สื่อออสซี่สัมภาษณ์ วิดมาร์: ช้างศึก/บีจี/ไทยลีก บนทัศนะนายใหม่ 'บางกอกกล๊าส'

จอห์น เดอร์เดน ผู้สื่อข่าวออสซี่ได้มีโอกาสพูดคุยแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับ ออเรลิโอ วิดมาร์ อดีตสต๊าฟฟ์โค้ชทีมชาติออสเตรเลียที่ตอนนี้เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนบางกอกกล๊าส ซึ่งเจ้าตัวนั้นรู้สึกตื่นเต้นกับความท้าทายครั้งสำคัญที่ได้รับในเมืองไทย…

มีน้อยคนนักที่จะรู้จักทีมชาติออสเตรเลียมากไปกว่า ออเรลิโอ วิดมาร์ อดีตโค้ชชุดทีมชาติเยาวชนและผู้ช่วยกุนซือทีมชุดใหญ่ที่ตอนนี้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเทรนเนอร์ของบางกอกกล๊าส เพียงไม่กี่เดือนก่อนที่ออสเตรเลียจะมายังเมืองหลวงของประเทศไทยเพื่อทำศึกนัดสำคัญในฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก รอบสุดท้าย

ดังนั้นนี่คือเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับวิดมาร์ที่จะนำข้อมูลเชิงลึกไปบอกกับ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กุนซือทีมชาติไทยบ้างใช่ไหม?

“ผมคงไม่ทำอย่างนั้นแน่!” วิดมาร์บอกกับโฟร์โฟร์ทู “ผมคงจะเป็นคนทรยศแน่ ผมคิดว่าออสเตรเลียจะผ่านเข้ารอบสุดท้ายได้ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเจอคู่ต่อสู้ที่แข็งก็ตาม”

ผมเห็นด้วยที่ว่าลีกนี้คือลีกที่ดีที่สุดในอาเซียน ที่นี่มีเทคนิคดีมากๆ

ในกลุ่มที่ประกอบไปด้วยญี่ปุ่น, ยูเออี, อิรัก และซาอุดีอาระเบีย ทำให้วิดมาร์ชี้ว่าขุนพลซามูไรบลูจะผ่านเข้ารอบไปแบบอัตโนมัติเช่นกัน แต่เจ้าตัวก็เชื่อว่าทัพช้างศึกมีลุ้นอันดับ 3 ไปเล่นเพลย์ออฟได้

"ด้วยความสัตย์จริงผมคิดว่าทีมชาติไทยทำได้ ถึงจะเล่นนอกบ้านไม่ค่อยดีนักแต่พวกเขาจะสามารถคว้าชัยที่นี่ได้ (ในบ้านตัวเอง) อย่างแน่นอน"

อย่างไรก็ตามเจ้าตัวก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับออสเตรเลียในการมาเยือนกรุงเทพฯในวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้

"ออสเตรเลียต้องระวังให้ดี แต่พวกเขาก็เขี้ยวพอที่จะเอาชนะทีมชาติไทยได้หลังจากเกมผ่านไป 1 ชั่วโมง" เขากล่าว "เท่าที่ผมดูเกมลีกที่นี่มา หลังจากผ่านนาทีที่ 60-70 มาแล้ว เกมจะเปิดมากขึ้น"

อย่างที่เจ้าตัวได้รับบทเรียนมาแล้วในเกมนัดแรกที่กุมบังเหียนบางกอกกล๊าสเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม เมื่อลูกทีมของเขาฮึดตีเสมอทีมลุ้นแชมป์อย่างแบงค็อก ยูไนเต็ด จากที่ตามหลังอยู่ 2-0 ก่อนจะพ่ายไปด้วยสกอร์ 4-2

โดยวิดมาร์ที่ได้แยกทางกับทีมชาติออสเตรเลียชุดยู-23 เมื่อเดือนมีนาคมได้กลับมามีความสุขกับการคุมทีมระดับสโมสรอีกครั้ง หลังจากที่ห่างเหินจากเกมระดับนี้มาตั้งแต่อำลาอเดเลด ยูไนเต็ด เมื่อปี 2010 ซึ่งเจ้าตัวก็ตั้งใจว่าจะเติมความเข้มข้นสไตล์ออสซี่ให้กับทีมที่รั้งอันดับ 3 ในไทยลีกตอนนี้เข้าไปอีกหน่อย

วิดมาร์เคยคุมทีมชาติอสเตรเลียชุดยู-23 มาก่อน

"ที่นี่เคยมีประวัติว่าซ้อมกันช้าและนานมาก ดังนั้นผมจึงอยากทำให้มันกระชับแต่เข้มข้นขึ้น ผมกำลังเริ่มปรับอย่างช้าๆและพวกเขาก็ตอบสนองได้ดี"

"มันเป็นเรื่องยากเหมือนกันเพราะในช่วง 2 เดือนหลังพวกเขาเล่นกันทุกพุธ-เสาร์, พุธ-เสาร์ เนื่องจากพวกเขาพยายามเร่งให้จบก่อนที่แมตช์ของฟีฟ่าจะเข้ามา"

เช่นเดียวกับการฝึกซ้อม ก็ยังจำเป็นต้องเพิ่มความเหนียวแน่นในเกมรับเข้ามาเมื่อเสียถึง 7 ลูกจาก 2 นัดแรกที่เขาคุมทีม

ถ้าเราสามารถเล่นเกมรับให้แน่นขึ้น เราก็จะเริ่มมีผลงานที่ดีขึ้นได้ในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า

"ถ้าเราสามารถเล่นเกมรับให้แน่นขึ้น เราก็จะเริ่มมีผลงานที่ดีขึ้นได้ในอีก 2-3 สัปดาห์ก่อนจะต่อยอดไปยังซีซั่นหน้า ถึงตรงนั้นเราก็จะอยู่ในอันดับที่ดี"

แม้ว่าบางกอกกล๊าสจะรั้งอันดับ 3 อยู่ในตอนนี้ แต่เรื่องลุ้นแชมป์เลิกพูดถึงไปได้ เมื่อมีแต้มห่างจากแบงค็อก ยูไนเต็ด ทีมรองจ่าฝูงถึง 17 แต้ม ขณะเดียวกันก็มีแต้มตามหลังจ่าฝูงมากกว่านั้นอยู่ 1 คะแนนด้วยกัน

ซึ่งพลพรรค "กระต่ายแก้ว" ไม่เคยมีลุ้นแชมป์อย่างจริงจังเลยและไม่เคยจบด้วยอันดับที่สูงกว่าอันดับ 3 นับตั้งแต่ก่อตั้งทีมขึ้นในปี 2009

โดยเป้าหมายอันดับแรกในฤดูกาลนี้ก็คือรักษาอันดับ 3 เอาไว้ให้ได้ เพื่ออย่างน้อยจะได้มีลุ้นไปเล่นเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก 2017 รอบเพลย์ออฟ แล้วจากนั้นค่อยเน้นในซีซั่นหน้า และบางทีอาจจะก้าวไปมีลุ้นแชมป์แบบเต็มทีก็ได้ ซึ่งกุนซือวัย 49 ปีผู้เคยปฏิเสธหลายข้อเสนอที่เข้ามาเนื่องจากไม่ท้าทายพอได้มองเห็นความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้ากับบางกอกกล๊าส

"เราไม่สามารถไปแข่งขันเรื่องเงินกับทีมอย่างเมืองทองหรือแบงค็อกได้ก็จริง แต่ในทางกลับกันนั่นก็ถือเป็นเรื่องดีเพราะเรามีอะคาเดมี่เป็นของเราเองและชอบดันเด้กๆขึ้นมาเล่นชุดใหญ่"

"สิ่งอำนวยความสะดวกที่นี่สุดยอดมาก เพราะเรามีอุปกรณ์การฝึกซ้อมเป็นของตัวเอง, มีสนามสองสนาม, มีอ่างอาบน้ำ, มีซาวน่า, ห้องเปลี่นเสื้อผ้า และสต๊าฟฟ์หลายคน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่เอื้อกับนักเตะต้องการจะโฟกัสอยู่แต่กับเกมลูกหนังเพียงอย่างเดียวจริงๆ"

วิดมาร์จะไม่บอกข้อมูลทีมออสซี่ให้ซิโก้รู้แน่ๆ

 อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าคนเป็นโค้ชจะมีเรื่องให้คิดมากกว่านั้น เมื่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีอัตราการเปลี่ยนโค้ชที่สูงมาก แต่ก็ยังคงมีเรื่องดีบ้างตรงที่ความคลั่งไคล้เกมลูกหนังในประเทศกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น

"ผมเห็นด้วยที่ว่าลีกนี้คือลีกที่ดีที่สุดในอาเซียน มันดีมากๆและน่าสนใจด้วยเช่นกัน มีหลายทีมที่อยู่ดีๆเปลี่ยนสไตล์การเล่นโดยที่ไม่ทันสังเกตมาก่อน เมื่อสัปดาห์ก่อนเราเล่นกับศรีสะเกษที่ใช้ระบบ 4-3-3 มาก่อนหน้านี้ แต่พอเจอกับเราพวกเขาเล่น 3-5-2"

วิดมาร์ไม่ใช่เพียงแค่เคยพาอเดเลด ยูไนเต็ด เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2008 เท่านั้น หากแต่ยังเคยค้าแข้งในลีกเบลเยี่ยม, เนเธอร์แลนด์,​สเปน, สวิตเซอร์แลนด์ และญี่ปุ่นอีกด้วย

ผมสามารถลองเปลี่ยนโน่นนี่ได้อยู่ แต่เราก็รู้ว่าเราต้องทำอย่างฉลาด

แม้ว่าหน้าตาของเขาอาจจะไม่ดีเหมือนตอนที่ยังเป็นนักเตะ แต่ก็ถือว่าดูดีพอสำหรับบางสโมสรที่ชอบเซ็นสัญญากับนักเตะหล่อๆดึงดูดแฟนบอลผู้หญิงเพื่อที่จะดึงแฟนบอลผู้ชายเข้ามาในสนามด้วยไปในตัว 

"มันเป็นเรื่องยากในฐานะชาวต่างชาติที่ต้องทำความเข้าใจกับวัฒนธรรมและสิ่งที่เป็นแรงจูงใจของพวกเขา" วิดมาร์กล่าว

"หลังจากที่ได้ชมเกมไปบ้าง ผมก็สามารถลองเปลี่ยนโน่นนี่ได้อยู่ แต่เราก็รู้ว่าเราต้องทำอย่างฉลาด เราไม่สามารถเปลี่ยนปุบปับจนสร้างความสับสนให้กับทุกคนได้หรอก ต้องค่อยๆปรับและเรียนรู้กันไป"

"ยังมีหลายเรื่องที่จะต้องปรับปรุงเช่นการดูแลตัวเองของนักเตะ แต่เราก็ต้องให้โอกาสพวกเขาที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วย"

โดยนอกจากตัวนักเตะแล้วพิ้นสนามยังเป็นสิ่งที่ต้องปรับปรุงด้วยเช่นกัน

"การที่จะให้ทุกสนามมีสภาพที่ยอดเยี่ยมเหมือนกันหมดนั้นน่าจะเป็นการเดินหน้าที่ยิ่งใหญ่เลยทีเดียว บางทีคงมีแค่ 4 หรือ 5 ทีมเท่านั้นในลีกที่มีพื้นสนามเข้าขั้นดี อย่างเมื่อสัปดาห์ก่อน เราต้องเล่นบนสนามหินแข็งที่มีหน้าเพียงประปรายซึ่งนั่นสามารถปรับปรุงได้ พวกเขาจ่ายเงินไปมากกับนักเตะ ดังนั้นถ้าเจียดเงินสักหน่อยกับเรื่องพื้นสนามด้วยก็น่าจะดีเช่นกัน"

 แน่นอนว่าวิดมาร์ได้เจอกับงานที่ท้าทายสมใจอยากแล้ว

"เราพร้อมที่จะทำงานหนัก มาตรฐานที่นี่ดีมากในทางเทคนิคและพวกเขากำลังไปได้สวย มันคือสถานที่ๆยอดเยี่ยม"