Stories

ตำแหน่งเปลี่ยนชีวิตเปลี่ยน : 13 แข้งไทย ได้ดีเพราะบทบาทใหม่

บางคนเคยท้อจนเกือบหันหลังให้วงการฟุตบอล, บางคนแจ้งเกิดเพราะถูกจับไปเล่นในตำแหน่งที่ว่างอยู่, ,บางคนแจ้งเกิดเพราะกุนซือคนเดียวกันมองเห็นแววในตำแหน่งอื่น และบางคนพลิกบทบาทแบบเหนือความคาดหมาย...

We are part of The Trust Project What is it?

นี่ คือ 13 แข้งที่ชีวิตเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อเปลี่ยนตำแหน่งจากที่เคยเริ่มเล่นในตอนแรก มีใครกันบ้าง ติดตามได้ที่นี่

สารัช อยู่เย็น

มิดฟิลด์หน้าตี๋ขวัญใจแฟนบอลชาวไทย เป็นอีกหนึ่งแข้งที่เปลี่ยนตำแหน่งแล้วเส้นกราฟชีวิตพุ่งสูงแบบฉุดไม่อยู่อย่างแท้จริง

ตังค์ สารัช อยู่เย็น หนุ่มน้อยผู้เริ่มเล่นฟุตบอลมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ และฝึกซ้อมอย่างจริงจังตอนอายุ 10 ขวบ ขณะเรียนอยู่ชั้น ป.5 ที่โรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ โดยมีมาสเซอร์ นฤพล มาฬมงคล เป็นโค้ชคนแรก

เส้นทางบนถนนลูกหนังของเขาเริ่มต้นขึ้นในช่วงใกล้จบ ม.6 ของ ร.ร. อัสสัมชัญธนบุรี แจ้งเกิดกับตำแหน่งกองกลางตัวรุกในศึกลูกหนังขาสั้น จนได้มีโอกาสเข้ามาเป็นนักเตะเยาวชนของ เมืองทอง ยูไนเต็ด ที่หมายมั่นปั้นมือว่าเขาจะสามารถก้าวไปเป็นกำลังหลักของทีมได้ในอนาคต จนถูกปล่อยยืมตัวให้กับ ภูเก็ต เอฟซี ในปี 2012

เขาได้รับโอกาสมากพอสมควรกับยอดทีมแดนปักษ์ใต้ ได้รับความไว้วางใจจาก “น้าเหม่ง” ประพล พงษ์พานิช ผู้ล่วงลับ ส่งลงสนาม 26 นัด ทำได้  6 ประตู ซึ่งต้องบอกว่าไม่ธรรมดาสำหรับเด็กวัย 20 ปี แต่พอหมดสัญญาและถูกส่งกลับต้นสังกัด เขาก็ยังไม่อาจเบียดแข้งรุ่นพี่เข้าสู่ทีมได้ จึงถูกปล่อยไปเก็บประสบการณ์เป็นคำรอบสองที่ นครราชสีมา เอฟซี ในปีถัดมา

ทว่าชีวิตในแดนอีสานของ “ตังค์” กลับไม่ราบรื่นเหมือนตอนอยู่ที่ ภูเก็ต เมื่อได้รับโอกาสลงสนามเพียงน้อยนิดแค่ 13 นัด ทำได้แค่ 2 ประตู เท่านั้น ตลอดช่วงเวลาที่ค้าแข้งให้ “สวาทแคท” และต้องถูกส่งตัวกลับสู่แคมป์ “กิเลนผยอง” ตามเคยหลังหมดสัญญา

แต่การกลับมายังย่านแจ้งวัฒนะครั้งนี้ เขาได้พบกับ ดราแกน ทาลายิช กุนซือคนใหม่ป้ายแดงของ “กิเลนผยอง” ที่มองเห็นแววของเขาระหว่างการฝึกซ้อม ก่อนจับไปเล่นในตำแหน่งกองกลางตัวโฮลด์บอล และด้วยทักษะที่มี บวกกับการที่เป็นมิดฟิลด์เชิงสูงอยู่แล้ว ทำให้ “ตัง” ไปได้สวยสุดๆกับตำแหน่งดังกล่าว ได้รับโอกาสลงสนามต่อเนื่องและโชว์ฟอร์มสุดยอดจนถูกเรียกตัวติดทีมชาติชุดลุยศึกซีเกมส์ ที่อินชอน และเป็นหนึ่งในขุนพล “ช้างศึก” ชุดแชมป์เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014 แถมยังทำสถิติเป็นผู้ส่งบอลสำเร็จมากที่สุดของทัวร์นาเมนต์อีกด้วย

นับตั้งแต่นั้นมา เขาก็ยึดตำแหน่งตัวจริงทั้งในทีมชาติไทย ที่พาทีมคว้าแชมป์ซีเกมส์ ครั้งที่ 28 ได้ในปี 2015 และกับ “กิเลนผยอง” ได้เรื่อยมา แม้ในช่วงเปลี่ยนผ่านกุนซือจากดราแกน ทาลายิช ไปเป็น ธชตวัน ศรีปาน “ตัง” ก็ยังครองตำแหน่งได้อย่างเหนียวแน่น แม้บางครั้งจะถูกถอยลงไปเล่นกองกลางตัวรับแบบเต็มตัว แต่ด้วยการอ่านเกม, ตัดบอล และสลับรุก-รับ ของเขา อีกทั้งยังมีความมุ่งมั่นทุ่มเท ทำให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างไร้ข้อบกพร่อง

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “ตัง” คือกำลังสำคัญที่ขาดไม่ได้ทั้งในนามทีมชาติและสโมสร ช่วย เมืองทอง ยูไนเต็ด คว้าแชมป์โตโยต้า ไทยลีก 2016 แต่โชคร้ายที่ช่วงต้นฤดูกาลต่อมา จะได้รับบาดเจ็บหนักจนต้องพักเกือบทั้งฤดูกาล แต่ปัจจุบัน เขากลับมาแข็งแกร่ง พร้อมได้รับการแต่งตั้งเป็นกัปตันทีม "กิเลนผยอง" ในฤดูกาลนี้อีกด้วย

สินทวีชัย หทัยรัตนกุล

การเปลี่ยนตำแหน่งตั้งแต่วัยเด็ก ทำให้เขากลายเป็นยอดผู้รักษาประตูแถวหน้าของเมืองไทยจนถึงทุกวันนี้

เด็กชาย โกสินทร์ หทัยรัตนกุล หรือชื่อเล่นว่า “บอล” (เปลี่ยนเป็น ตี๋ เพราะหน้าตาออกไปทางคนจีน) เป็นชาวจังหวัดสกลนคร เริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุได้ 8 – 9 ปี ในตำแหน่งกองหน้าให้กับโรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล โดยมี วิฑูรย์ กิจมงคลศักดิ์ นักฟุตบอลที่ยิงประตูมากที่สุดให้ทีมชาติไทยเป็นอันดับ 6 เป็นไอดอลในวัยเยาว์

แต่ด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเท และปรารถนาอันแรงกล้าที่จะเอาชนะ ทำให้ครั้งหนึ่งเขารู้สึกว่าผู้รักษาประตูในทีมทำหน้าที่ได้ไม่ดีเท่าที่ควร จึงขออาสารับหน้าที่นั้นเองเสียเลย ปรากฏว่าเขาทำได้ดีกับมัน และรู้สึกสนุก จากนั้นก็เริ่มเล่นตำแหน่งผู้รักษาประตูเรื่อยมา

หลังเล่นฟุตบอลที่บ้านมานานหลายปี... โกสินทร์ ได้เดินมาสู่ก้าวต่อไปของชีวิตด้วยการเข้าศึกษาต่อที่อัสสัมชัญ ศรีราชา ตอนมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 1 ปีถัดมา ก็มุ่งหน้าไปร่วมคัดตัวทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ที่กำลังเตรียมทีมลุยศึกฟุตบอลโลก ยู 17 ปี 2003 ที่นิวซีแลนด์ โดยมี  “น้าติ๊ก” สมชาติ ยิ้มศิริ เป็นโค้ช และหัวหน้าคัดเลือกตัว สุดท้ายก็ได้มีโอกาสเป็น 1 ใน 20 แข้งที่จะเดินทางไปทำศึกชิงแชมป์โลกยังแดนกีวี

น่าเสียดายที่ทัพ “ช้างศึก” ต้องตกรอบแบบสู้ใครไม่ได้เลย แต่ถือเป็นประสบการณ์ล้ำค่าของเขา เพราะได้โอกาสลงเฝ้าเสาในนัดสุดท้ายที่พบกับกาน่า ในนาทีที่ 88 แม้จะเป็นเวลาแค่ไม่กี่นาที แต่เขาก็รู้สึกปลาบปลื้มใจแบบสุดๆกับการสัมผัสสนามในเวทีระดับโลก

หลังจากจบศึกดังกล่าวไม่นาน เขาก็ได้ติดทีมชาติชุดใหญ่ทันที ในเกมที่ เรอัล มาดริด ยุคกาลาติกอส บุกเยือนไทย แถมยังถูกส่งลงสนามเฝ้าเสารับมือกับบรรดาผู้เล่นระดับโลกอย่าง ซีเนอดีน ซีดาน, เดวิด เบ็คแฮม, โรแบร์โต้ คาร์ลอส และหลุยส์ ฟิโก้ ก่อนที่จะได้มีส่วนร่วมกับทัพ “ช้างศึก” ในหลากหลายรายการ และเป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่งของ ชลบุรี เอฟซี ในยุคคว้าแชมป์ลีก เมื่อปี 2008 อีกด้วย

ปัจจุบัน “ซูเปอร์ตี๋” โยกไปเฝ้าเสาให้กับ สุพรรณบุรี เอฟซี ตั้งแต่ก่อนเปิดฤดูกาล 2016 และเป็น 1 ใน 23 ขุนพลทีมชาติไทย ชุดลุยศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก 12 ทีมสุดท้าย โซนเอเชีย ก่อนประกาศอำลาทีมชาติหลังจบนัดสุดท้ายกับ ออสเตรเลีย

Pages