าไปใหญ่ว่าทีมงานเล็กๆของเรา จะได้ร่วมงานกับนักฟุตบอลทีมชาติญี่ปุ่น ที่ส่วนตัวผมเองก็ชื่นชอบอยู่แล้ว มันก็เหมือนกับถูกหวย แต่เริ่มแรกเราก็ทำโดยไม่ได้คิดเรื่อง “เงิน” โอเคล่ะ...เรื่องเงิน คือ ผลตอบแทนของผู้ทำธุรกิจ มันเป็นธรรมดาที่ต้องหวังรายได้อยู่แล้ว แต่ท้ายที่สุด ผมทำสิ่งนี้ด้วยความรักมากกว่า…

ณ ตอนนี้ผมกำลังดูว่าทิศทางการเติบโตของธุรกิจนี้จะไปได้ดีแค่ไหนในกัมพูชา แต่หากทุกอย่างไปได้สวยกับเสียมเรียบ อังกอร์ เอฟซี ผมและหุ้นส่วนก็อยากสนับสนุนต่อไปเรื่อยๆ อย่างที่บอกว่าผมต้องการไปสนับสนุนทีมฟุตบอลที่อยู่ในเมืองที่มีคาแรคเตอร์เป็นของตัวเองอยู่แล้ว แต่นาทีนี้ทีมฟุตบอลในกัมพูชา มักกระจุกอยู่ในเมืองหลวงพนมเปญ ซึ่งถ้าจังหวัดอื่นๆ เริ่มมีทีมฟุตบอลขึ้นมา ก็ถือว่าน่าจะเป็นโอกาสที่ดีของเราที่จะได้เข้าไปแนะนำตัวเอง

วันข้างหน้า ผมอาจไปเป็นพันธมิตร หรือสนับสนุนทีมฟุตบอลชาติอื่นๆในเอเชีย อย่างทีมในภูฏาน, อินโดนีเซีย, ลาว, หรือที่ไหนสักแห่งที่อยู่ในเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ความจริงอินโดนีเซีย ถือเป็นเป้าหมายใหญ่ของผมและหุ้นส่วน โดยเฉพาะทีมฟุตบอลจากเกาะบาหลี มัน คือ ทีมในฝันของผมเลยล่ะ

ส่วนฝันสูงสุดของทีมฟุตบอลที่แบรนด์ ‘SUSI’ อยากร่วมงานที่สุดน่ะเหรอ? คิดไม่ยากเลย “ทีมชาติไทย”... ผมรู้ว่ามันเป็นเรื่องที่อาจจะฟังดูไกลเกินฝันนะตอนนี้

แต่แบรนด์ผมมันบอกอยู่แล้ว… สู้สิ (ครับ) สู้สิ!   

สามารถติดตาม FB เพจของ SUSI ได้ที่นี่

https://www.facebook.com/Susifutbol/?fref=ts